บทความ

มหกรรมยานยนต์ เจนีวา 2014


มหกรรมยานยนต์เจนีวา

อีโคคาร์ และกรีนคาร์หลากสายพันธุ์

ท้าประชันรถหรู รถสปอร์ทพลังม้า

 

เป็นอีกครั้งหนึ่งและครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้แล้ว ที่คณะของเราได้เดินทางไปเยือนงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาในเมืองสวิสส์ หลังจากใช้เวลา 2 วันเต็มกับการเดินกลับไปกลับมาทั่วงานอันยิ่งใหญ่ตระการตา และมีพื้นที่จัดงานกว้างขวางกว่า 80,000 ตารางเมตร เพื่อรวบรวมสารพัดข้อมูล/ถ่ายภาพนิ่ง/บันทึกภาพเคลื่อนไหวและเก็บเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่น่าจะเก็บ เราก็สามารถสรุปความสำคัญของงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดนี้ได้อย่างสั้นๆ ว่า เป็นอีกงานหนึ่งที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนในสิ่งที่กำลังเป็น และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคต

ในช่วงเวลาประมาณ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา คงต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นธุรกิจที่ใช้ความมานะพยายามในการสนองตอบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนกว่าธุรกิจแขนงอื่นๆ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องประหลาดใจอะไรเมื่อได้พบว่า มีรถยนต์อย่างที่พวกเราเรียกกันว่า “อีโคคาร์” และ “กรีนคาร์” จอดให้เห็นอยู่ทั่วไปในงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งนี้

จุดที่น่าสนใจก็คือ ในการออกแบบและพัฒนารถยนต์ที่ประหยัดเชื้อเพลิงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ บรรดาวิศวกรและนักออกแบบของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไม่ได้ฝากความหวังไว้กับ พลังไฟฟ้า แกสธรรมชาติ ไฮโดรเจน ฯลฯ ซึ่งเรียกกันโดยรวมว่า ALTERNATIVE FUELS หรือ “เชื้อเพลิงทดแทน” และเทคโนโลยีการขับแบบไฮบริดเท่านั้น ในการวิ่งแข่งขันกันโดยมีการประหยัดเชื้อเพลิง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นธงเป้าหมายนี้ มันสมองของบรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่ได้คิดจะเลิกใช้เชื้อเพลิงดั้งเดิมอย่างเบนซินและดีเซลเสียทั้งหมด แต่ใช้สิ่งที่เรียกกันว่า CREATIVITY หรือ “ความคิดสร้างสรรค์” ในการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลให้สามารถผลิตกำลังได้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำกว่าเดิม และปล่อยไอพิษน้อยกว่าเดิม

เช่นเดียวกับเมื่อปีกลาย ผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งนี้ได้จัดทำ LEAFLET หรือ “แผ่นพับ” บรรจุรายชื่อรถแบบต่างๆ ที่แสดงในงานนี้และมีอัตราการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า 95 กรัม/กม. ปรากฏว่ามีรายชื่อรถอยู่ถึง 64 รุ่น มีทั้งรถไฮบริด รถไฟฟ้า รถเซลล์เชื้อเพลิง รถแกสธรรมชาติ รถเบนซิน และรถดีเซล เฉพาะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินล้วนๆ ไม่มีระบบไฮบริด ตัวเลขต่ำที่สุด คือ FIAT 500 0.9 TWINAIR ซึ่งปล่อยแกสนี้เพียง 90 กรัม/กม. ส่วนรถดีเซลตัวเลขต่ำสุด คือ 82 กรัม/กม. ของ VOLKSWAGEN POLO BLUEMOTION

นอกจากความประหยัดและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าวแล้ว นวัตกรรมใหม่อีกอย่างหนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยานพาหนะที่เรียกกันว่า “รถยนต์” คือ ระบบขับอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า AUTONOMOUS DRIVING ซึ่งบางคนให้ความหมายที่เข้าใจได้ยากหน่อยว่าเป็นรถยนต์ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ทั้งกับรถคันอื่นๆ และกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่บางคนอธิบายอย่างง่ายๆ ว่า คือ รถยนต์ที่สามารถวิ่งได้เอง โดยผู้ขับไม่ต้องทำอะไรแม้แต่การหมุนพวงมาลัย มีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายรายที่กำลังเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ที่มีผลงานให้เห็นกันบ้างแล้วเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ (MERCEDS-BENZ) ของเยอรมนี กับ นิสสัน (NISSAN) ของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามอย่างเพิ่งคาดหวังว่า “รถที่วิ่งได้โดยไม่ต้องขับ” นี้จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะนอกจากตัวรถเองแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยสิ่งประกอบอย่างที่เรียกกันว่า INFRASTRUCTURE อีกมาก เหมือนกับที่เมื่อใช้รถไฟฟ้าก็จำเป็นต้องมีสถานีเติมพลังไฟฟ้านั่นแหละ

สวิทเซอร์แลนด์ก็มีปัญหารถติดเหมือนบ้านเรา แต่ดูจะไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับบ้านเรา ในเมืองเจนีวาที่เราเดินทางไปเยือนเป็นประจำทุกๆ ปีนับแต่ปี 1992 มีแนวความคิดที่จะแก้ปัญหานี้ โดยการลดอัตราความเร็วของการขับรถในเขตเมืองเหลือแค่ 30 กม./ชม. ส่วนการขับรถบนทางหลวงให้ลดเป็น 80 กม./ชม. ข้อสนับสนุนก็คือ เมื่อวิ่งช้าลงระยะห่างระหว่างรถคันหน้ากับรถคันหลังก็จะสั้นลง ถนนซึ่งยังคงยาวเท่าเดิมก็จะบรรจุรถได้มากขึ้น ก็ดูจะฟังขึ้นอยู่ หากไม่ได้ยินใครอีกคนหนึ่งที่แย้งขึ้นว่า เมื่อรถช้ากว่าเดิม ก็จะอยู่ในถนนนานกว่าเดิม รถก็จะติดมากกว่าเดิม ?

ศูนย์นิทรรศการ PALEXPO ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมยานยนต์เจนีวามีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ ในด้านการก่อสร้างและจัดพื้นที่ ปีนี้ไม่มีการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม มีเพียงการขยายพื้นที่ของฮอลล์ 6 ซึ่งทำให้พื้นที่จัดงานเพิ่มขึ้นเป็น 80,047 ตารางเมตร หรือเท่ากับประมาณ 13 สนามฟุตบอล มีผู้ร่วมงานประมาณ 250 ราย จาก 30 ประเทศ ก่อนวันเปิดงานผู้จัดงานประกาศว่ามีผลงานมากกว่า 160 รายการ ที่จะปรากฏตัวแบบครั้งแรกในโลก/ครั้งแรกในยุโรป/หรือครั้งแรกในเมืองสวิสส์ที่งานนี้ เอาเข้าจริงตัวเลขน่าจะไม่ตรง เพราะผู้ผลิตบางรายไม่ยอม “เผยไต๋” ก่อนวันเปิดงาน บรรดา “ครั้งแรก” เหล่านี้มีอะไรกันบ้าง ? เลือกมาให้ชมกันเป็นบางส่วนใน 18 หน้าถัดจากนี้ พลิกไปสัมผัสได้เลยครับ

 

DSC_5555 (Copy)

MERCEDES-BENZ V-CLASS

ค่าย “ดาวสามแฉก” นำรถรุ่นใหม่เอี่ยมแกะกล่องออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้รวม 2 แบบ แบบแรกที่เห็นในภาพใหญ่คือรถตู้ เมร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ V-CLASS) ซึ่งปลายเดือนมิถุนายนนี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองเบียร์แทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ วีอาโน (MERCEDES-BENZ VIANO) ในระยะแรกรถตู้ระดับสุดหรูรุ่นใหม่นี้จะมีตัวถังเพียงแบบเดียว เป็นตัวถังยาว 5.140 ม. ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า LONG-WHEELBASE MODEL แต่ทำห้องโดยสารเป็น 2 แบบ คือ แบบ 6 ที่นั่ง (2+2+2) ซึ่งเหมาะสมกับการเป็นรถตู้ระดับวีไอพี กับแบบ 8 ที่นั่ง (2+3+3) ซึ่งตั้งใจให้ใช้เป็นรถรับส่งแขกของโรงแรมอย่างที่เรียกกันว่า HOTEL SHUTTLE VAN ส่วนที่จะตามมาในระยะต่อไปแต่ขณะนี้ยังไม่บอกชัดเจนว่าเดือนไหนปีไหน ? คือ ตัวถัง COMPACT MODEL ซึ่งยาว 4.895 ม. กับตัวถัง EXTRALONG-WHEELBASE MODEL ซึ่งยาวถึง 5.370 ม.

 

DSC_5486 (Copy)

MERCEDES-BENZ S-CLASS COUPE

อวดตัวในฐานะรถแนวคิดที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2013 และเปลี่ยนสภาพเป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบไปเรียบร้อยแล้ว คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ คูเป (MERCEDES-BENZ S-CLASS COUPE) ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นเดียวกัน เป็นรถคูเปขนาดเฮวีเวทและนับเป็นรถตลาดแบบแรกของโลกซึ่งติดตั้งระบบ MAGIC BODY CONROL ที่ทำให้รถสามารถเอียงตัวขณะวิ่งเข้าโค้งเหมือนจักรยานยนต์ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ การลดอัตราเร่งด้านข้างที่เกิดขึ้นกับผู้ที่นั่งอยู่ในรถได้อย่างดี มีกำหนดออกโชว์รูมในช่วงครึ่งหลังของปีม้าพยศ โดยมีรถให้เลือกใช้เพียง 2 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ S 500 COUPE ซึ่งเป็นรถขับล้อหลัง กับ MERCEDES-BENZ S 500 4MATIC ซึ่งเป็นรถขับทุกล้อ ทั้ง 2 โมเดลติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,663 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 335 กิโลวัตต์/455 แรงม้า

 

DSC_5586 (Copy)

MINI CLUBMAN CONCEPT

ผู้ผลิตรถยนต์สายเลือดอังกฤษซึ่งขณะนี้ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของบริษัทรถยนต์สายพันธุ์เยอรมัน ใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวรถติดป้ายชื่อ มีนี คลับแมน คอนเซพท์ (MINI CLUBMAN CONCEPT) รถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถตลาดที่คาดหมายกันว่าอีกไม่นานก็คงจะออกโชว์รูมพร้อมกับป้ายชื่อ มีนี คลับแมน (MINI CLUBMAN) เป็นรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหางโดยใช้พแลทฟอร์มชุดเดียวกับรถร่วมเครือ ซึ่งก็อวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานนี้เช่นกัน คือ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-2 แอคทีฟ ทัวเรอร์ (BMW 2-SERIES ACTIVE TOURER) มีระบบประตูที่ผู้เคยชื่นชอบประตูของรถชื่อเดียวกันรุ่นปัจจุบันเห็นแล้วอาจหงุดหงิด กล่าวคือ ในรถรุ่นปัจจุบัน ด้านผู้ขับติดประตูบานกว้างเพียงบานเดียว ส่วนด้านผู้โดยสารติดประตู 2 บาน บานหนึ่งกว้างบานหนึ่งแคบและเปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันกลาง ส่วนในรถรุ่นใหม่ ทั้ง 2 ด้านจะติดประตู 2 บานที่เปิดไปทางเดียวกันเหมือนรถทั่วไป

 

DSC_5565 (Copy)

BMW 2-SERIES ACTIVE TOURER

ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์ นำผลงานใหม่ๆ ออกแสดงในงานนี้เป็นกองทัพ เลือกมาให้ชมกันเพียง 3 ชิ้น และทุกชิ้นล้วนปรากฏตัวในลักษณะ “ครั้งแรกในโลก” ชิ้นแรก คือ รถติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-2 แอคทีฟ ทัวเรอร์ (BMW 2-SERIES ACTIVE TOURER) ที่เห็นในภาพบนซ้ายมือ เป็นเอมพีวี หรือรถอเนกประสงค์ขนาดเล็กกะทัดรัดที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่หลายอย่างซึ่งต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” รวมทั้งการเป็นรถแบบแรกของค่ายนี้ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า และเป็นรถแบบแรกของค่ายนี้ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ 3 สูบ ตัวถังขนาด 4.342×1.800×1.555 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.26-0.29 เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบและพัฒนาเพื่อให้ห้องโดยสารซึ่งจุ 5 ที่นั่ง สามารถใช้ประโยชน์และพลิกแพลงได้ง่ายกว่ารถร่วมเครือแบบอื่นๆ อยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้ โปรดย้อนไปอ่าน “ข่าวรอบโลก” ฉบับเดือนเมษายน 2557

 

DSC_5580 (Copy)

BMW 4-SERIES GRAN COUPE

ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้คือรถติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-4 กรัน คูเป (BMW 4-SERIES GRAN COUPE) ที่เห็นในภาพบนขวามือ เป็นรถ 4 ประตูคูเป ในตัวถังขนาด 4.638×1.825×1.389-1.404 ม.ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27-0.30 และมีรูปทรงองค์เอวเหมือนย่อส่วนลงนิดหนึ่งจากรถอนุกรมพี่ คือ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-6 กรัน คูเป (BMW 6-SERIES GRAN COUPE) ที่เริ่มเข้าสู่สายการผลิตเมื่อต้นปี 2013 กำลังจะออกจำหน่ายในเมืองแม่โดยมีรถให้เลือกใช้รวม 7 โมเดล คือ BMW 420I GRAN COUPE-BMW 428I RAN COUPE-BMW 428I XDRIVE GRAN COUPE-BMW 435I GRAN COUPE-BMW 418D GRAN COUPE-BMW 420D GRAN COUPE-BMW 420D XDRIVE GRAN COUPE ค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเริ่มต้นที่ 35,750 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1,609,000 บาทไทย

 

DSC_5560 (Copy)

BMW X3

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นเดียวกัน แต่ที่ต่างจากรถ 2 แบบแรกซึ่งเพิ่งผ่านตาไปก็คือ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 3 (BMW X3) ที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่รถรุ่นใหม่อย่างที่เรียกกันในบ้านเราว่าใหม่หมด หากเป็นรถรุ่นเดิมที่ได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของตัวถังและเครื่องยนต์กลไก แต่หัวใจอยู่ที่ส่วนหลังมากกว่าส่วนหน้า เพราะมีทั้งการเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกใช้อีก 2 ขนาด และการปรับปรุงเครื่องยนต์ที่เคยใช้อยู่ก่อนแล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิงขึ้น และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง เพิ่งออกโชว์รูมในเมืองเบียร์โดยมีรถให้เลือก 8 โมเดล คือ BMW X3 SDRIVE 20I-BMW X3 XDRIVE 20I-BMW X3 XDRIVE 28I-BMW X3 XDRIVE 35I-BMW X3 SDRIVE 18D-BMW X3 XDRIVE 20D-BMW X3 XDRIVE 30D-BMW X3 XDRIVE 35D ค่าตัวเริ่มต้นที่ 39,200 ยูโร หรือประมาณ 1,764,000 บาทไทย

 

DSC_5843 (Copy)

AUDI TT/AUDI TTS

เจ้าของเครื่องหมายการค้า “สี่ห่วง” เป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันอีกรายหนึ่งที่นำผลงานชิ้นใหม่ออกแสดงในงานนี้เป็นกองทัพ แต่ชิ้นที่เรียกความสนใจจากบรรดาสื่อมวลชนได้มากที่สุด คือ รถติดป้ายชื่อ เอาดี ทีที/เอาดี ทีทีเอส (AUDI TT/AUDI TTS) ซึ่งเพิ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้หลังจากเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ มานานเดือน เป็นรถรุ่นที่ 3 และเป็นรถที่ผู้ผลิตยังไม่ยืนยันว่าเมื่อไรจะออกโชว์รูม ? ตัวถังขนาด 4.180×1.832×1.353 ม. ซึ่งมีประตูบานท้ายเหมือนประตูของรถแฮทช์แบค เป็นตัวถังที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหางและมีรูปทรงองค์เอวที่ทำให้ตัวรถดูเพรียวและปราดเปรียวกว่ารถรุ่นที่ 2 ซึ่งเริ่มเข้าสู่สายการผลิตเมื่อปี 2006 ส่วนภายในห้องโดยสารที่เรียกกันในภาษารถยนต์ว่า 2+2 ที่นั่ง ก็ออกแบบได้ดีและให้ความรู้สึกว่ากว้างขวางนั่งสบายกว่ารถรุ่นปัจจุบัน ข้อมูลมากกว่านี้โปรดติดตามอ่าน “ระเบียงรถใหม่” ในเวลาไม่นานจนเกินรอ

 

DSC_5819 (Copy)

AUDI TT QUATTRO SPORT CONCEPT

นอกจากเลือกใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวรถ เอาดี ทีที/เอาดี ทีทีเอส (AUDI TT/AUDI TTS) รุ่นที่ 3 แล้ว ค่าย “สี่ห่วง” ยังเพิ่มความสนใจให้แก่รถรุ่นใหม่นี้ โดยการนำรถแนวคิดติดป้ายชื่อ เอาดี ทีที กวัตตโร สปอร์ท คอนเซพท์ (AUDI TT QUATTRO SPORT CONCEPT) ออกอวดตัวบนเวทีเคียงคู่กับรถตลาดอีกต่างหาก เป็นรถสปอร์ทคูเปขนาดเล็กที่แรงและเร็วจนน่าสยอง เพราะติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,984 ซีซี ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษจนได้กำลังสูงถึง 309 กิโลวัตต์/420 แรงม้า อันเป็นค่าสูงสุดที่ไม่เคยมีเครื่องยนต์ขนาดความจุ 2.0 ลิตรแบบใดๆ เคยทำได้มาก่อน และถ่ายทอดกำลังนี้สู่ล้อคู่หน้าคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ ด้วยน้ำหนักตัวแค่ 1,344 กก. และติดตั้งเครื่องยนต์ที่แรงเหลือเชื่อ จึงไม่น่าประหลาดใจเมื่อรถแนวคิดคันนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยใช้เวลาแค่ 3.7 วินาทีเท่านั้นเอง

 

DSC_5733 (Copy)

VOLKSWAGEN T-ROC

ของดีที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์นำออกแสดงเพื่อดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงาน มีทั้งรถแนวคิดและรถตลาด คันแรกที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน คือ รถติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน ที-รอค (VOLKSWAGEN T-ROC) เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดที่ภายในปี 2017 ค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาด เพื่อสู้กับรถขนาดเดียวกันที่กำลังขายดิบขายดีอยู่ในขณะนี้อย่าง นิสสัน จูค (NISSAN JUKE) และ โอเพล มคคา (OPEL MOCCA) ตัวถังขนาด 4.179×1.831×1.501 ม. ที่สามารถเปิดหลังคาได้ครึ่งหนึ่ง ออกแบบและพัฒนาโดยได้ชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 1,968 ซีซี 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า จากรถเก๋งแฮทช์แบค โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ (VOLKSWAGEN GOLF) มีโหมดการขับให้เลือกใช้ 3 แบบ คือ STREET OFFROAD SNOW และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่น่าทึ่งมาก คือ แค่ 4.9 ลิตร/100 กม.หรือ 20 กม./ลิตร

 

DSC_5714 (Copy)

VOLKSWAGEN GOLF GTE

เปิดตัวที่งานนี้เช่นกันคือ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ จีทีอี (VOLKSWAGEN GOLF GTE) รถที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายเดียวในขณะนี้ที่มีระบบขับทุกแบบให้เลือกใช้ในรถเพียงอนุกรมเดียว (เบนซิน ดีเซล แกสธรรมชาติ ไฟฟ้า และไฮบริด) รถโมเดลนี้ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,395 ซีซี 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 75 กิโลวัตต์/102 แรงม้า แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ได้กำลังสุทธิสูงสุด 150 กิโลวัตต์/204 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุด 222 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่เยี่ยมยอด คือ แค่ 1.5 ลิตร/100 กม. หรือ 66.7 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 35 กรัม/กม. กรณีวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ จะวิ่งได้ไกล 50 กม.และทำความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม.

 

DSC_5701 (Copy)

VOLKSWAGEN GOLF SPORTSVAN

อวดตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทเมื่อเดือนกันยายนของปีงูเล็กในฐานะรถแนวคิด ที่งานนี้ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ สปอร์ทแวน (VOLKSWAGEN GOLF SPORTVAN) ปรากฏตัวให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ในฐานะรถตลาดที่กำลังจะออกโชว์รูม เป็นรถตรวจการณ์ขนาดเล็กกะทัดรัดที่พัฒนาจากรถเก๋งแฮทช์แบคยอดนิยม โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ (VOLKSWAGEN GOLF) โดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมาย รวมทั้งขยายตัวถังให้ยาวขึ้นประมาณ 8 ซม.และสูงขึ้นประมาณ 13 ซม. คันที่เห็นในภาพเป็นรุ่นที่ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุด คือ VOLKSWAGEN GOLF SPORTSVAN 1.6 TDI BLUEMOTION รถโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 81 กิโลวัตต์/110 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 3.9 ลิตร/100 กม. หรือ 25.6 กม./ลิตร

 

DSC_5396 (Copy)

DSC_5636 (Copy)

FORD FOCUS

เห็นแวบแรกเข้าใจว่าเป็นรถรุ่นใหม่ (รุ่นที่ 4) ที่มีกำหนดออกตลาดในปี 2017 แต่เมื่อพินิจพิจารณาและศึกษารายละเอียดจึงพบว่า ทั้งตัวถังแฮทช์แบค และตัวถังตรวจการณ์ที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่ ฟอร์ด โฟคัส (FORD FOCUS) รุ่นใหม่ แต่เป็นรถรุ่นปัจจุบันที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า HEAVILY REVISED และครึ่งหลังของปีม้าพยศจะเริ่มจำหน่ายในตลาดยุโรป มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องยนต์กลไกและอุปกรณ์ในห้องโดยสาร ตัวอย่าง คือ เพิ่มเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อีกหลายเครื่อง (เครื่องเบนซิน ECOBOOST 1.5 ลิตร ซึ่งให้กำลังสูงสุด 150 และ 180 แรงม้า กับเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 1.5 ลิตร ซึ่งให้กำลังสูงสุด 95 และ 120 แรงม้า) ติดตั้งระบบสื่อสารเชื่อมโยง SYNC 2 และติดตั้งระบบ PERPENDICULAR PARKING อันเป็นเทคโนโลยีช่วยจอดรถที่ไม่เคยพบกันมาก่อนในรถยี่ห้อนี้

 

DSC_5991 (Copy)

OPEL ASTRA OPC EXTREME

จุดโฟคัสสายตาในบูธของค่าย “สายฟ้า” คือ รถติดป้ายชื่อ โอเพล อัสตรา โอพีซี เอกซ์ตรีม (OPEL ASTRA OPC EXTREME) ซึ่งเป็นรถเล็กแต่ร้อนแรงอีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่ค่ายนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ที่จะผลิตรถอย่างนี้ออกขายในจำนวนน้อยๆ เป็นรถอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า RACE-BRED PERFORMANCE CAR คือ เป็นรถสมรรถนะสูงที่ออกแบบ/พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีของรถแข่ง ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงความจุ 2.0 ลิตร ที่ให้ตัวเลขกำลังสูงสุดสูงกว่า 200 กิโลวัตต์ หรือ 300 แรงม้า มีน้ำหนักตัวเบากว่ารถตลาด โอเพล อัสตรา โอพีซี (OPEL ASTRA OPC) ซึ่งเป็นที่มาถึง 100 กก. เนื่องจากเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังหลายชิ้นจากเหล็กกล้าเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ตัวอย่างเช่น แทนที่แผงหลังคาเหล็กกล้าหนัก 9.3 กก. ด้วยหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ที่หนักแค่ 2.6 กก.

 

DSC_5976 (Copy)

OPEL ADAM ROCKS

เปลี่ยนสภาพจากรถแนวคิดเป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบไปแล้ว คือ โอเพล อดัม รอคส์ (OPEL ADAM ROCKS) ซึ่งก็อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นกัน เป็น MINI CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดกระจิ๋วหลิวที่พัฒนาจากรถเก๋งแฮทช์แบค โอเพล อดัม (OPEL ADAM) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปลายปี 2012 และเป็นรถขนาดเล็กที่สุดในสายการผลิตของค่ายนี้ จะเริ่มการผลิตที่โรงงานในเมืองไอเซนัค (EISENACH) ของเยอรมนีในเดือนสิงหาคมและเริ่มออกโชว์รูมเมื่อถึงฤดูร้อน เครื่องยนต์ที่ใช้จะมีขนาดเดียว คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงความจุ 1.0 ลิตร แต่ปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้กำลังสูงสุด 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า กับแบบ 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า เป็นเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงแต่ประหยัดเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำที่ค่ายนี้เพิ่งทำขึ้นใหม่ เพื่อแข่งกับเครื่อง ECOBOOST ของค่าย ฟอร์ด

 

DSC_5795 (Copy)

SKODA VISION C

ผู้ผลิตรถยนต์ของสาธารณรัฐเชคซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ ใช้เวทีหมุนขนาดยักษ์ในงานนี้เป็นที่เปิดตัวรถติดป้ายชื่อ สโกดา วิชัน ซี (SKODA VISION C) ซึ่งประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยเคลือบตัวถังด้วยสีเขียวสดใสและดูสะอาดตา เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกะทัดรัดที่ค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาดภายในปี 2016 ตัวถังซึ่งยาวประมาณ 4.700 ม. กว้าง 1.820 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.26 มีโครงสร้างน้ำหนักเบาเพราะชิ้นส่วนหลายชิ้น เช่น ฝากระโปรงหน้า ปีกหน้า และบานประตู ล้วนทำจากอลูมินียม ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,395 ซีซี 81 กิโลวัตต์/110 แรงม้า ที่ขอหยิบขอยืมจากรถตลาดร่วมเครือ คือ เอาดี เอ 3 จี-ทรอน (AUDI A3 G-TRON) เป็นเครื่องยนต์ที่เลือกเชื้อเพลิงได้ 2 อย่าง คือ ใช้เบนซินก็ได้ ใช้แกสธรรมชาติก็ได้

 

DSC_5607 (Copy)

VOLVO CONCEPT ESTATE

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ โวลโว คอนเซพท์ เอสเตท (VOLVO CONCEPT ESTATE) รถแนวคิดคันลำดับที่ 3 ในจำนวนรถแนวคิดรวม 3 คัน ของค่ายนี้ที่ทำขึ้นเพื่อบ่งบอกทิศทางของรถตลาดรุ่นใหม่ 2 คันแรกที่นำมาให้ชมกันไปแล้วในรายงาน “มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ” นี้ คือ โวลโว คอนเซพท์ คูเป (VOLVO CONCEPT COUPE) ซึ่งอวดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทเมื่อเดือนกันยายน 2013 กับ โวลโว คอนเซพท์ เอกซ์ซี คูเป (VOLVO CONCEPT XC COUPE) ที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์เมื่อกลางเดือนมกราคม 2014 คันล่าสุดนี้เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถตรวจการณ์ 3 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งเชื่อกันว่ารายละเอียดในหลายๆ จุดทั้งภายนอกและภายในตัวถัง คือ สิ่งที่ค่ายนี้จะนำไปใช้แน่นอนในรถกิจกรรมกลางแจ้ง โวลโว เอกซ์ซี 90 (VOLVO XC90) รุ่นใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีส ตอนต้นเดือนตุลาคมของปีม้าพยศนี้

 

DSC_4700 (Copy)

FERRARI CALIFORNIA T

ไม่ต้องใช้นางกวัก ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองมะกะโรนีก็สามารถเรียกแขกเข้าบูธได้อย่างล้นหลาม เพราะมี แฟร์รารี แคลิฟอร์เนีย ที (FERRARI FERRARI T) เป็นแม่เหล็กดึงดูด เป็นรถสปอร์ทเปิดประทุนรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรุ่นเดิมคือ แฟร์รารี แคลิฟอร์เนีย (FERRARI CALIFORNIA) ที่เริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2008 รหัส T ที่ห้อยท้าย ย่อมาจาก TURBO เพราะรถโมเดลใหม่นี้เป็นรถ “ม้าลำพอง” แบบแรกถัดจากรถ แฟร์รารี เอฟ 40 (FERRARI F40) ซึ่งอยู่ในสายการผลิตระหว่างปี 1987-1992 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์เจอร์ เป็นเครื่องทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 3,855 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 412 กิโลวัตต์/560 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม.

 

DSC_5268 (Copy)

BMW PININFARINA GRAN LUSSO COUPE

ยอดสำนักออกแบบเมืองมะกะโรนีนำผลงานใหม่ออกแสดงในงานนี้รวม 2 คัน คันแรก คือ รถสปอร์ท “ม้าลำพอง” ติดป้ายชื่อ แฟร์รารี แคลิฟอร์เนีย ที (FERRARI CALIFORNIA T) ส่วนอีกคัน คือ บีเอมดับเบิลยู ปินินฟารีนา กรัน รุสโซ คูเป (BMW PININFARINA GRAN LUSSO COUPE) ซึ่งอวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ชิคาโกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 และฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่สำนักออกแบบชื่อดังเจ้านี้ร่วมมือกับยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์ทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า หากจะทำรถคูเประดับหรูขนาดใหญ่ขึ้นสักคัน รถที่ว่านี้ควรจะมีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวอย่างไร ? เป็นรถซึ่งมีช่วงฐานล้อค่อนข้างยาวกว่าปกติ และมีห้องโดยสารที่อยู่ค่อนไปทางหลัง เมื่อผนวกกับกระทะล้อขนาดโตถึง 21 นิ้วที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รถแนวคิดสองสัญชาติชื่อยาวสามวาคันนี้ จึงให้ความรู้สึกในพละกำลังอันล้นเหลือแม้ในยามที่จอดนิ่งอยู่กับที่

 

DSC_4711 (Copy)

ALFA ROMEO 4C SPIDER

ผู้ผลิตรถยนต์ของเมืองมะกะโรนีซึ่งกำลังอยู่สภาพ “สาละวันเตี้ยลง” พิสูจน์ให้สื่อมวลชนเห็นว่ายังไม่ถึงกับหมดเรี่ยวหมดแรง โดยนำรถติดป้ายชื่อ อัลฟา โรเมโอ 4 ซี สไปเดอร์ (ALFA ROMEO 4C SPIDER) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถเปิดประทุนแบบใหม่ที่ค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาดตอนต้นปี 2015 ไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถคูเป อัลฟา โรเมโอ 4 ซี (ALFA ROMEO 4C) ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในเมืองแม่เมื่อปลายปีงูเล็ก เป็นรถขับล้อหลัง/2 ที่นั่ง ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อนทำจากผ้าใบสามชั้น และมีน้ำหนักตัวมากกว่ารถคูเปซึ่งเป็นที่มาเพียง 60 กก. เนื่องจากชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งโรลล์โอเวอร์บาร์/สปอยเลอร์/โครงกระจกหน้าต่างบานท้าย ล้วนทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเดิม คือ เครื่องเทอร์โบเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,742 ซีซี 176 กิโลวัตต์/240 แรงม้า

 

DSC_4765 (Copy)

MASERATI ALFIERI

ค่าย “สามง่าม” ซึ่งธุรกิจกำลังวิ่งฉิวปลิวลมบนเพราะยอดขาย 6,200 คัน ในรอบปี 2012 พุ่งพรวดเป็น 15,400 คัน ในรอบปี 2013 หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 150 เลือกใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัว มาเซราตี อัลฟิเอรี (MASERATI ALFIERI) ซึ่งหน้าตาเหมือนเป็นรถตลาดที่กำลังจะออกสู่โชว์รูม แต่ที่จริงยังมีฐานะเป็นเพียงรถแนวคิด เป็นต้นแบบของรถคูเป 2+2 ที่นั่ง ที่แหล่งข่าววงในระบุว่าหากได้ไฟเขียวก็คงจะเปิดตัวในช่วงปี 2016-2017 ตัวถังขนาด 4.590×1.930×1.280 ม. ของรถแนวคิดที่ตั้งชื่อตามชื่อของ 1 ในบรรดาพี่น้องตระกูล MASERATI รวม 5 คน ALFIERI ETTORE BINDO CARLO ERNESTO) ที่ก่อตั้งกิจการนี้ขึ้นในเมืองโบโลนญาเมื่อปี 1914 มีจุดสะดุดตาสะดุดใจตรงห้องโดยสารที่วางอยู่ค่อนไปทางหลัง ส่วนท้ายรถที่ค่อนข้างสั้น ช่องดักลมที่เรียงรายกันอยู่ 3 ช่องบนปีกหน้าทั้ง 2 ด้าน และขอบล่างของหน้าต่างที่ไม่ราบเรียบแต่ทำเป็นขยักอย่างที่เห็นในภาพ

 

DSC_4600 (Copy)

FIAT PANDA CROSS

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเมืองมะกะโรนีอวดผลงานใหม่หลายชิ้น แต่ชิ้นที่สมควรเลือกมาให้ชมกันมีอยู่เพียงชิ้นเดียว คือ เฟียต ปันดา ครอสส์ (FIAT PANDA CROSS) ซึ่งเป็นรถใหม่อีกแบบหนึ่งที่ใช้งานนี้เป็นที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกระจิ๋วหลิว ซึ่งต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงของปีม้าพยศนี่แหละจึงจะเริ่มออกโชว์รูมในทวีปยุโรป โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกเพียง 2 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซิน SOHC 2 สูบเรียง 875 ซีซี 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า ซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.9 ลิตร/100 กม. หรือ 20.4 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 114 กรัม/กม. กับเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,248 ซีซี 59 กิโลวัตต์/80 แรงม้า ซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.7 ลิตร/100 กม.หรือ 21.3 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 125 กรัม/กม.

 

DSC_5532 (Copy)

JEEP RENEGADE

ยอดผู้ผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้งของเมืองมะกัน ซึ่งกลายสภาพเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในร่มเงาของยักษ์ใหญ่เมืองมะกะโรนีไปเรียบร้อยแล้ว ให้ความสำคัญแก่งานใหญ่งานนี้โดยนำ จีพ เรเนเกด (JEEP RENEGADE) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เพื่อเรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงาน เป็นรถแบบใหม่ในชื่อเก่า และไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดซึ่งติดป้ายชื่อ เฟียต 500 แอล (FIAT 500L) เป็นรถที่ออกแบบ/พัฒนาในสหรัฐอเมริกาแต่จะใช้โรงงานในภาคใต้ของอิตาลีเป็นที่ผลิต จะมีทั้งรถพวงมาลัยซ้ายพวงมาลัยขวา และจะเริ่มจำหน่ายทั้งในยุโรปและละตินอเมริกาบางประเทศก่อนสิ้นปีม้าพยศนี้ ตัวถังซึ่งยาวประมาณ 4.20 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.36 มีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวที่วิจารณ์กันในยุโรปว่า ได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากรถรุ่นเก่าแก่ของค่ายนี้ คือ จีพ แรงเลอร์ (JEEP WRANGLER)

 

DSC_5068 (Copy)

ITALDESIGN GIUGIARO CLIPPER

สำนักออกแบบชื่อก้องของเมืองมะกะโรนีซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่โฟล์คสวาเกน ดึงดูดความสนใจผู้คนด้วย อิตัลดีไซจ์น จูจาโร คลิพเพอร์ (ITALDESIGN GIUGIARO CLIPPER) รถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถอเนกประสงค์ขนาด 6 ที่นั่ง (2+2+2) ซึ่งดูมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะเปลี่ยนเป็นฐานะรถตลาด ตัวถังขนาด 4.534×1.914×1.551 ม. ซึ่งประตูข้างคู่หน้าเปิด/ปิดแบบปีกผีเสื้อและคู่หลังเปิดปิดแบบปีกนก ติดตั้งระบบขับทุกล้อด้วยพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า จำนวน 2 ชุด ประจุไฟแต่ละครั้งจะวิ่งได้ไกลถึง 540 กม. และสามารถทำความเร็วสูงสุด 204 กม./ชม.

 

 

LAMBORGHDSC_5147 (Copy)INI HURACAN LP610-4

ค่าย “กระทิงดุ” เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้ดีเช่นเคย แม่เหล็กดึงดูดสำหรับงานนี้คือ ลัมโบร์กินี อูรากัน (LAMBORGHINI HURACAN) รถแบบใหม่เอี่ยมแกะกล่องที่ค่ายนี้กำลังจะบรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถ ลัมโบร์กินี กัลญาร์โด (LAMBORGHINI GALLARDO) ที่อยู่ในตลาดมายาวนานถึงหนึ่งทศวรรษ (2003-2014) และทำยอดขายได้มากกว่า 14,000 คัน ในระยะแรกจะมีรถให้แลกได้ด้วยเงิน (ก้อนโตๆ) เพียงโมเดลเดียว คือ LAMBORGHINI HURACAN LP610-4 ที่เห็นในภาพ รถสปอร์ทซูเพอร์คาร์โมเดลนี้ ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงและไม่ตรง DOHC วี 10 สูบ 5,204 ซีซี 448 กิโลวัตต์/610 แรงม้า ส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ตัวเลขสมรรถนะเห็นตัวเลขแล้วร้อนรุ่ม อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 3.2 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด เขาบอกว่าสูงกว่า 325 กม./ชม.

 

DSC_4991 (Copy)

RINSPEED XCHANGE

รินสปีด อาเก (RINSPEED AG) ผู้ชำนัญการด้านรถแนวคิดของเมืองสวิสส์ อวดผลงานใหม่ในงานนี้เป็นประจำทุกปไม่เคยขาดตกยกเว้น ปีนี้เป็นคิวของ รินสปีด เอกซ์เชนจ์ (RINSPEED XCHANGE) รถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งซีดานขนาดใหญ่ที่วิ่งได้โดยผู้ขับไม่ต้องขับ อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า AUTONOMOUS DRIVING) ตัวถังขนาด 4.970×1.964×1.445 ม. ซึ่งมีน้ำหนักตัวเปล่า 2,100 กก.ติดตั้งระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ จากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 270 กิโลวัตต์/367 แรงม้า สามารถเดินทางได้ไกลประมาณ 500 กม. และทำความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. ภายในห้องโดยสารติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งที่มีคุณลักษณ์เหมือนเก้าอี้ที่นั่งชั้นธุรกิจในสายการบินชั้นดี เป็นระบบเก้าอี้ที่นั่งที่สามารถพลิกแพลงได้มากกว่า 20 ลักษณะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถิติโลก ส่วนระบบขับโดยไม่ต้องขับที่กล่าวข้างต้น เขาอธิบายไว้ยืดยาวหลายหน้ากระดาษ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งงงสุดจะถ่ายทอดในที่นี้

 

DSC_4788 (Copy)

ASTON MARTIN DB9 CARBON BLACK

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองผู้ดีนำรถโมเดลพิเศษออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้รวม 2 คัน คันแรกที่เห็นในภาพบนซ้ายมือ คือ แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 9 คาร์บอน บแลค (ASTON MARTIN DB9 CARBON BLACK) เป็นรถที่ทำขึ้นเคียงคู่กับรถพิเศษอีกโมเดลหนึ่ง คือ แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 9 คาร์บอน ไวท์ (ASTON MARTIN DB9 CARBON WHITE) ทั้งคู่ไม่ใช่รถที่ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ แต่ดัดแปลงจากรถรุ่นสามัญที่ติดป้ายชื่อ แอสตัน มาร์ทิน ดีบี 9 (ASTON MARTIN DB9) และมีให้เลือกทั้งตัวถังคูเปตัวถังเปิดประทุน เป็นการดัดแปลงที่เน้นการตกแต่งตัวถังทั้งภายนอกและภายในด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นสีดำหรือสีขาวแล้วแต่กรณี กับการติดตั้งกระทะล้อ 10 แฉก 20 นิ้ว ที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรถพิเศษนี้ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเดิม คือ เครื่องเบนซิน DOHC วี 12 สูบ 5,935 ซีซี 380 กิโลวัตต์/517 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

DSC_4795 (Copy)

ASTON MARTIN VANTAGE N430

รถโมเดลพิเศษอีกแบบหนึ่งที่ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองผู้ดีนำออกแสดงแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้คือ แอสตัน มาร์ทิน วานเทจ เอน 430 (ASTON MARTIN VANTAGE N340) ก็ไม่ใช่รถที่ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่เช่นกัน แต่เป็นรถโมเดลพิเศษที่ดัดแปลงจากรถรุ่นสามัญซึ่งเริ่มขายในเมืองผู้ดีเมื่อต้นปี 2011 พร้อมกับป้ายชื่อ แอสตัน มาร์ทิน วี 8 วานเทจ เอส (ASTON MARTIN V8 VANTAGE S) มีให้เลือกทั้งตัวถังคูเปและตัวถังเปิดประทุน ทั้ง 2 ตัวถังมีรายละเอียดมากมายที่ผิดแผกแตกต่างจากรถซึ่งเป็นจุดกำเนิด ตัวอย่างเช่น การติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งน้ำหนักเบาที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และเคฟลาร์ (KEVLAR) ใช้กระทะล้อที่ออกแบบขึ้นใหม่ และตกแต่งประดับประดาในบางจุดด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนเครื่องยนต์กลไกแทบไม่มีจุดใดที่ถูกแตะต้อง จะเริ่มจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้ โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 89,995 ปอนด์อังกฤษ หรือประมาณ 4,950,000 บาทไทย

 

DSC_5813 (Copy)

BENTLEY CONTINENTAL GT SPEED

ผู้ผลิตรถหรูของเมืองผู้ดีซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติอีกรายหนึ่งที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงาน (แต่ก็ดึงได้ไม่มากสักเท่าไร) ด้วยรถติดป้ายชื่อ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที สปีด (BENTLEY CONTINENTAL GT SPEED) ซึ่งมีให้เลือกทั้งตัวถังคูเปและตัวถังเปิดประทุน ทั้ง 2 ตัวถังพัฒนาจากรถ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที (BENTLEY CONTINENTAL GT) รุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมาย และจุดสำคัญที่สุด คือ การปรับแต่งเครื่องยนต์บลอคเดิมซึ่งเป็นเครื่องทวินเทอร์โบเบนซิน DOHC ดับเบิลยู 12 สูบ ความจุ 5,998 ซีซี จนกำลังสูงสุดพุ่งจาก 575 เป็น 616 แรงม้า สมรรถนะความเร็วของตัวถังคูเป อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ใน 4.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 330 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ทำให้พูดได้ว่า นี่คือรถเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของค่ายนี้

 

DSC_4818 (Copy)

ROLLS-ROYCE GHOST SERIES II

เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนได้มากพอสมควร คือ โรลล์ส-รอยศ์ โกสต์ ซีรีส์ ทู (ROLLS-ROYCE GHOST SERIE II) ที่ยอดผู้ผลิตรถอัครฐานของเมืองผู้ดีนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ ไม่ใช่รถรุ่นใหม่อย่างที่เรียกกันในบ้านเราว่าใหม่หมด แต่เป็นรถรุ่นปัจจุบันที่ปรับปรุงตรงนั่นนิดตรงนี่หน่อยทั้งในส่วนตัวถังและเครื่องยนต์กลไก เพื่ออุดรอยรั่วหรือข้อด้อยที่มีอยู่บ้างและมีเสียงบ่นจากลูกค้า ยังคงใช้เครื่องยนต์และระบบเกียร์ชุดเดิม คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 12 สูบ 6,592 ซีซี 419 กิโลวัตต์/570 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่น่าสนใจ คือ การที่ผู้ผลิตยืนยันว่า จุดที่ได้รับการปรับปรุงเป็นอย่างมากมีอยู่มากมาย ตัวอย่าง คือ สมรรถนะการเลี้ยว คุณภาพการบังคับขับขี่ การทรงตัวของส่วนท้ายรถ และบอกด้วยว่า ต้องรอจนกว่าจะถึงฤดูร้อนของปีม้าพยศนั่นแหละ รถรุ่นใหม่ที่ไม่ใหม่แท้นี้จึงจะออกโชว์รูม

 

DSC_5960 (Copy)

McLAREN 650S

แต่งแต้มสีสันให้แก่มหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 84 ได้อย่างดี คือ แมคลาเรน 650 เอส (MCLAREN 650S) ซึ่งเป็นรถใหม่อีกแบบหนึ่งในบรรดาหลาย 10 แบบซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถที่ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองผู้ดีกำลังจะนำออกออกสู่โชว์รูมโดยติดป้ายราคา 190,000 ปอนด์ หรือประมาณ 10,450,000 บาท กรณีเลือกตัวถังคูเป และเพิ่มเป็น 195,250 ปอนด์ หรือประมาณ 10,740,000 บาท กรณีถูกใจตัวถังเปิดประทุน ทั้ง 2 ตัวถัง ซึ่งกว้างยาวเท่ากันและหน้าตาก็เหมือนๆ กัน เป็นรถขับล้อหลังด้วยพลังของเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน DOHC วี 8 สูบ 3,799 ซีซี 478 กิโลวัตต์/650 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ตัวเลขความเร็วตามข้อมูลผู้ผลิต ตัวถังคูเป อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 333 กม./ชม. ส่วนตัวถังเปิดประทุน ความเร็วสูงสุดลดลง 4 กม./ชม.

 

DSC_5420 (Copy)

JAGUAR XFR-S SPORTBRAKE

แม้เป็นรถโมเดลใหม่ไม่ใช่รถแบบใหม่ แจกวาร์ เอกซ์เอฟอาร์-เอส สปอร์ทแบค (JAGUAR XFR-S SPORTBRAKE) ที่ค่ายแมวป่านำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ก็ยังดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้ดีพอสมควร นับเป็นรถเก๋งตรวจการณ์สมรรถนะแบบแรกที่ค่ายนี้บรรจุเข้าสู่สายการผลิต และเริ่มเปิดรับการสั่งจองไปแล้วเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ค่าตัวที่กำหนดไว้คือ 82,495 ปอนด์อังกฤษหรือเท่ากับประมาณ 4,537,000 บาทไทย รถแรงโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ DOHC วี 8 สูบ 5,000 ซีซี 405 กิโลวัตต์/550 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ QUICKSHIFT อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 300 กม./ชม. ที่แย่หน่อย คือ มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่สูงถึง 12.7 ลิตร/100 กม. หรือ 7.9 กม./ลิตร

 

DSC_5433 (Copy)

LAND ROVER DISCOVERY XXV SPECIAL EDITION

แลนด์ โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี ทเวนทีไฟว์ สเปเชียล เอดิชัน (LAND ROVER DISCOVERY XXV SPECIAL EDITION) เป็นอีกคันที่เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้อย่างดีแม้เป็นรถโมเดลใหม่ไม่ใช่รถแบบใหม่ เป็นรถรุ่นพิเศษที่ยอดผู้ผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้งของเมืองผู้ดีซึ่งมีเจ้าของอยู่ในเมืองภารตะ ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระที่รถอนุกรมนี้อยู่ในสายการผลิตมาครบ 25 ปีในปี 2014 นี้ ดัดแปลงจากรถรุ่นสามัญซึ่งติดป้ายชื่อ แลนด์ โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี เอชเอสอี ลักชัวรี (LAND ROVER DISCOVERY HSE LUXURY) โดยปรับแต่งตัวถังทั้งภายนอกและภายในให้เป็นรถที่ดูหรูขึ้นและน่าซื้อขึ้น ตัวอย่าง เช่น บุผนังและอุปกรณ์บางชิ้นด้วยหนังแท้คุณภาพเยี่ยม ปูพื้นด้วยพรมที่ทอขึ้นเป็นพิเศษ ฯลฯ ส่วนเครื่องยนต์กลไกไม่มีการแตะต้องอะไร บอกไว้เป็นข้อมูลสักนิดว่า ภายในช่วงเวลา 25 ปีนับแต่ปี 1989 รถอนุกรมนี้ขายทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 1 ล้านคัน

 

DSC_4915 (Copy)

CITROEN C4 CACTUS

อีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัวที่งานมหกรรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทเมื่อเดือนกันยายนของปีงูเล็กในฐานะรถแนวคิด แต่ในงานนี้เปลี่ยนสภาพเป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบ คือรถติดป้ายชื่อ ซีตรอง เซ กัตร์ คักตุส (CITROEN C4 CACTUS) ที่เห็นในภาพบนและภาพขวามือ เป็นรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ที่ค่าย “จ่าโท” เพิ่งนำออกสู่โชว์รูมในเมืองน้ำหอม พร้อมกับป้ายค่าตัวซึ่งเริ่มต้นที่ 13,950 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 628,000 บาทไทย เป็นรถที่นักวิจารณ์รถยนต์บางคนในยุโรปให้ความเห็นว่าเป็น THE MOST RADICAL MODEL IN DECADES หรือรถที่ส่งผลกระทบมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากเมื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ ของตัวถังทั้งภายนอกและภายในแล้ว ก็จะพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถระดับนี้ ตอนนี้ไม่ขอยกตัวอย่างเพราะคงต้องว่ากันยาว โปรดติดตาม “ระเบียงรถใหม่” ในเวลาไม่นานจนเกินรอเช่นกัน

 

DSC_4877 (Copy)

PEUGEOT 308 SW

งานนี้ค่าย “สิงห์เผ่น” ดูเหงาหงอยไปหน่อย เพราะรถที่นำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” มีแต่รถตลาดไม่มีรถแนวคิด คันแรกที่ตัดสินเลือกมาให้ชื่นชมกันคือ เปอโฌต์ 308 เอสดับเบิลยู (PEUGEOT 308 SW) รถตรวจการณ์ขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ค่ายนี้เพิ่งนำเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถชื่อเดียวกันรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในตลาดมาตั้งแต่กลางปี 2008 ตัวถังทรงสองกล่องขนาด 4.585×1.804×1.471 ของรถรุ่นใหม่นี้ ไม่ใช่ตัวถังที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง แต่ดัดแปลงจากตัวถังแฮทช์แบคขนาด 4.253×1.804×1.457 ม. ของ เปอโฌต์ 308 (PEUGEOT 308) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อไตรมาสสามของปีงูเล็กและเพิ่งคว้าตำแหน่ง “รถแห่งปี” ก่อนวันเริ่มงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งนี้เพียงวันเดียว (โปรดอ่านรายละเอียดใน “ข่าวรอบโลก”) ในเมืองแม่รถตรวจการณ์แบบนี้จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อย่างหลากหลายถึง 7 ขนาด มีทั้งเครื่องเบนซิน และเครื่องดีเซล

 

DSC_5015 (Copy)

RENAULT TWINGO

บูธของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมก็ดูหงอยเหงาแต่ไม่เศร้าสร้อยเช่นกัน เพราะผลงานที่สามารถดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานมีอยู่เพียงชิ้นเดียว คือ เรอโนลต์ ทวิงโก (RENAULLT TWINGO) รุ่นใหม่ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถรุ่นที่ 3 และเป็นรถที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนจากรถ 2 รุ่นแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 1993 และ 2007 นั่นคือ เปลี่ยนจากรถวางเครื่องหน้า/ขับเคลื่อนล้อหน้า เป็นรถวางเครื่องท้าย/ขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งเป็นระบบที่หาได้ยากในรถเล็กยุคปัจจุบัน ในส่วนของตัวถังซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารุ่นเดิมนิดหน่อย ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือ เปลี่ยนจากตัวถังแฮทช์แบคซึ่งมีประตูข้าง 2 บาน เป็นตัวถังแฮทช์แบคที่มีประตูข้างรวม 4 บาน ในเมืองน้ำหอมรถรุ่นใหม่นี้จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน 3 สูบเรียง 999 ซีซี 70 แรงม้า กับเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 3 สูบเรียง 898 ซีซี 90 แรงม้า

 

DSC_4957 (Copy)

CITROEN C1

ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้คือ ซีตรอง เซเอิง (CITROEN C1) หนึ่งในบรรดารถเก๋งขนาดมีนีรวม 3 แบบ ซึ่งเป็นผลงานจากความร่วมมือของค่ายเปอโฌต์/ซีตรองแห่งฝรั่งเศสและยักษ์ใหญ่โตโยตาของญี่ปุ่น ใช้ชื่อเดียวกับรถรุ่นแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อเดือนมิถุนายน 2005 และขายไปแล้วมากกว่า 760,000 คัน ที่พิเศษกว่ารุ่นแรกซึ่งมีตัวถังเพียง 2 แบบก็คือ รถรุ่นที่ 2 นี้มีตัวถังให้เลือกใช้ถึง 4 แบบ คือ ตัวถัง 3/5 ประตูแฮทช์แบค กับตัวถัง 3/5 ประตูเปิดประทุน หรือ OPEN-TOP ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า CITROEN C1 AIRSCAPE

 

DSC_4854 (Copy)

PEUGEOT 108

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ เปอโฌต์ 108 (PEUGEOT 108) อีกหนึ่งในบรดารถเก๋งขนาดมีนีจำนวน 3 แบบ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือของผู้ผลิตรถยนต์ฝรั่งเศสกับยักษ์ใหญ่ของญี่ปุน และใช้โรงงานในสาธารณรัฐเชคเป็นที่ผลิต จะเริ่มจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของปีม้าพยศ โดยมีตัวถังให้เลือกใช้รวม 4 เหมือนรถคู่ฝาคู่แฝด และแบ่งอุปกรณ์/การตกแต่งเป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส ACCESS ACTIVE ALLURE ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ขับล้อคู่หน้าก็มีให้เลือกถึง 4 ขนาด และทุกขนาดล้วนเป็นเครื่องเบนซิน 3 สูบเรียงที่ประหยัดเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อย คือ มีอัตราเฉลี่ยระหว่าง 88-99 กรัม/กม. เท่านั้นเอง สำหรับคันที่เห็นภาพเป็นรถโมเดลพิเศษและยังมีฐานะเป็นรถแนวคิด มีชื่อว่า เปอโฌต์ 108 แทททู (PEUGEOT 108 TATTOO) ลวดลายบนตัวถังเป็นผลงานจากความร่วมมือกับ XOIL ศิลปินด้านรอยสักที่กำลังโด่งดังในเมืองน้ำหอม

 

DSC_4554 (Copy)

TOYOTA AYGO

รถจิ๋วแบบสุดท้ายซึ่งเป็นผลงานจากความร่วมมือของ เปอโฌต์/ซีตรอง/โตโยตา และใช้โรงงานในสาธารณรัฐเชคเป็นที่ผลิต คือ รถติดป้ายชื่อ โตโยตา อาอีโก (TOYOTA AYGO) ซึ่งก็อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นเดียวกัน เป็นรถรุ่นที่ 2 และก็เช่นเดียวกับคู่ฝาคู่แฝดที่ติดโลโก “จ่าโท” รถรุ่นใหม่นี้ใช้ชื่อเดียวกับรถรุ่นแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายในตลาดยุโรปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2005 จุดที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าใช้ตัวถังเดียวกัน แต่การออกแบบรายละเอียดที่ต่างฝ่ายต่างทำก็ส่งผลให้รถของ โตโยตา ดูแตกต่างเป็นอย่างมากจากรถคู่แฝดที่ติดยี่ห้อฝรั่งเศส ความแตกต่างที่ว่านี้เห็นได้ชัดทั้งส่วนหน้าและส่วนท้ายของตัวรถ ถ้าจำเป็นต้องตัดสินก็ขอฟันธงว่า ส่วนหน้าฝ่ายฝรั่งเศสทำได้ดีกว่า แต่ส่วนท้ายต้องชูมือฝ่ายญี่ปุ่น จุดที่น่าสังเกตอีกจุดหนึ่งก็คือ ในปี 2005 ที่รถสามแบบนี้เริ่มออกโชว์รูม คู่ต่อสู้มีอยู่เพียง 5 แบบเท่านั้นเอง แต่ปัจจุบันรถเล็กอย่างนี้มีให้เลือกมากกว่า 20 แบบ

 

DSC_5998 (Copy)

LEXUS RC F GT3 CONCEPT

หนึ่งในบรรดารถสายเลือดซามูไรเพียงไม่กี่คันที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เลกซัส อาร์ซี เอฟ จีที 3 คอนเซพท์ (LEXUS RC F GT3 CONCEPT) ซึ่งขณะอวดตัวยังมีฐานะเป็นรถแนวคิดเพราะการพัฒนายังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เป็นรถแรงที่ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองยุ่นทำขึ้นเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ที่ประกาศไว้แล้วก่อนหน้านี้ ว่าในฤดูการแข่งขันปี 2015 จะเข้าร่วมชิงชัยในการแข่งขันรถสปอร์ท GT3 ไม่ใช่รถแข่งที่ทำขึ้นใหม่ทั้งคัน หากพัฒนาจากรถคูเป เลกซัส อาร์ซี เอฟ (LEXUS RC F) ซึ่งเป็นรถติดตั้งเครื่องยนต์วี 8 สูบ ที่ทรงพลังที่สุดของค่ายนี้ มีขนาดตัวถัง 4.705×2.000×1.270 ม. คือ กว้างและเตี้ยกว่ารถซึ่งเป็นที่มาเล็กน้อย นอกจากนั้น การถอดอุปกรณ์ให้ห้องโดยสารออกหลายชิ้นก็ทำให้น้ำหนักตัวของรถแข่งคันนี้ลดเหลือเพียง 1,250 กก. ส่วนเป้าหมายด้านกำลังของเครื่องยนต์ที่ตั้งไว้ว่าต้องทำให้ได้ก็คือ 540 แรงม้า

 

DSC_5336 (Copy)

HONDA CIVIC TYPE R CONCEPT

ยังเป็นรถแนวคิดเช่นกันคือ ฮอนดา ซีวิค ไทพ์ อาร์ คอนเซพท์ (HONDA CIVIC TYPE R CONCEPT) ต้นแบบของรถแรงที่ยักษ์รองของเมืองยุ่นทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับตลาดยุโรปและไม่ยืนยันว่าจะส่งไปขายในญี่ปุ่นเหมือนรถรุ่นที่แล้วหรือไม่ เป็นรถซึ่งออกแบบและพัฒนาที่ศูนย์ออกแบบของ ฮอนดา ยุโรปซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสวินดอน (SWINDON) ในเกาะอังกฤษ ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาที่ว่านี้ใช้เวลาเพียงครึ่งปี และโดยทีมงานเพียง 3 คนที่มีวิศวกรอาวุโสชาวญี่ปุ่นเป็นผู้นำ ตัวถังหน้าตาดุดันสมกับที่เป็นรถแรงมีชิ้นส่วนเพียงบางชิ้นเท่านั้นที่ตกทอดมาจากรถ ฮอนดา ซีวิค แฮทช์แบค (HONDA CIVIC HATCHBACK) รุ่นสามัญซึ่งเริ่มออกโชว์รูมในยุโรปเมื่อปลายปี 2011 ตัวอย่าง คือ หลังคา ประตูข้างคู่หน้า และประตูบานท้าย ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินความจุ 2.0 ลิตร ที่พัฒนาขึ้นใหม่ และแหล่งข่าววงในบอกว่า 300 แรงม้าน่าจะทำได้

 

DSC_5359 (Copy)

MAZDA HAZUMI

มาซดา ฮาซูมิ (MAZDA HAZUMI) ของยักษ์เล็กเมืองยุ่น คือ อีกคันหนึ่งที่หน้าตาเหมือนรถซึ่งกำลังจะออกโชว์รูม แต่ที่จริงยังเป็นเพียงรถแนวคิด เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถตลาดขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดที่มีกำหนดเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ปารีสตอนต้นเดือนตุลาคมของปีม้าพยศ และเริ่มออกโชว์รูมตอนต้นปีแพะบ้า พร้อมกับป้ายชื่อ มาซดา 2 (MAZDA 2) เป็นรถ 5 ประตูแฮทช์แบคขนาด 4.070×1.730×1.450 ม. ที่คาดหมายกันในยุโรปว่า เมื่อเป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบ รายละเอียดส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ มีเพียงส่วนย่อยบางส่วนเช่น ดวงโคมไฟหน้า/กระทะล้อ/กระจกมองข้าง/และที่จับเปิดประตูเท่านั้นที่อาจจะเปลี่ยนไป จุดที่น่าสนใจและอาจจะทำให้คนรักสีเขียวรอคอยรถรุ่นใหม่นี้อย่างใจจดใจจ่อก็คือ เครื่องยนต์ที่ติดตั้งในรถแนวคิดคันนี้ เป็นเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 1.5 ลิตร ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 90 กรัม/กม.

 

DSC_5682 (Copy)

SUBARU VIZIV 2 CONCEPT

คงไม่มีใครนำไปฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญหากกล่าวว่า ในบรรดารถสายพันธุ์ญี่ปุ่นหลายรุ่นหลายยี่ห้อซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คันที่ดูฟู่ฟ่าอลังการกว่าเขาเพื่อน คือรถติดป้ายชื่อ ซูบารุ วิซีฟ 2 คอนเซพท์ (SUBARU VIZIV 2 CONCEPT) ของค่ายยักษ์เล็ก เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ออกแบบ/พัฒนาโดยใช้คำขวัญ ENJOYMENT AND PEACE OF MIND หรือ”เบิกบานและใจสงบ” ตัวถังขนาด 4.435×1.920×1.530 ม.ติดตั้งประตูข้างซึ่งมีโอกาสน้อยถึงน้อยที่สุดที่จะได้พบได้เห็นกันในรถตลาด คือคู่หน้าเป็นประตูติดบานพับที่เปิดปิดแบบปีกผีเสื้อ ส่วนคู่หลังเป็นประตูเลื่อน เป็นรถขับทุกล้อแบบไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 4 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) ขนาด 1.6 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ชุด (ขับล้อหน้า 1 ชุด ขับล้อหลัง 2 ชุด) ซึ่งป้อนพลังไฟด้วยแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน

 

DSC_5306 (Copy)

NISSAN JUKE

ยักษ์รองของเมืองยุ่นใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ นิสสัน จูค (NISSAN JUKE) รุ่นใหม่ซึ่งไม่ใช่รถใหม่แท้ แต่เป็นรถรุ่นปัจจุบันที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” หลังจากขายไปแล้วถึง 420,000 คัน ในช่วงเวลาประมาณ 40 เดือนหลังการออกตลาดเมื่อปี 2010 อย่างไรก็ตาม ต้องรอจนถึงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงนี่แหละรถรุ่นใหม่นี้จึงจะเริ่มการจำหน่ายในตลาดยุโรป การเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวถังมีให้พอสังเกตเห็นได้ทั้งในส่วนหน้าและส่วนท้ายของตัวรถ แต่การเปลี่ยนแปลงที่น่าจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อยอดขายของรถรุ่นใหม่นี้ คือการเพิ่มเครื่องยนต์ขนาดเล็กให้เลือกใช้เพิ่มเติมจากเครื่องเบนซิน 1.6 ลิตรและเครื่องดีเซล 1.5 ลิตร ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 1,197 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า แต่ประหยัดเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 126 กรัม/กม.

 

DSC_5302 (Copy)

NISSAN QASHQAI

รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์อีกแบบหนึ่งที่ยักษ์รองเมืองยุ่นนำออกแสดงในงานนี้ คือ นิสสัน กัชไก (NISSAN QASHQAI) รุ่นที่ 2 ซึ่งเพิ่งออกโชว์รูมในหลายประเทศของยุโรป แทนที่รถรุ่นแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2007 และทำยอดขายทั่วโลกได้มากกว่า 2 ล้านคัน เป็นผลงานของศูนย์ออกแบบ นิสสัน ยุโรปซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน และใช้โรงงานที่เมืองซันเดอร์แลนด์ (SUNDERLAND) เป็นที่ผลิต มีตัวถังยาวกว่ารถรุ่นเดิม 4.7 ซม. แต่เห็นหน้าตาแล้วมีความรู้สึกว่ารุ่นเดิมดูดีกว่า ในยุโรปรถรุ่นใหม่นี้มีทั้งแบบขับล้อหน้าขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์รวม 4 ขนาด แยกเป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 2 ขนาด คือ 1,197 ซีซี 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า กับ 1,618 ซีซี 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า และเป็นเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 2 ขนาด คือ 1,498 ซีซี 81 กิโลวัตต์/110 แรงม้า กับ 1,598 ซีซี 96 กิโลวัตต์/130 แรงม้า

 

DSC_5357 (Copy)

SUZUKI CELERIO

ค่ายซูซูกิไม่มีผลงานที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” มีก็แต่ “ครั้งแรกในยุโรป” คือรถติดป้ายชื่อ ซูซูกิ เซเลรีโอ (SUZUKI CELERIO) ที่เห็นอยู่นี้ เป็นรถเก๋งขนาดมีนีที่ในช่วงครึ่งหลังของปีม้าพยศยักษ์เล็กของเมืองยุ่นจะนำออกสู่โชว์รูมในหลายประเทศของยุโรป แทนที่รถรุ่นปัจจุบัน 2 รุ่น คือ ซูซูกิ อัลโต (SUZUKI ALTO) กับ ซูซูกิ สปแลช (SUZUKI SLASH) เป็นรถ 5 ประตูแฮทช์แบคในตัวถังขนาด 3.600×1.600×1.530-1.540 ม. ที่หน้าตาและรูปทรงองค์เอวดูเรียบๆ ไม่มีจุดโดดเด่นสะดุดตาอะไร แต่มีจุดขายสำคัญคือห้องเก็บของท้ายรถที่จุถึง 254 ลิตร ซึ่งผู้ผลิตกล่าวอ้างว่าจุที่สุดเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกันทุกรุ่นทุกแบบ เป็นรถขับล้อหน้าซึ่งจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้เพียงขนาดเดียว คือ เครื่องเบนซิน DOHC 3 สูบเรียง 998 ซีซี 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้า แต่ปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 85 กรัม/กม.กับแบบ 99 กรัม/กม.

 

DSC_4841 (Copy)

KIA SOUL EV

เลือกรถสายพันธุ์โสมมาบรรจุไว้ในรายงานนี้เพียง 3 คัน คันแรกเป็นผลงานของค่ายยักษ์รองที่ปรากฏตัวแบบ EUROPEAN PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในยุโรป” คือรถติดป้ายชื่อ เกีย โซล อีวี (KIA SOUL EV) ในภาพบนขวามือ เป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่ในช่วงครึ่งหลังของปีม้าพยศนี้ ยักษ์รองของเมืองโสมจะนำออกสู่ตลาดในทวีปยุโรป พร้อมกับการรับประกันที่น่าจะโดนใจลูกค้าแต่อาจจะขัดใจผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ คือ การใช้งาน 7 ปี หรือระยะทาง 150,000 กม. เป็นรถขับล้อหน้าโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 81.4 กิโลวัตต์/111 แรงม้า ทำงานร่วมกับแบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน โพลีเมอร์ (LITHIUM-ION POLYMER) ขนาด 27 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 12.0 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 145 กม./ชม. การประจุไฟแต่ละครั้งด้วยไฟบ้านจะใช้เวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง และรถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 200 กม.

 

DSC_5920 (Copy)

HYUNDAI INTRADO

รถโสมขาวอีกคันหนึ่งที่เลือกมาให้ชมกันไม่ใช่รถที่กำลังจะออกโชว์รูม แต่เป็นรถแนวคิดติดป้ายชื่อ ฮันเด อินทราโด (HYUNDAI INTRADO) ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของยักษ์ใหญ่ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ที่ออกแบบ/พัฒนาโดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีการลดน้ำหนักตัว ตัวถังขนาด 4.170×1.850×1.565 ม. ซึ่งมีประตูข้างเพียง 2 บาน และหน้าตาดูดี มีโครงสร้างที่ไม่เคยพบกันมาก่อนในรถแนวคิดคันอื่นๆของค่ายนี้ กล่าวคือ เปลือกตัวถังทำจากแผ่นเหล็กกล้าเหมือนรถทั่วๆ ไป แต่โครงตัวถังซึ่งซ่อนอยู่ภายในเป็นโครง 3 มิติหรือโครงอวกาศที่ทำจาก CFRP (CARBONFIBER-REINFORCED PLASTIC) หรือพลาสติคเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งยักษ์รองของเมืองโสมยืนยันว่า มีน้ำหนักเบาลงถึงร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับโครงเหล็ก แต่ TORSIONAL RIGID หรือความแข็งเกร็งต่อแรงบิดกลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

 

DSC_5021 (Copy)

SSANGYONG XLV CONCEPT

รถจากเมืองโสมคันสุดท้ายที่เลือกมาให้ชมกันคือ ซังยง เอกซ์แอลวี คอนเซพท์ (SSANGYONG XLV CONCEPT) ซึ่งก็เป็นรถอีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ”ครั้งแรกในโลก”ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดที่ออกแบบให้นั่งได้ถึง 7 คน และไม่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจนกระเป๋าเงินแฟบ เพราะเป็นรถไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลความจุ 1.6 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 10 กิโลวัตต์/14 แรงม้า แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน 500 วัตต์ชั่วโมง เป็นระบบขับแบบไฮบริดที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 98 กรัม/กม. เมื่อติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา และเพิ่มเป็น 109 กรัม/กม. เมื่อเปลี่ยนเป็นเกียร์อัตโนมัติ ภายในห้องโดยสารติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งแบบตัวใครตัวมันรวม 3 แถว แถวละ 2 ที่นั่ง ส่วนเก้าอี้ตัวพิเศษ คือ ตัวที่ 7 สามารถแทรกอยู่ตรงกลางทั้งในแถว 2 หรือในแถว 3 เนื่องจากเป็นเก้าอี้ที่ออกแบบให้สามารถเลื่อนหน้าเลื่อนหลังได้

 

DSC_5261 (Copy)

TATA BOLT

ในบรรดามหกรรมยานยนต์ระดับ “ทอพไฟว์” ที่คณะของเราเดินทางไปทำข่าวเป็นประจำทุกปีนี้ มหกรรมยานยนต์เจนีวาเป็นงานเดียวที่ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองภารตะยอมควักเงินซื้อพื้นที่ ปีนี้ก็เช่นกัน ค่ายนี้นำผลงานใหม่ไปอวดตัวในงานหลายชิ้น ชิ้นแรกที่เลือกมาให้ชมกันเป็นรถตลาด คือรถติดป้ายชื่อ ทาทา โบลท์ (TATA BOLT) ในภาพซ้ายมือ เป็นรถเก๋งแฮทช์แบคในตัวถังขนาด 3.825×1.695×1.550 ม. ที่ค่ายนี้ระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์ว่า เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบโดยใช้หลักพื้นฐาน 3 ประการ คือ DESIGNEXT DRIVENEXT CONNECTNEXT เป็นภาษาประชาสัมพันธ์ที่ดูดี แต่เมื่ออ่านคำอธิบายแล้วก็รู้สึกงั้นๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ที่ไม่น่าตื่นเต้นเหมือนกันก็คือข้อมูลที่ระบุว่า รถเก๋งเล็กแบบใหม่นี้จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซิน 1.2 ลิตร 63 กิโลวัตต์/86 แรงม้า กับเครื่องดีเซล 1.3 ลิตร 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า

 

DSC_5253 (Copy)

TATA NEXON

ปิดรายงานข่าวงานมหกรรมยานยนต์รายการสำคัญเพียงรายการเดียวของทวีปยุโรปที่จัดเป็นประจำทุกปีไม่มีเว้น ด้วยผลงานใหม่ของยักษ์ใหญ่เมืองภาระตะซึ่งเพิ่งมีโอกาสได้สัมผัสตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ ทาทา เนกซอน (TATA NEXON) ในภาพขวามือ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด อันเป็นรถที่ค่ายนี้ไม่เคยทำขายมาก่อนเลย ตัวถังขนาด 4.000×1.730×1.600 ม. ซึ่งเห็นหน้าตาแล้วไม่อยากเชื่อว่าค่ายนี้ทำเองทั้งหมด ติดตั้งระบบขับทุกล้อ โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซิน 3 สูบเรียง 1.2 ลิตร 81 กิโลวัตต์/110 แรงม้า ที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ขับล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งไม่ได้ระบุขนาดขับล้อคู่หลัง สามารถทำความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 5.7 ลิตร/100 กม.หรือ 17.6 กม./ลิตร



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2557
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/z7SDQ
อัพเดทล่าสุด
10 Sep 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,090,000
2.
2,229,000
3.
779,000
4.
3,590,000
6.
1,316,000
7.
1,749,000
8.
1,699,000
10.
3,299,000
11.
5,399,000
12.
6,799,000
13.
3,249,000
14.
4,980,000
15.
53,500,000
17.
3,600,000
18.
13,339,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

มหกรรมยานยนต์ เจนีวา 2018
มหกรรมยานยนต์ดีทรอย 2018
มหกรรมยานยนต์โตเกียว 2017
มหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท
มหกรรมยานยนต์ เซี่ยงไฮ้ 2017
มหกรรมยานยนต์เจนีวา 2017