บทความ

ฟื้นยาก


จบไตรมาสแรกของปี 2557 ด้วยยอดการขายรวมที่ยังอยู่ในภาวะสะบักสะบอม ลดลงจากปีก่อนถึง 46.3 % 3 เดือนขายกันได้เพียง 219,824 คัน ขณะที่เดือนมีนาคม เดือนเดียว ยอดขายลดลงถึง 47.3 % ขายได้เพียง 82,152 คัน

คงไม่ต้องบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมือง ที่แทบจะกลายเป็นตัวการสำคัญกับยอดการขายรถยนต์แล้ว ยิ่งโดยเฉพาะโครงการ อีโคคาร์ 2 ที่ค่ายรถยนต์สนใจเข้าร่วมคับคั่ง 10 เจ้า ก็เกือบจะต้องติดในวังวนของการไม่มีคณะกรรมการมาอนุมัติแล้ว ดีว่า บีโอไอ สามารถแก้เกมได้ทันแบบฉิวเฉียด สามารถขอแต่งตั้งประธานกรรมการได้ แม้ว่าจะต้องล่าช้าบ้างเล็กน้อย แต่ก็สามารถทำได้ ไม่กระทบกระเทือนเท่าใดนัก

แต่ในส่วนของการขายรถยนต์ ที่แม้ว่าผู้คนจะมีความจำเป็นต้องซื้อ ต้องใช้รถยนต์ใหม่ แต่สภาพทางการเมือง ก็เป็นกลไกหนึ่ง ที่ฉุดรั้งอารมณ์ของผู้คน ในการจับจ่ายใช้สอย ที่กระทบกันเป็นวงกว้าง ไม่แต่สินค้ารถยนต์เท่านั้น

ส่วนตัวเลขยอดจองรถยนต์ในงานแสดงรถยนต์ครั้งที่ผ่านมา กลายเป็นว่า รถราคาระดับ 800,000 บาทขึ้นไป ที่ผู้บริโภคจับจองกันมาก เรียกว่าคนยังมีเงินอยู่ เพียงแต่ยังไม่อยากตัดสินใจเท่านั้นเอง

แต่ปัญหาโดยรวม น่าจะอยู่ที่ยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาดำเนินการเรื่องงบประมาณ ประจำปี 2558 ซึ่งคาดกันว่าจะทำให้งบประมาณล่าช้าประมาณ 6 เดือน ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐ ที่จะหมุนกลับมาในวงเวียนภาคเศรษฐกิจ ต่ำกว่าเดิม โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน มองว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้มีโอกาสจะโตต่ำกว่า 2.7 %

นอกจากงบประมาณจะล่าช้า การลงทุนภาคเอกชนก็ชะลอตัว แม้ว่าด้านการส่งออก จะเป็นตัวจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

ภาคเอกชน ต่างก็ชะลอการลงทุน และรอดูสถานการณ์ทางการเมือง เหมือนอย่างโครงการก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์แห่งใหม่ ที่ปราจีนบุรี ก็ออกมายอมรับแล้วว่า โครงการชะลอออกไป 6 เดือน

ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก ก็มองว่าปีนี้ จีดีพี ของเรา น่าจะขยายตัวได้ 3 % โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตลาดโลกฟื้นตัว ทำให้มีรายได้จากการส่งออกเพิ่ม แนวโน้มราคาน้ำมันลดลง อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่หากการเมืองยังยืดเยื้อ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจทำให้ จีดีพี ลดลง และถึงขั้นติดลบได้
ผลกระทบอย่างอื่น ก็น่าจะมาจากโครงการประชานิยม ที่ทำให้ภาระหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงจาก รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงจากปัญหาการเมือง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเกิดผลต่อความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จนกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ คอยท่าอยู่เรียบร้อย

พ้นจากเรื่องเงินๆ ทองๆ ไปแล้ว ปัญหาที่ยังประดังอยู่เวลานี้ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการผ่อนชำระ ที่สถาบันการเงินเริ่มเข้มงวดกับลูกค้ามากขึ้น เงินดาวน์เดี๋ยวนี้ บางยี่ห้อ เรียกถึง 25 % ถึงจะยอมปล่อยสินเชื่อ ลามไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ที่กำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำเอาไว้สูงกันทุกเจ้า เพราะมีปัญหาว่า สถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้น

ปัจจัยลบต่างๆ เหล่านี้ ทำให้แนวทางการทำตลาดของค่ายรถยนต์แต่ละค่าย เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มีปัญหาสตอค ที่เกิดจากโครงการรถคันแรก แต่มาเจอกับปัญหาอีกหลากหลาย บางค่ายก็ปรับตัวได้ แต่บางค่ายก็ยังคงแคมเปญส่งเสริมการขาย มากมาย ไม่ว่าจะเป็นฟรีดาวน์ ดอกเบี้ย 0 % ผ่อนนาน 84 เดือน พร้อมของแถม

สิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดเสียงลือว่า ค่ายรถยนต์ลังเลกับการลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรายใหม่ หรือค่ายรถรายเก่าที่ลงทุนอยู่แล้ว อาจย้ายฐานไปลงทุนในประเทศอื่น แทนบ้านเรา

แต่ผู้เกี่ยวข้องก็ยืนยันว่า ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้ เพราะแต่ละค่าย ต่างก็วางรากฐานในไทยเอาไว้มาก รวมทั้งเรายังมีความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีอุตสาหกรรมสนับสนุน ผู้ผลิตชิ้นส่วนมากมาย ก็เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ รวมทั้งคำถามในการสัมภาษณ์ผู้บริหารค่ายรถยนต์ ก็จะต้องมีคำถามอย่างนี้ปรากฏอยู่ทุกครั้งไป

แต่ก็ได้รับการยืนยันว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ รวมทั้งสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ก็ยืนยันว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่ลงทุนอยู่ในประเทศไทยแล้ว คงไม่หนีไปไหน ส่วนนักลงทุนรายใหม่ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วน ก็คงต้องขอดูสถานการณ์ก่อน เพียงชะลอการตัดสินใจเท่านั้น

ด้านผู้ผลิตชิ้นส่วน หรือเรียกเป็นทางการว่า สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิต เล่าให้ฟังว่า การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะนี้ปรับลดลงประมาณ 20-30 % ตั้งแต่กลางปี 2556 และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2557 หลังจากที่เร่งการผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะโครงการรถคันแรก ปัจจุบัน เป็นการปรับฐานสูงความต้องการที่แท้จริงของตลาด

และปัจจุบัน การที่เราต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ตลาดจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการเตรียมตัว ให้ผู้ประกอบการ ปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีช่วยในการผลิตที่สูงขึ้น เป็นระบบอัตโนมัติ มากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะโครงการอีโคคาร์ ระยะที่ 2 อันจะทำให้ประเทศไทย มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1,581,000 คัน ยิ่งทำให้ต้องเร่งรีบปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันกับความต้องการใช้ชิ้นส่วนในอนาคต ซึ่งจะทำให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน

แต่ปัญหาสำคัญ คือ การขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มระดับอาชีวศึกษา ช่างกล ช่างไฟฟ้า และเมื่อการส่งออกเริ่มฟื้นตัว จะทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานกลับมารุนแรงอีกครั้ง ในช่วงไตรมาส 2-3 โดยที่ผู้ประกอบการก็เริ่มรับทราบข้อมูล เรียนรู้สถานการณ์ และนำมาเพิ่มเติมในแผนกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อหาวิธีการรักษาแรงงานเอาไว้ให้ดีที่สุด

ภาครัฐเอง ก็ร่วมมือกัน พัฒนาแรงงานในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยร่วมมือกับ กรมอาชีวศึกษา จัดให้นักศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยิ่งขึ้น

ปัญหาต่างๆ ค่ายรถยนต์แต่ละค่าย ต่างก็พยายามแก้ไขกันในแต่ละระดับอยู่แล้ว เหลือเพียงภาครัฐ ที่จะสามารถคืนความสงบกลับมาสู่บ้านเมือง จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้เมื่อไร เมื่อนั้น ภาคเศรษฐกิจ ก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ความสมดุลได้เมื่อนั้น

เพียงแต่ว่า เมื่อไหร่เท่านั้นแหละครับ

 



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2557
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/c2ocg

Follow autoinfo.co.th