บทความ

อีซูซุ กับ จีเอม


เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีเอม กับ อีซูซุ ได้ผนึกกำลังกันเพื่อผลิตรถกระบะขนาดกลาง ส่งขายในตลาดต่างๆ ทั่วโลก ยกเว้น อเมริกาเหนือ

นี่ไม่ใช่ครั่งแรกที่ทั้ง 2 บริษัทจับมือกันผลิตรถกระบะ ในอดีตก็เคยจับมือร่วมกันผลิตรถกระบะมาแล้ว และการจับมือกันครั้งใหม่นี้ ก็เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการใช้ชิ้นส่วนร่วมกัน และจัดซื้อไปพร้อมๆ กัน

โดยเชื่อว่านี่จะเป็นผลดีของทั้ง 2 บริษัทในธุรกิจรถกระบะขนาดกลาง ที่ต่างฝ่ายต่างก็จะผลิตรถกระบะยี่ห้อของตน และยังไม่มีกำหนดวางตลาด

รถกระบะที่เคยผลิตร่วมกันมาในอดีต อาทิเช่น เชฟโรเลต์ โคโลราโด ของ จีเอม และ อีซูซุ ดี-แมกซ์ รุ่นที่ผลิตปี 2011

ส่วนที่ว่าใครถือหุ้นเท่าไรในอีกบริษัทนั้น ไม่มีการเปิดเผย ในอดีต จีเอม เคยถือหุ้นถึง 49 % ใน อีซูซุ แล้วหลังจากนั้น ก็ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 7.9 %และในที่สุดขายไปในราคา 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ

เหตุผลหนึ่งของการที่บริษัทรถยนต์หันมาร่วมมือกันมากขึ้น ก็เพราะค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาซึ่งสูงมากนั่นเอง โดยเฉพาะการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงใช้วิธีแชร์ค่าใช้จ่ายกัน หรือไม่ก็เอารถอีกค่ายมาพะยี่ห้อใหม่เป็นของอีกค่าย

อย่างเช่น เฟียต กับ มิตซูบิชิ จะจับมือกันสร้างรถกระบะให้กับ เฟียต เริ่มตั้งแต่ปี 2016

พวกค่ายรถฝรั่งดูเหมือนว่าจะผลิตรถกระบะกันไม่ค่อยเป็น จึงต้องอาศัยค่ายรถญี่ปุ่นสอนให้ ดังนั้นเมื่อพบว่าตลาดต้องการรถกระบะ หรือคนเองต้องการเพิ่มรายได้ ด้วยการก้าวเท้าเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดรถกระบะก็แล้วแต่ ก็คงต้องหาคู่ตุนาหงันเป็นญี่ปุ่นให้ช่วยกันทำมาหากิน

และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้ข่าว อีซูซุ พานักข่าวไปชมตัวแทนจำหน่ายที่ฮังการี ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวหารเพื่อจับมือร่วมทุนกับทางฮังการี การจับมือกันเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะในการทำธุรกิจใดๆ ไปแล้วในปัจจุบัน ความสำเร็จเดี่ยวๆ แทบจะหาได้ยาก ปัจจัยของการจับมือกันที่นำไปสู่ความสำเร็จนอกจากแนวคิดตรงกันสมประโยชน์กัน ในที่สุดแล้ว CHEMISTRY ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญอีกด้วย คนทำธุรกิจไหนๆ ย่อมไม่ปฏิเสธความจริงข้อนี้

เรื่องรถดีก็เรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องบริการก็สำคัญไม่แพ้กัน การจับคู่ไม่ใช่ว่าจะดีเฉพาะการผลิตเท่านั้น แต่ยังลดต้นทุนด้านบริการอีกด้วย

หลายสิบปีมาแล้ว ผู้เขียนเคยเป็นเจ้าของรถ โอเพล เจมินี ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีในตลาดแล้ว ได้ยินชื่อก็รู้อยู่ ว่ามันเป็นของค่าย จีเอม ครั้นใช้มาจนได้อายุขัยต้องเข้าศูนย์ซ่อมโน่นนี่ ก็ปรากฏว่าต้องเข้าศูนย์ อีซูซุ ก้าวแรกที่เข้าไปสัมผัสก็รู้สึกว่าบริการในศูนย์ดีเยี่ยม มีมาตรฐาน ตั้งแต่ฝ่ายต้อนรับลูกค้าไปจนถึงฝ่ายช่าง มีการเรียกเจ้าของเข้าไปดูว่า รถของเราเป็นอะไรในบริเวณที่รถถูกยกขึ้น ซึ่งเป็นระเบียบสะอาดสะอ้านไกลจากอู่รถที่เคยๆ พบ สมัยเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ไม่เคยรู้ว่าศูนย์ซ่อมจะสะอาดและเป็นระเบียบขนาดนั้น ช่างอธิบายให้เราฟังว่ามันเป็นอะไร จะต้องซ่อมอะไร คิดในใจว่าเขาทำกันเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้เลย เป็นประสบการณ์ที่จำมาถึงทุกวันนี้

หรืออย่างพักหนึ่งที่ผู้เขียนสนใจรถเกาหลียี่ห้อหนึ่ง จึงติดตามเพื่อนที่ใช้รถเกาหลีไปที่ศูนย์ของรถนั้น ศูนย์ที่ว่าให้ความสนใจกับรูปลักษณ์ของการออกแบบศูนย์บริการ เพื่อนไม่ได้สนใจอะไร แต่ผู้เขียนสนใจการออกแบบสิ่งต่างๆ ก็เลยพอใจกับส่วนต้อนรับผู้โดยสารที่ยกสเตพขึ้นไปนิดหน่อย และตั้งอยู่กลางศูนย์ ฯ รายล้อมด้วยรถรุ่นต่างๆ ไว้ให้ชมเล่น บนยกพื้นนั้นก็มีเก้าอี้นั่ง นิตยสาร รวมทั้งเครื่องดื่ม น้ำชากาแฟ เป็นรายละเอียดในการต้อนรับลูกค้าที่ดีมาก เพราะเหมาะกับการนั่งคอยได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าคุณผู้ชายเจ้าของรถจะนั่งคอย หรือคุณผู้หญิงที่มาด้วยจะนั่งคอยฆ่าเวลา

โลกยุคนี้เป็นโลกขององค์รวมที่ไม่แยกส่วน เพราะฉะนั้นรถดีและบริการดีก็ต้องอยู่ควบคู่กันไป พูดแล้วก็ต้องเอารถเข้าศูนย์หลังจากไม่ได้เข้าเสียนาน เข้าไปดูเสียหน่อยว่าศูนย์ใกล้บ้านที่ใช้อยู่นั้นปรับปรุงให้มีรูปลักษณ์ดีขั้นตามชาวบ้านเขาหรือยัง



------------------------------
เรื่องโดย : เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2557
คอลัมน์ : โลกติดล้อ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ezeoZ

Follow autoinfo.co.th