บทความ

ฝนซาฟ้าสาง–โศกนาฏกรรมจากตัดไม้ทำลายป่า


“อรชยา” และ อร อักษรา เจ้าของนามปากกานี้ เป็นคนที่ชอบบทกลอนมาตั้งแต่ยังเยาว์ เพราะได้ซึมซาบความงดงามของวรรณคดีไทยมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่วิ่งเล่นที่ชายหาดหัวหิน ที่โรงเรียนไกลกังวล ที่โรงเรียนราชินี ที่เตรียมอุดมศึกษา ตราบกระทั่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนั้น ความที่ได้อบร่ำด้วยลำนำเพลงไทย จังหวะจะโคนการร่ายรำด้วยลีลางดงามทางนาฏศิลป์ ทำให้ชีวิตของเธอได้คลุกคลีกับเพื่อนฝูง รุ่นพี่รุ่นน้องที่อยู่ในแวดวงที่กล่าวมาทั้งสิ้น เธอจึงมีวิญญาณการกวีประกอบการร่ายรำ นอกจากฝังใจกับนาฏศิลป์จนถึงกับเคยตั้งโรงเรียนชื่อ

”ราชทัศน์นาฏศิลป์” สอนนาฏศิลป์ที่เธอได้รับการถ่ายทอดเป็นอันดีจากครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์หลายคนแล้ว เธอยังมีงานการร้อยกรอง มีผลงานรวมกับกวีร่วมสมัยทั้งรุ่นพี่ รุ่นเพื่อน และรุ่นน้องตลอดมา

งานของเธอมีทั้งใน ริ้วป่านสีทอง สนธิกานท์ สักวาวิวิธ และงานรวมเล่มของเธอเอง ในหนังสือชื่อ “ฝนซาฟ้าสาง” ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลจากสำนักงานพัฒนาหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการ และมีงานร่วมกับกวีร่วมสมัย เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญๆ เช่น ฉัตรแก้วเก้าแผ่นดิน-ผลพระคุณ ธ รักษา-นบพระภูมิบาลบุญดิเรก ฯลฯ ทั้งที่ประพันธ์เพื่อประกอบนาฏศิลป์ที่เธอรังสรรค์บทกลอน และออกแบบท่ารำ และเป็นระบำที่สร้างสรรค์ขึ้นเองอีกหลายชุด

งานอีกสาขาที่เธอชอบมาก คือ การแสดงสักวากลอนสด ซึ่งเคยร่วมแสดงมาตั้งแต่สมัย ชมรมนักกลอน ชุมนุมน้ำชาวันอาทิตย์ กระทั่งมาเป็น สโมสรสยามวรรณศิลป์ ในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากที่เธอช่วยรวบรวมมารายงานไว้ใน “สักวาวิวิธ” (ที่เธอเป็นผู้ตั้งชื่อเอง) แล้ว ยังมีการแสดงอีกหลายครั้งมากที่ยังไม่ได้รวมเล่ม

เธอมีบทกวีหลายบทที่มีผู้กล่าวถึงว่าอ่านคราวไรก็เรียกน้ำตาด้วยความประทับใจหรือ สะเทือนใจทุกที เช่น ที่ชื่อว่า “วันรักพ่อ” ในหนังสือ “วันนี้ในชีวิต” ที่ระลึกวันครบ 5 รอบเมื่อ 30 เมษายน 2545 ว่า

“ความรักพ่อเป็นอย่างไรไม่รู้จัก พ่อฟูมฟักเลี้ยงดูไม่รู้เห็น เพราะห่างพ่อห่างรักหักกระเด็น ตั้งแต่เป็นทารกได้หนึ่งเดือน พ่อมาหาคราใดหนีไปเล่น เพราะไม่เห็นสำคัญเช่นฉันเพื่อน ซุกอกยายอายหน้าคราพ่อเยือน เสมอเหมือนพ่อคือแขกแปลกนัยน์ตา สองมือพ่อจูงน้องประคองพี่ หัวใจปรี่เปี่ยมมาดปรารถนา อยากให้พ่อโอบแอบแนบอุรา แต่ทว่าห่างเหินเสียเกินการ ลูกหลายคนของพ่อต่อเติบใหญ่ ต่างก้าวไกลแยกย้ายหลายสถาน วันพ่อป่วยลูกมาเฝ้าอาการ พ่อไม่ผ่านคืนนี้ที่ลูกรู้ จึงขออยู่ดูใจในหน้าที่ ลูกที่ดีควรกระทำซ้ำอดสู ไม่เคยคิดผูกสัมพันธ์กตัญญู เราต่างคนต่างอยู่มานานช้า ยามดึกดื่นฝืนร่างเคียงข้างพ่อ ต่างเฝ้ารอเห็นใจไม่หายหน้า มองหน้าพ่อตรั้งสุดท้ายสบสายตา จึงรู้ว่าพ่อรักสลักใจ พ่อไม่พูดพ่อไม่พร่ำแม้คำหนึ่ง ตาเคยซึ้งประกายแกร่งสิ้นแสงใส แต่แววรักโชติช่วงพร้อมห่วงใย ลูกรู้ได้แล้วรักพ่อก็วันนั้น“

คนกำพร้าพ่อตั้งแต่เล็กอย่างผู้เขียน ยืนยันด้วยน้ำตาทุกครั้งที่อ่านกลอนบทนี้

ยังมีอีกบทหนี่งที่มีคนเอาไปอ่านในงานอ่านบทกวีงานหนึ่ง ซึ่งเรียกน้ำตาผู้ฟังได้อย่างมาก นั่นคือบทที่เธอให้ชื่อว่า “ฝนซาฟ้าสาง”ซึ่งเธอใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มนี้

“ฝ่าสายฝนสายตาสู่ฟ้ากว้าง มองยอดยางลิบลิบกะพริบไหว เมื่อฟ้าแลบแวบวับหนาวจับใจ ยังอุ่นไออุ่นอกพ่อกกนอน เสียงแม่กล่อมถนอมน้องเจ้าร้องไห้ หิวแสบไส้ข้าวก็หมดอดนมอ้อน กล้วยน้ำว้าลูกสุดท้ายเจ้าไหว้วอน ชั่วโมงก่อนเหลือแต่เปลือกเกลือกกลิ้งวาง

“เสียงพ่อปลอบประโลมแม่แต่หัวค่ำ อย่าห่วงซ้ำฝนคงซาเมื่อฟ้าสาง พ่อจะลุกก่อนไก่ไปกรีดยาง คงมีทางแลกข้าวเขามากิน แม่พร่ำว่าฝนตกนานปานฉะนี้ แรงวารีหลั่งไหลไม่รู้สิ้น ความหมองอาบฉาบหน้าน้ำตาริน หาพื้นดินที่ไหนทำไร่นา มิขาดคำเป็ดไก่หมูกู่ก้องเล้า เปียกฝนเคล้าคืนค่ำกลางน้ำป่า ยอดยางเหมือนเลือนหายลับสายตา น้ำไหลบ่าท่วมบ้านสะท้านใจ

“แม่เรียกพ่อสุดเสียงเพียงใจขาด เสียงซุงฟาดเสาเรือนสะเทือนไหว หลังคาแยกแตกพลันลงทันใด ฟากฝาไม้ยุบแยกลงแหลกลาญ ความรู้สึกสุดท้ายคล้ายจะดับ วิญญาณวับหวั่นว้าแล้วชาด้าน พ่อคว้ามือลูกไว้มิได้นาน ซุงก็ผลาญโถมทับดับดิ้นแด

“และแล้ว…ฝนก็ซาฟ้าก็สาง เขาฟื้นขึ้นเคว้งคว้างพร่างรอยแผล ริมฝั่งน้ำกว้างกว่าเกินตาแลซ้ำพ่อแม่น้องหายจากสายตา กลางสายน้ำนั้นหรือคือแนวบ้าน เหลือยอดยางไหวสะท้านต้านน้ำป่า ซากใกล้ใกล้พอให้เห็นเป็นหลังคา เศษฟากฝาวางเหวี่ยงไว้เรียงราย

“เขาหนาวเหน็บเจ็บชื้นสะอื้นอั้น ฝืนกายยันท่ามกลางซากสลาย เหลือแต่ร่างเปล่าปลอดตลอดกาย เสื้อผ้าหายหิวโหยโดยลำพัง ไกลออกไปร่องรอยหลายร้อยเส้น ซุงกระเด็นซ้อนทับดับความหวัง ซากตัดไม้ทำลายป่าน่าชิงชัง ผลประดังน้ำป่าคร่าชีวิต เขาโหยหาอ้อมอกเคยกกกอดพ่อเคยพลอดแม่เคยพร่ำจำจับจิต น้องเคยพูดเคยเล่นเป็นเพื่อนคิด ร่างน้อยนิดจะลอยคว้างไปทางใด เขาเดินดุ่มสุ่มหาเสาะอาหาร เห็นแต่ธารน้ำกว้างไปทางไหน เศษชายผ้าเสื้อของพ่อติดตอไม้ แต่ก็ไร้เรือนร่างบนทางเดิน ริมชายเลนเบนออกไปนอกฝั่ง ใต้ขอบขังแอ่งน้ำอันตื้นเขิน

ร่างน้องน้อยซุงทับอยู่ยับเยิน เขาบังเอิญจำรอยเสื้อได้เบื่อตา ขยับขอนสะท้อนอกสะทกทั่ว อ้อมลำตัวเห็นมือแม่แค่แขนขวา อุ้มโอบน้องเหมือนเขาเห็นเช่นเคยมา แต่ทว่า…ทั้งร่างแม่เหลือแต่มือ !!!” @



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2558
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/oLCl1

Follow autoinfo.co.th