บทความ

ครึ่งปีผ่านสบาย


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนมิถุนายน 2016/2015

ตลาดโดยรวม 9.5 %
รถยนต์นั่ง 23.5 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) 35.5 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) -44.5 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ 2.1 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ -45.8 %
อื่นๆ 0.1 %

เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนมกราคม-มิถุนายน 2016/2015

ตลาดโดยรวม -0.1 %
รถยนต์นั่ง -9.0 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) 35.3 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) -62.9 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ 2.3 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ 4.1 %
อื่นๆ -9.1 %

ยอดการขายรถยนต์ของประเทศ ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา นับว่าไม่ได้ทำให้นักการตลาดผิดหวังสักเท่าใดนัก เพราะสามารถผ่านยอดรวมครึ่งปี ด้วยจำนวนที่สูงกว่าปี 2558 ได้ 0.1 % ขายกันทั้งตลาด 368,630 คัน และประเมินว่า ยอดของปีนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า 750,000 คัน เพราะช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นช่วงที่ตัวเลขดีกว่าครึ่งปีแรก เป็นประจำอยู่แล้ว

 

เรามาดูกันว่า อะไรเป็นตัวช่วยที่ทำให้ยอดการขายดีขึ้นมาผิดหูผิดตาในครึ่งปีแรก หลังจากทำท่าออกอาการไม่ค่อยดีตอนต้นปี

 

เรื่องแรกเห็นจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ที่สามารถทำให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ถัดมาก็น่าจะเป็นเรื่องของภัยแล้ง ที่เริ่มมีฝนตกลงมาให้ได้ชุ่มฉ่ำกันบ้าง ต่อด้วยการประกาศการลงทุนในหลากหลายโครงการของภาครัฐ ที่น่าจะเริ่มเดินเครื่องในช่วงครึ่งปีหลังกันได้พอสมควรทีเดียว

 

ก็ต้องมาดูกันว่า ครึ่งปีหลังสถานการณ์จะกลับมาตึงตัวให้ได้เกร็งหัวใจกันอีกหรือเปล่า

 

มาดูเรื่องการย้ายฐานการผลิต ที่พูดกันเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต แต่หนนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ที่รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ โดยมีบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นเริ่มต้นดำเนินธุรกิจในกัมพูชาทั้งหมดกว่า 262 บริษัท เพิ่มขึ้น 40 % สะท้อนความสำคัญของกัมพูชาในการเป็นอีกหนึ่งฐานการลงทุนสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นในภูมิภาค

 

การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลงทุนของญี่ปุ่นนี้ อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องต้องเผชิญกับแรงกดดันในด้านการจัดการต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ต้องมีการปรับตัว หรือพิจารณาย้ายเข้าไปลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าแรงที่ยังถูกกว่าไทย ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม ที่น่าจะทยอยเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้นในระยะข้างหน้า

 

อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์นี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เคยกระจุกอยู่แต่ในไทย เริ่มมีการกระจายการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อไป

 

การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอีเลคทรอนิคส์สำหรับยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อใช้กัมพูชาเป็นส่วนขยายเพิ่มเติมจากฐานการผลิตในไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จากการยกเลิกภาษีศุลกากรระหว่างไทยและกัมพูชาในฐานะสมาชิกอาเซียน ประกอบกับค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าไทยอยู่มาก เพื่อผลิตสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นและส่งกลับไปยังฐานการผลิตในไทย อันเป็นผลให้สัดส่วนการลงทุนสะสมของญี่ปุ่นในช่วงปี 2554-2558 เพิ่มขึ้นเป็น 5.5 % จากเพียง 0.7 % ในช่วงปี 2537-2553

 

ก็ต้องทำความเข้าใจว่า การโยกย้ายฐานการผลิตนั้น เป็นไปเพื่อค้นหาประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานราคาถูก ซึ่งประเทศไทยหลุดพ้นจากกรอบดังกล่าวแล้ว วิธีการแก้ปัญหาก็โดยที่ผู้ประกอบการชาวไทยต้องปรับปรุงสายการผลิต หรือหาวิธีที่จะทำการผลิตให้ทันสมัยมากขึ้น ลดการใช้แรงงานในการทำงานให้มากขึ้น น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยได้

 

แต่การจะให้โยกย้ายทั้งโรงงานจากประเทศไทยไปติดตั้งใหม่ และเดินเครื่องใหม่ ในประเทศอื่นนั้น บอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะการก่อสร้างโรงงานแห่งหนึ่งๆ กินเวลาไม่ต่ำกว่า 18 เดือน ก่อนจะเริ่มการผลิต และกว่าจะสามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต ก็ต้องใช้เวลาให้พนักงานคุ้นชินกับสายงานอีกระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะย้ายโรงงานกันไปได้ง่ายๆ

 

ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอีเลคทรอนิคส์สำหรับยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามจะดึงนักลงทุนให้เข้าไปเปิดโรงงานนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานแบบเข้มข้น สามารถขยับขยายการผลิตชิ้นส่วนเล็กๆ ไปได้ แล้วส่งชิ้นส่วนกลับเข้ามาประกอบเป็นชิ้นใหญ่ในเมืองไทย

 

นั่นเป็นเหตุการณ์ปกติของการทำงานในสายการผลิต เพราะในแต่ละโรงงานไม่สามารถทำทุกชิ้นส่วนได้เอง ต้องจ้างโรงงานชิ้นส่วนด้านนอกเป็นผู้ผลิต ตามที่โรงงานประกอบต้องการ ให้ดีทั้งคุณภาพ ขนาด และราคา

 

สบายใจได้เลยว่า ผู้ผลิตไม่มีทางย้ายฐานการผลิตไปจากบ้านเราแน่นอน แต่การย้ายการผลิตชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้นนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2559
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/OSsTP

Follow autoinfo.co.th