บทความ

โคนิกเซกก์ เรเกรา


ในยุคที่รถยนต์แบบไหนๆ ก็มีการพ่วงมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านอัตราเร่ง ลดมลภาวะ ลดการบริโภคเชื้อเพลิงบ้าง รถยนต์สมรรถนะสูงระดับซูเพอร์คาร์ก็ทยอยเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น แฟร์รารี ลาแฟร์รารี/โพร์เช 918/บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 ไปจนถึง ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ รถทุกคันล้วนแล้วแต่มีสมรรถนะที่น่าทึ่งกันทั้งสิ้น

 

แต่ความน่าทึ่งนั้นได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปทันที เมื่อ “โคนิกเซกก์” ผู้ชำนาญการด้านการผลิตรถยนต์ระดับไฮเพอร์คาร์จากสวีเดน ที่ชื่นชอบการใช้แนวคิดนอกกรอบ อาทิ การใช้เชื้อเพลิง อี 85 หรือแม้กระทั่ง อี 100 เพื่อดึงสมรรถนะสูงสุด ซึ่งสวนทางซูเพอร์คาร์บแรนด์อื่นๆ ที่ยึดติดกับน้ำมันเบนซิน ได้เปิดตัวไฮเพอร์คาร์คันล่าสุด ที่มีชื่อเรียกในสำเนียงสวีดิชว่า “เรเกรา” เพราะนี่คือ รถที่ฉีกกรอบรูปแบบการผสมผสานมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ที่เราเคยเห็นกัน ไปไกลเลยทีเดียว

ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.8 วินาที และ 0-400 กม./ชม. ใน 20 วินาที (อ่านไม่ผิดหรอกครับ 0-400 กม./ชม. จริงๆ) และความเร็วสูงสุด 410 กม./ชม. รถคันนี้ได้โค่นบัลลังก์เจ้าความเร็วของ บูกัตตี เวย์รน ซูเพอร์สปอร์ท ลงได้อย่างหน้าตาเฉย เพราะ เวย์รน ซูเพอร์สปอร์ท นั้นกว่าจะวิ่งได้ 400 กม./ชม. ต้องใช้เวลาถึง 55 วินาที ในขณะที่ เรเกรา ใช้เวลาเพียง 20 วินาทีเท่านั้น สมกับชื่อ “เรเกรา” ซึ่งในภาษาสวีดิชแปลว่า “ครองราชย์”

เคล็ดลับของความเร็วนี้ มาจากแนวคิดการผสมผสานมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากันกับระบบขับเคลื่อนที่แหวกแนว กล่าวคือ เรเกรา นั้นเป็นผลลัพธ์จากการค้นหารูปแบบที่จะผสมผสานข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากันกับเครื่องยนต์ เพื่อดึงเอาสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด ผลที่ได้ คือ ระบบที่เรียกกันว่า KDD (KOENIGSEGG DIRECT DRIVE) หรือ โคนิกเซกก์ ไดเรคท์ ดไรฟ

ระบบ KDD นั่นประกอบไปด้วยการประสานมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว เข้ากับเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 241 แรงม้า ติดตั้งอยู่กับล้อหลังแต่ละข้าง ข้างละ 1 ตัว และมอเตอร์ไฟฟ้าอีกตัว มีกำลัง 214 แรงม้า ถูกติดตั้งเข้ากับเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ ความจุ 5.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 1,100 แรงม้า ที่ 7,800 รตน. และแรงบิด 130.5 กก.-ม. ที่ 4,100 รตน. โดยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัว ได้รับพลังงานไฟฟ้าจากแบทเตอรีขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ในห้องโดยสาร และเมื่อทำงานผสานกันทั้ง 2 ระบบ จะมีพละกำลัง 1,500 แรงม้า กับแรงบิดอภิมหาอลังการ 204 กก.-ม. เมื่อเทียบได้กับแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์ขนาด 20 ลิตร !?!

การทำงานของระบบ KDD นั้น นับว่าแปลกไม่เหมือนใคร เพราะเมื่อเริ่มออกตัวจากจุดหยุดนิ่งจะเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าแรงบิดสูงที่ติดตั้งอยู่กับล้อหลังทั้ง 2 ตัว โดยเมื่อไต่ความเร็วถึงประมาณ 30-40 กม./ชม. ระบบจะสั่งงานให้มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 3 ที่ติดอยู่กับเครื่องยนต์เป็นตัวส่งกำลังมาเสริมจนถึงความเร็ว 120-130 กม./ชม. ก็จะส่งต่อให้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีรอบหมุนสัมพันธ์กับความเร็วของรถ ทำหน้าที่ส่งต่อให้ไต่รอบขึ้นไปจนถึงความเร็วสูงสุด 410 กม./ชม. โดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เลยเพราะ เรเกรา นั้นไม่มีชุดเกียร์ มีแค่เฟืองท้าย อัตราทด 2.85:1 เท่านั้น

 

ตลอดการขับของคุณ (ผู้เป็นเจ้าของ) อาจจะไม่เคยเห็นเครื่องยนต์ของมันแตะขีดแดงเลยก็ได้ เพราะถ้าไม่ขับถึง 400 กม./ชม. ก็คงจะไม่เห็นขีดแดงแน่นอน

 

ส่วนการถอยหลังเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ดังนั้น อาการกระตุกกระชาก ขณะเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์กึ่งอัตโนมัติ ISR (INDEPENDENT SHIFTING ROD) แบบคลัทช์เดี่ยวที่ ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ ใช้ หรืออาการลังเล จะเปลี่ยนขึ้นหรือเปลี่ยนลงของเกียร์อัตโนมัติแบบ

ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ จะเป็นเพียงอดีตไปโดยปริยาย เพราะ เรเกรา สามารถเร่งรอบเครื่องได้แบบไร้รอยต่อเหมือนมอเตอร์ไฟฟ้าไปจนถึงขีดแดงนั่นเอง

มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจสงสัยว่า รถยนต์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ ทำได้หรือ ?

อยากให้ลองนึกถึงจักรยานแม่บ้าน จักรยานเหล่านั้นส่วนใหญ่มีเพียงเกียร์เดียว นั่นก็คือ การเลือกจับคู่ระหว่างจานหน้าเข้ากับเฟืองเกียร์หลัง ให้มีอัตราทดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ส่วนใหญ่ออกแบบให้ขี่ในเมืองเบาสบาย ออกตัวง่าย ก็มักจะเลือกให้ขาเราปั่น 1 รอบ ล้อหลังหมุนไปสัก 1 รอบกว่าๆ แต่หากเป็นเช่นนี้ การปั่นที่ความเร็วเกิน 30 กม./ชม. แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะผู้ขี่ต้องซอยขายิกๆ เกิน 100 รตน. (หัวใจวายเอาง่ายๆ) เปรียบได้กับเครื่องยนต์หมุนทะลุขีดแดงเกือบตลอดเวลา เพราะขับด้วยเกียร์ 1 เกียร์เดียว

แต่ถ้าต้องการให้ได้ความเร็วปลายสูงๆ ก็จำเป็นจะต้องเลือกจานหน้าใบโตๆ ขนาด 53 ฟัน จับคู่กับเกียร์หลังขนาด 17 ฟัน หรือเทียบเท่ากับอัตราทด 3.12 ต่อ หากซอยขาได้ 90 รตน. (สำหรับล้อยางขนาด 700 มม. มาตรฐานของฟิกซ์เกียร์) ก็จะทำความเร็วเดินทางได้ถึง 35 กม./ชม. แต่ช่วงความเร็วต่ำจะต้องใช้กำลังขามากทีเดียวในการออกตัว หากเปรียบเทียบกับรถยนต์ก็คือ การออกตัวด้วยเกียร์ 3 หรือ เกียร์ 4 นั่นเอง

หากเครื่องยนต์มีแรงบิดไม่พอ เครื่องยนต์ก็อาจดับ แล้วถ้าแรงม้าไม่ถึง ก็ไม่สามารถพาไปถึงขีดแดงได้ หากท่านเคยดูการแข่งขันจักรยานเวโลโดรม จะเห็นได้ว่ารถจักรยานแข่งเป็นแบบฟิกซ์เกียร์จะทำความเร็วได้ถึง 60 กม./ชม. แต่การออกตัวนั้นช้ามาก แม้ว่านักปั่นทั้งหลายที่เข้าแข่งนั้นจะมีกำลังขาแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วๆ ไป ก็ยังไม่สามารถออกตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเอาชนะพลังงานศักย์ที่ต้านไว้ และทำความเร็วรอบได้ก็จะปั่นได้ฉิวในที่สุด

ในปัจจุบันจักรยานเสือหมอบมีถึง 22 เกียร์ ส่วนจักรยานเสือภูเขามีถึง 30 เกียร์ จึงออกตัวได้อย่างรวดเร็ว การไต่ขึ้นทางชันไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำความเร็วสูงสุดระดับ 60 กม./ชม. บนทางราบเองก็ยังต้องอาศัยกำลังมหาศาลของนักปั่น ไม่แตกต่างไปจากรถยนต์ที่จะทำความเร็วสูงสุดได้มากก็ต้องใช้เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดและแรงม้ามากพอที่จะทำรอบหมุนสูงได้นั่นเอง

ดังนั้นในกรณีที่ “เรเกรา” สามารถวิ่งได้โดยไม่ต้องพึ่งเกียร์ทดนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีตัวช่วยในช่วงความเร็วต่ำ โดยเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูง และเมื่อความเร็ว “รอบหมุนล้อ” สัมพันธ์กับ “รอบหมุนเครื่องยนต์” ก็ค่อยส่งผ่านให้เป็นหน้าที่ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้วยแรงบิดระดับ 130.5 กก.-ม. ก็นับว่าเหลือเฟือที่จะไม่ต้องพึ่งพาตัวช่วย เปรียบเทียบกับรถทั่วไป ก็คือ อัตราทดเดียวที่มีใช้ ก็คือ “เกียร์ 5” เหมือนจักรยานฟิกซ์เกียร์นั่นเอง เรียกว่าใช้เกียร์เดียวลากไปตั้งแต่ 120-410 กม./ชม. ได้อย่างสบาย เพราะแรงมันเหลือ !

เพราะเหตุใดต้องใช้ระบบ KDD ไม่ใช้เกียร์แบบทั่วไป ?

เหตุผลแรก คือ เรื่องน้ำหนัก เพราะหากเปรียบเทียบกับชุดเกียร์ 7 จังหวะแบบคลัทช์คู่แล้ว ระบบ KDD นี้จะเบากว่าถึง 88 กก. เลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อรวมเข้ากับชุดตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์แล้ว เราจึงเห็นได้ชัดว่า เรเกรา มีน้ำหนักแค่ 1.6 ตัน เท่านั้น

ส่วนในชีวิตจริงหากขับแต่ในเมือง เรเกรา จะใช้แต่เพียงพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน จึงเป็นหน้าที่ของแบทเตอรีสมรรถนะสูงชนิดพิเศษ ระบายความร้อนด้วยของเหลว ขนาด 620 โวลท์ ที่ให้กำลังถึง 9.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ด้วยกำลังของแบทเตอรีนี้จะสามารถขับ เรเกรา ด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ระยะทางถึง 50 กม. (ดังนั้นจึงแนะนำว่า ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะขับตะคุ่มๆ ในเมืองแต่อย่างเดียว เพราะไฟหมดได้ไม่ยาก ควรที่จะพามันออกวิ่งทางไกลเป็นหลัก) โดยแบทเตอรีนี้มีขนาดกะทัดรัดกินเนื้อที่เพียง 67 ลิตร และมีน้ำหนัก 115 กก. โดยติดตั้งอยู่ระหว่างที่นั่งคนขับและผู้โดยสารนั่นเอง และเมื่อถึงบ้านก็ควรจะระบายไฟออกให้หมด ก่อนที่จะอัดไฟเข้าใหม่ให้เต็มเพื่อสมรรถนะและอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยเสียบสายไฟเข้ากับท้ายรถนั่นเอง

ใครที่อ่านแล้วรู้สึกกระสันอยากเป็นเจ้าของสุดยอดรถยนต์แห่งยุค ก็ให้เตรียมเงินก้อนแรกไว้ได้เลย 1.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 62.7 ล้านบาท ยังไม่รวมภาษีต่างๆ นานา จนถ้าเอามาแตะท้องถนนบ้านเราอาจจะราคาถึงคันละเกือบ 200 ล้านบาท ! และอาจจะต้องไวนิดหนึ่ง เพราะเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะผลิตเพียง 80 คันเท่านั้น

ทำไมผลิตเพียง 80 คัน ก็อาจจะคิดได้เหมือนกันว่า ตอนคันที่ 80 ทำเสร็จ อาจจะมีแรงเหนือกว่านี้ก็ได้ เพราะเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบทเตอรีสมัยนี้ไปไวเหลือเกิน !



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2558
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/oDyrv
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th