บทความ

มหกรรมยานยนต์ ฟรังค์ฟวร์ท 2015


ข่าวคราวเกี่ยวกับผู้อพยพนับแสนนับล้านคน ที่กำลังดิ้นรนกระเสือกกระสนหนีตาย เข้าไปหาที่พักพิงแห่งใหม่ในหลายประเทศของทวีปยุโรป ทำให้คณะของเรากะเก็งกันว่า เดินทางไปเยือนนครฟรังค์ฟวร์ทครั้งนี้ คงได้สัมผัสอะไรดีๆ กันบ้างละ เพราะตามข่าวที่เผยแพร่กันอยู่ในบ้านเรา นครฟรังค์ฟวร์ทของเยอรมนี รวมทั้งอีกเมืองหนึ่งคือนครมิวนิค ที่คณะของเราจะแวะไปลิ้มรสขาหมูย่างด้วย ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ล้วนเป็นจุดหมายปลายทางแหล่งสำคัญ ของผู้อพยพหนีภัยสงครามที่กล่าวข้างต้น

เอาเข้าจริงไม่ยักเป็นอย่างที่กะเก็งกัน ไม่มีใครได้เห็นแม้เพียงเงาของบรรดาผู้อพยพ ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ไหนกันหมด ที่พักชั่วคราวของคณะเราเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว อยู่ห่างไม่กี่สิบก้าวเดินจากสถานีรถไฟหลักของเมือง ซึ่งพวกเราถนัดปากที่จะเรียกว่า “หัวลำโพง” เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวก็จริงอยู่ แต่ราคาไม่ต่างกันเลยกับโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือ 6 ดาวในเมืองไทย อุปสงค์ที่พุ่งสูงปรี๊ดในช่วงเวลาที่มีการจัดงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท ทำให้ค่าห้องของโรงแรมระดับ 3 ดาวที่ว่านี้ เพิ่มขึ้นพรวดพราดจากช่วงเวลาปกติ 2 หรือ 3 เท่าตัว คือ เป็นคืนละ 600 ยูโร หรือประมาณ 24,000 บาทไทยนั่นเทียว เห็นตัวเลขนี้แล้ว นายใหญ่ ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ซึ่งร่วมคณะเดินทางไปด้วยบอก “โนพรอบเลม” คราวนี้จ่ายไปก่อน คราวหน้าอย่าลืมแบกถุงนอนไปด้วยก็แล้วกัน !

สถานที่จัดงานซึ่งเรียกกันในภาษาเยอรมันว่า MESSE ก็อยู่ไม่ไกลสักเท่าไรจากโรงแรมที่พักของเรา หากใช้วิธีเดินเท้าและเดินแบบไม่รีบไม่เร่งนักก็ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที ถ้าขี้เกียจเดินและใช้บริการของรถรางที่มีวิ่งผ่านหน้างาน 2 สาย คือ สาย 16 กับสาย 17 ซึ่งค่าตั๋ว คือ 1.75 ยูโร หรือประมาณ 70 บาทไทย ก็จะใช้เวลาแค่ 10 นาที เพราะนับเลข 1 2 3 4 คือ แค่ 4 ป้ายก็ถึงงานแล้ว

เป็นมหกรรมยานยนต์ที่ทำให้ทีมงานของเราต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแสนสาหัสกว่างานอื่นงานใดทุกงาน เพราะพื้นที่จัดงานไม่ได้รวมอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันอย่างงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาในเมืองนาฬิกา หรือมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ในเมืองมะกัน และพื้นที่จัดงานก็ไม่ได้อยู่ในหลายๆ อาคารที่รวมกลุ่มกันอยู่เป็นกระจุกอย่างงานมหกรรมยานยนต์เซี่ยงไฮ้ หรือมหกรรมยานยนต์ปักกิ่งในเมืองมังกร แต่พื้นที่จัดงานของมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทอยู่ในอาคารขนาดเล็กขนาดใหญ่นับรวมแล้วเกือบ 10 อาคาร อาคารเหล่านี้ตั้งอยู่เรียงรายกันไปไม่รวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน หลังแรก คือ อาคารหมายเลข 1 และหลังสุดท้าย คือ อาคารหมายเลข 11 อยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแสนสาหัสจึงไม่ใช่คำที่กล่าวเกินจริง เพราะทีมงานของเราต้องเดินท่องไปให้ครบทุกอาคาร และไม่น่าจะผิดพลาดจากความเป็นจริงสักเท่าไรหากกล่าวว่า ต้องสัมผัสให้ครบทุกคันของรถใหม่ที่บรรดาผู้ผลิตนำออกแสดงในงาน

ความยิ่งใหญ่และความสำคัญของมหกรรมยานยนต์รายการนี้ พิสูจน์ได้จากข้อมูลของ เมร์เซเดส-เบนซ์ (MERCEDES-BENZ) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ที่จับจองพื้นที่ในอาคารหมายเลข 2 ไว้ทั้งหมดและแต่เพียงผู้เดียวที่บอกว่า ใช้ทีมงานประมาณ 150 คน ในการวางแผน/ออกแบบ/และให้รายละเอียดของตัวอาคาร (ที่เห็นในภาพหน้าซ้ายมือ) ซึ่งมีพื้นที่จัดงานกว้างขวางกว่า 9,000 ตารางเมตร ต้องใช้เหล็กกล้าหนัก 850 กิโลกรัม ใช้สายไฟฟ้ายาวกว่า 230 กิโลเมตร และใช้โคมไฟประมาณ 4,500 ดวง ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้สำหรับการจัดแสดงรถมากกว่า 60 คัน

ส่วนหนึ่งของผลลัพธ์จากการเดินย่ำไปทั่วแทบทุกตารางเมตรของงาน และยาวนานเกือบ 20 ชั่วโมง คือ รายงานใน 20 หน้าถัดจากนี้

 

MERCEDES-BENZ CONCEPT IAA

DSC_2123 (Copy)

ค่าย “ดาวสามแฉก” อวดแนวทางใหม่ในการออกแบบตัวถังและพัฒนาการด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยรถแนวคิด เมร์เซเดส-เบนซ์ คอนเซพท์ ไอเอเอ ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ (ชื่อ IAA ไม่ใช่ชื่องาน แต่ย่อจาก INTELLIGENT AERODYNAMIC AUTOMOBILE) เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋ง 4 ประตู คูเป 4 ที่นั่ง ที่ตัวถังขนาด 5.040×1.995×1.305 ม. จะยืดส่วนท้ายได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งถึงความเร็ว 80 กม./ชม. หรือโดยการกดปุ่ม ซึ่งผลลัพธ์ คือ ตัวถังที่ยืดส่วนท้ายจนเพิ่มความยาว 39 ซม. เป็น 5.430 ม. นี้ จะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่เยี่ยมยอดมาก คือ ต่ำเพียง 0.19 เท่านั้นเอง ที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวถัง คือ ระบบขับไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (PLUG-IN HYBRID) ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า ได้กำลังสุทธิสูงสุด 205 กิโลวัตต์/279 แรงม้า และรถจะวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 66 กม.

 

MERCEDES-BENZ S-CLASS CABRIOLET

DSC_1995 (Copy)

ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องชิ้นที่สองที่ค่าย “ดาวสามแฉก” นำออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือรถเปิดประทุนสุดหรูติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ กาบริโอเลต์ เป็นรถใหม่ที่มิได้ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน หากพัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ คูเป (MERCEDES-BENZ S-CLASS COUPE) รุ่นปัจจุบันซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อกลางปี 2014 และกล่าวได้ว่าเป็นรถเปิดประทุนสุดหรูนั่ง 4 คนแบบแรกของค่ายนี้นับแต่ปี 1971 ตัวถังขนาด 5.027×1.899×1.417 ม. ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อน บังคับเปิด/ปิดโดยการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่ในคอนโซลกลาง การเปิดหรือปิดแต่ละครั้งซึ่งมีข้อจำกัดว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อรถยังวิ่งไม่เร็วกว่า 60 กม./ชม. ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที นับเป็นตัวถังเปิดประทุนที่ลื่นลมมาก มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.29 เป็นตัวเลขที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถระดับเดียวกันแบบใดๆ

 

MERCEDES-BENZ C-CLASS COUPE

DSC_2101 (Copy)

เริ่มเผยแพร่รูปโฉมผ่านสื่อต่างๆ มาแล้วตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม แต่คนรักรถเพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงที่งานนี้ คือ รถเล็กแต่หรู เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ คูเป ซึ่งก็เป็นรถติดตรา “ดาวสามแฉก” อีกแบบหนึ่งซึ่งอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถคูเป 4 ที่นั่ง ในตัวถัง 4.686×1.810×1.405 ม. ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.26 มีกำหนดออกโชว์รูมในเดือนสุดท้ายของปีแพะบ้า จะมีรถให้เลือกรวม 6 โมเดล เป็นรถเบนซิน 4 โมเดล คือ C 180 COUPE (115 กิโลวัตต์/156 แรงม้า) C 200 COUPE (135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า) C 250 COUPE (155 กิโลวัตต์/211 แรงม้า) C 300 COUPE (180 กิโลวัตต์/245 แรงม้า) และเป็นรถดีเซล 2 โมเดล คือ C 220 D COUPE (125 กิโลวัตต์/170 แรงม้า) C 250 D COUPE (150 กิโลวัตต์/204 แรงม้า) ส่วนระบบเกียร์มีให้เลือกถึง 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 7 หรือ 9 จังหวะ

 

MERCEDES-BENZ GLC

DSC_2046 (Copy)

เรียกความสนใจได้ดีไม่น้อยหน้ารถใหม่แบบอื่นของค่าย “ดาวสามแฉก” คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี ที่เปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ มา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2015 แต่ต้องรอจนถึงเดือนกันยายนตัวจริงเสียงจริงจึงจะเริ่มออกโชว์รูม เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัดที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์บรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถขนาดเดียวกันซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปลายปี 2008 พร้อมกับป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลเค (MERCEDES-BENZ GLK) ตัวถังขนาด 4.656×1.890×1.639 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.31-0.32 ออกแบบ/พัฒนาโดยใช้พแลทฟอร์มชุดเดียวกันกับรถเก๋งซีดาน เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ C-CLASS) รุ่นปัจจุบัน แต่ยืดความยาวฐานล้อจาก 2.840 เป็น 2.873 ม. ในระยะแรกจะมีรถให้เลือก 3 โมเดล คือ GLC 250 4MATIC-GLC 220 D 4MATIC-GLC 250 D 4MATIC ทุกโมเดลติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

 

SMART FORTWO CABRIO

DSC_1965 (Copy)

ยอดผู้ผลิตรถจิ๋วใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัว สมาร์ท ฟอร์ทู กาบริโอ รถเปิดประทุนนั่ง 2 คน ที่พัฒนาจากรถ สมาร์ท ฟอร์ทู คูเป (SMART FORTWO COUPE) รุ่นล่าสุด ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายยังไม่ครบปี หน้าตารูปทรงองค์เอวแทบไม่มีจุดไหนผิดเพี้ยนจากรถซึ่งเป็นที่มา ความแตกต่างประการเดียวที่เห็นได้ชัด คือการเปลี่ยนจากหลังคาแข็ง เป็นติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อนหนา 20 มม. เปิด/ปิดด้วยการกดปุ่ม ที่ค่ายนี้ตั้งชื่อว่า TRITOP เพราะสามารถเปิดหลังคาได้ 3 แบบ คือ แบบเปิดเฉพาะครึ่งหน้า แบบเปิดทั้งครึ่งหน้าครึ่งหลัง และแบบเปิดหมดรวมทั้งถอดรางหลังคาออกด้วย ที่แปลกไปจากรถเปิดประทุนส่วนใหญ่ก็คือ การเปิด/ปิดหลังคาทำได้แม้เมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด เช่นเดียวกับรถคูเปรถแบบใหม่นี้มีเครื่องยนต์ 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน 3 สูบเรียง 999 ซีซี 52 กิโลวัตต์/71 แรงม้า กับเครื่องเทอร์โบเบนซิน 3 สูบเรียง 898 ซีซี 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า

 

BMW 7-SERIES

DSC_1483 (Copy)

ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำผลงานใหม่ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ในงานนี้เป็นกองทัพ ที่เน้นเป็นพิเศษ คือ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-7 รถธงในสายการผลิตที่เปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ มาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2015 แต่ผู้คนทั่วไปเพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรกที่งานนี้ ส่วนกำหนดวันออกโชว์รูม คือ ต้นเดือนตุลาคมที่เพิ่งผ่านพ้นไป นับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่น 6 ตัวถังซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือแบบฐานล้อมาตรฐานกับแบบฐานล้อยาว มีขนาดกว้างเท่าเดิมแต่ยาวและสูงขึ้นนิดหน่อยเมื่อเทียบกับตัวถังของรถรุ่นเดิม เป็นตัวถังที่ออกแบบ/พัฒนาโดยให้ความสำคัญอย่างมากกับการลดน้ำหนักตัว โดยใช้กระบวนการผลิตแบบใหม่ที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในพื้นที่ตัวถังที่รับแรง ในระยะแรกจะมีรถให้เลือกรวม 15 โมเดล มีทั้งรถขับล้อหลังรถขับ 4 ล้อ มีทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินรถติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลและรถติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ

 

BMW 330E

DSC_1582 (Copy)

เปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดๆ ต่างผ่านสื่อสารพัดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมของปีแพะบ้า แต่ผู้ผลิตก็ยังถือว่าการปรากฏตัวของรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-3 (BMW 3-SERIES) รุ่นที่เพิ่งการปรับปรุงแบบ “ยกหน้า” เป็นการอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน นับเป็นรถใหม่อีกอนุกรมหนึ่งของค่ายนี้ที่มีรถให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งรถขับล้อหลังรถขับทุกล้อ ทั้งรถเบนซินรถดีเซลและรถไฮบริด รถไฮบริดคือ บีเอมดับเบิลยู 330 อี (BMW 330E) ที่เลือกมาให้ชมกันนี้ซึ่งอยู่ในตัวถังซีดาน ถ้าคิดจะซื้อก็ยังซื้อไม่ได้ในขณะนี้คงต้องรออีกหลายเดือน รถโมเดลนี้ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ได้กำลังสุทธิสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 1.9-2.1 ลิตร/100 กม.และวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 40 กม.

 

BMW 225XE ACTIVE TOURER

DSC_1607 (Copy)

ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องยังไม่ต้องมือใครอีกชิ้นหนึ่งที่ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือรถแฮทช์แบคติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู 225 เอกซ์อี แอคทีฟ ทัวเรอร์ ซึ่งต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปีวานรจึงจะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ เป็นรถติดตั้งระบบขับทุกล้อแบบไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซิน 1.5 ลิตร 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า ขับล้อคู่หน้า และใช้มอเตอรไฟฟ้า 65 กิโลวัตต์/88 แรงม้า ขับล้อคู่หลัง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 165 กิโลวัตต์/224 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุด 202 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 2.0 ลิตร/100 กม.หรือ 50.0 กม./ลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 46-49 กรัม/กม. สามารถวิ่งได้เร็วไม่เกิน 125 กม./ชม. และไปได้ไกลประมาณ 40 กม. เมื่อขับด้วยพลังไฟของแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนเพียงอย่างเดียว

 

BMW X1

DSC_1560 (Copy)

ถือว่าเป็นรถที่ปรากฏตัวแบบ WELTPREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 1 รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 2) ซึ่งมีกำหนดออกโชว์รูมในเดือนตุลาคมของปีแพะบ้า แทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2009 และขายทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 730,000 คัน เป็นรถขับล้อหน้า/ขับทุกล้อที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง โดยใช้พแลทฟอร์มชุดเดียวกันกับรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-2 แอคทีฟ ทัวเรอร์ (BMW 2-SERIES ACTIVE TOURER) และ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-2 กรัน ทัวเรอร์ (BMW 2-SERIES GRAN TOURER) เริ่มการจำหน่ายไปแล้วโดยมีรถให้เลือกรวม 7 โมเดลคือ X1 SDRIVE 18I-X1 XDRIVE 20I-X1 XDRIVE 25I-X1 SDRIVE 18D-X1 XDRIVE 18D-X1 XDRIVE 20D-X1 XDRIVE 25D ส่วนระบบเกียร์มี 2 แบบ คือเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ STEPTRONIC

 

VOLKSWAGEN GOLF GTE SPORT

DSC_2203 (Copy) DSC_2222 (Copy)

บูธของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ (ซึ่งในวันเริ่มต้นของงานนี้มรสุมลูกใหญ่ยังไม่ออกฤทธิ์) ดูหงอยเหงาพิกลเพราะมีผลงานใหม่ที่น่าสนใจอวดตัวอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น ชิ้นแรกที่เลือกมาให้ชมกันซึ่งเห็นได้ในภาพใหญ่และภาพเล็กซ้ายมือคือรถติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ จีทีอี สปอร์ท เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งสมรรถนะสูง ที่อุดช่องว่างระหว่างรถวิ่งตามท้องถนนกับรถวิ่งในสนามแข่งได้อย่างดี ตัวถังซึ่งชิ้นส่วนส่วนใหญ่ล้วนทำด้วยคาร์บอนมีจุดเด่นสะดุดตาตรงประตูข้างที่เปิดปิดแบบปีกนก เป็นรถขับทุกล้อแบบไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรงขนาด 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ได้กำลังสุทธิสูงสุด 295 กิโลวัตต์/400 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 4.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 280 กม./ชม. เมื่อเติมไฟเต็มหม้อแล้ววิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ จะวิ่งได้ไกลประมาณ 50 กม.

 

VOLKSWAGEN TIGUAN GTE

DSC_2248 (Copy)

รถเยอรมันพันธุ์แท้อีกแบบหนึ่งที่ปรากฏตัวแบบ WELTPREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือผลงานใหม่ของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ ซึ่งอวดโฉมพร้อมกับป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน ทีกวน เป็นรถรุ่นที่ 2 ที่ต้องรอจนถึงเดือนเมษายนของปีวานรจึงจะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ แทนที่รถรุ่นแรกซึ่งออกตลาดเมื่อปลายปี 2007 และขายทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 2,640,000 คัน ตัวถังที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง ยาวขึ้น 6.0 ซม. กว้างขึ้น 3.0 ซม. และเตี้ยลง 3.3 ซม. เมื่อเทียบกับตัวถังของรถรุ่นเดิม นับเป็นรถอีกแบบหนึ่งที่จะมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งรถขับล้อหน้ารถขับทุกล้อ ทั้งรถเบนซินรถดีเซลและรถไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (PLUG-IN HYBRID) ซึ่งจะไปได้ไกลประมาณ 50 กม. เมื่อวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ รถไฮบริดโมเดลที่ว่านี้ ก็คือ โฟล์คสวาเกน ทีกวน จีทีอี (VOLKSWAGEN TIGUAN GTE) คันที่เห็นในภาพนั่นเอง

 

AUDI E-TRON QUATTRO CONCEPT

DSC_2185 (Copy) DSC_2179 (Copy)

ค่าย “สี่ห่วง” ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางเกือบ 4,000 ตารางเมตร นำรถออกอวดตัวในงานนี้รวม 33 คัน คันที่ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนได้มากที่สุดคือรถติดป้ายชื่อ เอาดี อี-ทรอน กวัตตโร คอนเซพท์ ที่กำลังอวดตัวอยู่ในภาพเล็กบนและภาพใหญ่ขวามือ เป็นต้นแบบของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดในปี 2018 พร้อมกับป้ายชื่อ AUDI Q6 E-TRON QUATTRO ตัวถังขนาด 4.880×1.930×1.540 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.25 ติดตั้งระบบขับทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ (จากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 95 กิโลวัตต์ชั่วโมง) โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ชุด ขับล้อคู่หน้า และมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ชุด ขับล้อคู่หลัง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 370 กิโลวัตต์/503 แรงม้า ประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งจะวิ่งได้ไกลกว่า 500 กม. สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 4.6 วินาที แต่จำกัดความเร็วไว้ที่ 210 กม./ชม.

 

AUDI A4 G-TRON

DSC_2138 (Copy)

เปิดตัวผ่านสื่อสารพัดชนิดมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนของปีแพะบ้า แต่ก็ยังถือว่าเป็นการปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นกัน คือ รถเก๋งซีดาน เอาดี เอ 4 (AUDI A4) และรถเก๋งตรวจการณ์ เอาดี เอ 4 อาวันท์ (AUDI A4 AVANT) ของค่าย “สี่ห่วง” นับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่นที่ 5 และนับเป็นรถเยอรมันพันธุ์แท้อีกอนุกรมหนึ่งที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย คือ มีทั้งรถขับล้อหน้ารถขับทุกล้อ มีทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินรถติดตั้งเครื่องยนต์ไฮบริดและรถติดตั้งระบบขับไฮบริด ที่พิเศษกว่าก็คือ จะมีรถที่ใช้แกสธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงให้เลือกด้วย คือ รถติดป้ายชื่อ เอาดี เอ 4 จี-ทรอน ที่กำลังอวดตัวอยู่ในขณะนี้ เป็นรถที่ยังไม่มีขายจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบอย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า TYPE APPROVAL เสียก่อน รถโมเดลนี้มีอัตราสิ้นเปลืองแกสที่น่าประทับใจมาก คือ แค่ 4 กก./100 กม. และจะเดินทางได้ไกลถึง 950 กม. เมื่อเติมแกสเต็มถัง

 

AUDI S4

DSC_2130 (Copy)

ที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นการปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” โดยไม่ต้องเกรงต้องกลัวว่าจะมีคนสวมเสื้อสีใดๆ ชุมนุมประท้วง คือรถแรงโมเดลหัวกะทิ ซึ่งปรากฏตัวในงานนี้ทั้งตัวถังซีดานซึ่งติดป้ายชื่อ เอาดี เอส 4 (AUDI S4) และตัวถังตรวจการณ์ซึ่งติดป้ายชื่อ เอาดี เอส 4 อาวันท์ (AUDI S4 AVANT) ทั้ง 2 แบบนี้เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ (QUATTRO) ด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 6 สูบ ความจุ 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 260 กิโลวัตต์/354 แรงม้า รถซีดานจึงใช้เวลาเพียง 4.7 วินาทีในการทำอัตราเร่ง 0-100 กม. ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่น่าพอใจมาก คือ น้อยกว่า 7.4 ลิตร/100 กม. หรือมากกว่า 13.5 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 170 กรัม/กม. ตัวเลขจะเปลี่ยนไปบ้างเมื่อเป็นรถตรวจการณ์

 

PORSCHE MISSION E CONCEPT

DSC_2569 (Copy) DSC_2305 (Copy)

หนึ่งในบรรดารถไม่กี่คันที่กล่าวได้เต็มเสียงว่าเป็นดาวดวงเด่นของมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งนี้คือรถติดป้ายชื่อ โพร์เช มิสชัน อี คอนเซพท์ ซึ่งอวดตัวแบบ WELTPREMIERE ในบูธของยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองเบียร์ เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถสปอร์ทพลังไฟฟ้าที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดในปี 2019 หรือ 2020 ตัวถังนั่ง 4 คน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากันนิดหน่อยเมื่อเทียบกับรถเก๋งแฮทช์แบค โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุดซึ่งให้กำลังรวมสูงกว่า 440 กิโลวัตต์/600 แรงม้า และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีสมรรถนะความเร็วระดับเดียวกับรถ โพร์เช 911 เทอร์โบ (PORSCHE 911 TURBO) รุ่นปัจจุบัน นั่นคือ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จะทำได้ในเวลาประมาณ 3.5 วินาที มีแบทเตอรี และระบบประจุไฟที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งทำให้รถไฟฟ้าพลังสูงแบบนี้จะวิ่งได้ไกลถึง 500 กม.

 

PORSCHE 911 CARRERA/CARRERA S

DSC_2333 (Copy)

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ รถ โพร์เช 911 (รหัสรุ่น 991) ที่ได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และมีกำหนดออกโชว์รูมในเดือนธันวาคมนี้ ในส่วนของตัวถังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่หลายจุด ที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ดวงโคมไฟหน้าดวงโคมไฟท้ายกับช่องดักลมทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ในส่วนของเครื่องยนต์กลไกจุดที่เป็นสาระสำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์หายใจอากาศธรรมดา เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซิน DOHC 4 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) ความจุ 2,981 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงสุด 272 กิโลวัตต์/370 แรงม้า เมื่อติดตั้งในรถ โพร์เช 911 คาร์เรรา และเพิ่มเป็น 309 กิโลวัตต์/420 แรงม้า ในบลอคที่ติดตั้งในรถ โพร์เช 911 คาร์เรรา เอส ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนารถรุ่นนี้บอกว่า เป้าหมายหลักในการเปลี่ยน คือ เพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ซึ่งทำได้ยากมากหากใช้เครื่องยนต์แบบเดิม

 

OPEL ASTRA

DSC_1614 (Copy)

เปิดตัวผ่านสารพัดสื่อเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2015 แต่ตัวจริงเสียงจริงเพิ่งปรากฏตัวให้ผู้คนได้สัมผัสกันเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ รถเก๋งขนาดเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ โอเพล อัสตรา ที่ครั้งหนึ่งเคยมีขายในบ้านเราแต่ขณะนี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ถือเป็นการปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ทั้งตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค และตัวถังตรวจการณ์ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า โอเพล อัสตรา สปอร์ทส์ ทัวเรอร์ (OPEL ASTRA SPORTS TOURER) รถทั้ง 2 แบบนี้มีกำหนดออกโชว์รูมในเดือนตุลาคม พร้อมกับคำโฆษณา SMALLER EXTERIOR WITH LARGER INTERIOR หรือ “ตัวถังเล็กลง แต่ห้องโดยสารกว้างขึ้น” เช่นเดียวกับรถรุ่นก่อนๆ ซึ่งออกขายไปแล้วรวม 6 รุ่น รถรุ่นใหม่นี้มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย เครื่องเบนซินขนาดใหญ่ที่สุดเป็นเครื่องเทอร์โบฉีดตรง 2.0 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ส่วนเครื่องดีเซลเป็นเครื่องเทอร์โบฉีดตรง 1.6 ลิตร 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า

 

BORGWARD BX7

DSC_1864 (Copy)

บอร์กวอร์ด (BORGWARD) รถยนต์สายพันธุ์เยอรมันซึ่งเคยมีการผลิตระหว่างปี 1929-1961 และต้องตายไปเพราะผู้ผลิตประสบภาวะล้มละลาย กลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งที่งานนี้ พร้อมกับการปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ของรถติดป้ายชื่อ บอร์กวอร์ด บีเอกซ์ 7 ซึ่งผู้ผลิตยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 จะเริ่มการจำหน่ายในสาธารณรัฐประชาชนจีน และภายในเวลาไม่เกิน 2 ปีนับจากนี้จะเริ่มมีขายทั้งในเยอรมนีและประเทศอื่นๆ ในยุโรป เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดกลางในตัวถังขนาด 4.713×1.911×1.677 ม. ซึ่งออกแบบให้นั่งได้ 5-7 คน และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.37 หน้าตาและรูปทรงองค์ของตัวถัง พิจารณาในช่วงเวลาสั้นๆ ฟันธงได้เลยว่าไม่น่าจะไปได้ไกลสักเท่าไร ? เพราะหาจุดเด่นไม่เจอแม้เพียงจุดเดียว หากอยู่ในตลาดได้ 4-5 ปีแล้วกลับไปนอนในหลุมเหมือนเดิม ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องประหลาดใจอะไร

 

SEAT LEON CROSS SPORT

DSC_2540 (Copy)

ผลงานใหม่เพียงชิ้นเดียวในบูธของผู้ผลิตรถยนต์เมืองกระทิงดุที่สมควรนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง คือรถติดป้ายชื่อ เซอัต เลอน ครอสส์ สปอร์ท ซึ่งปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่พัฒนาและดัดแปลงจากรถตลาด เซอัต เลอน เอสซี (SEAT LEON SC) เพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์จากรถแฮทช์แบคหน้าตาธรรมด๊าธรรมดา เป็นรถเก๋งสปอร์ท 2 ประตูที่มีส่วนท้ายคล้ายรถคูเป การดัดแปลงที่ว่านี้รวมทั้งการขยายช่องดักอากาศ การเพิ่มความสูงใต้ท้องรถประมาณ 4 ซม. และการใช้กระทะล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วที่เคลือบสีแบบ TWO-TONE ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 221 กิโลวัตต์/300 แรงม้า ซึ่งติดตั้งอยู่แล้วขณะนี้ในรถตลาดติดป้ายชื่อ เซอัต เลอน คิวปรา (SEAT LEON CUPRA) ที่น่าเสียดายสำหรับผู้ที่อาจโดนใจรถแนวคิดคันนี้ก็คือ ผู้ผลิตรถยนต์เมืองกระทิงดุไม่ยอมยืนยันว่าตั้งใจจะทำขายหรือไม่ ?

 

SKODA SUPERB COMBI

DSC_2280 (Copy)

ผู้ผลิตรถยนต์ของสาธารณรัฐเชคก็เป็นผู้ผลิตรถยนต์ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ โฟล์คสวาเกน อีกรายหนึ่งซึ่งมีผลงานใหม่ที่น่ากล่าวถึงเพียงชิ้นเดียว คือ สโกดา ซูเพิร์บ คมบี ที่เพิ่งออกงานเป็นครั้งแรก เป็นรถเก๋งตรวจการณ์กลางที่ไม่ได้ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน หากต่อยอดมาจากรถเก๋งซีดาน สโกดา ซูเพิร์บ (SKODA SUPERB) รุ่นล่าสุดซึ่งเป็นรถรุ่น 3 ผู้ผลิตโอ่อวดโดยไม่รู้สึกกระดากว่าเป็นรถที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดทั้งในด้านการออกแบบและเทคโนโลยี ดูด้วยสายตาแล้วก็ไม่รู้สึกคล้อยตามสักเท่าไร เพราะจากที่เห็นในงานนี้ที่ต้องยอมรับว่าดีจริง น่าจะมีอยู่เพียงอย่างเดียว คือ บรรดา “พริทที” ที่ยืนเรียงรอบตัวรถ นับเป็นรถยุโรปอีกแบบหนึ่งที่มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อย่างจุใจ เครื่องเบนซินขนาดโตที่สุดเป็นเครื่องเทอร์โบฉีดตรง 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 206 กิโลวัตต์/280 แรงม้า ส่วนเครื่องดีเซลเป็นเครื่องเทอร์โบฉีดตรง 2.0 ลิตร 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า

 

ROLLS-ROYCE DAWN

DSC_1477 (Copy)

น่าจะคึกคักคับคั่งแต่บูธของยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองผู้ดีกลับดูหงอยเหงาพิกล ทั้งๆ ที่มีรถสุดหรูอัครฐานติดป้ายชื่อ โรลล์ส-รอยศ์ ดอว์น ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เป็นนางกวัก เป็นรถเปิดประทุนในตัวถังขนาด 5.285×1.947×1.502 ม. ที่พัฒนาจากตัวถังคูเปของรถ โรลล์ส-รอยศ์ เรธ (ROLLS-ROYCE WRAITH) และมีชิ้นส่วนตัวถังที่ทำขึ้นใหม่ถึงร้อยละ 80 ห้องโดยสารที่ออกแบบให้นั่งรวม 4 คน เป็นห้องโดยสารของรถเปิดประทุนที่ค่ายนี้ยืนยันว่า “เงียบที่สุดในโลก” มีระดับเสียงรบกวนจากภายนอกระดับเดียวกับรถคูเปซึ่งเป็นที่มา ประทุนหลังคาแบบอ่อนซึ่งทำจากผ้าแฟบริค เปิด/ปิดโดยการกดปุ่มโดยใช้เวลา 21 วินาที มีกำหนดออกตลาดตอนต้นปีวานร พร้อมกับเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 12 สูบ 6,592 ซีซี 420 กิโลวัตต์/570 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อหลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และป้ายค่าตัว 250,000 ปอนด์

 

MINI CLUBMAN

DSC_1442 (Copy) DSC_1448 (Copy)

เห็นกันจนชินตาเพราะอวดตัวผ่านสื่อสารพัดชนิดมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน การปรากฏตัวจริงเสียงจริงแบบ “ครั้งแรกในโลก” ของรถเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ มีนี คลับแมน จึงไม่ยักกะหวือหวาฟู่ฟ่าเหมือนที่น่าจะเป็นเป็นรถรุ่นใหม่ที่รูปลักษณ์เปลี่ยนจากรถรุ่นเดิมจนน่าจะเปลี่ยนชื่อรุ่นให้รู้แล้วรู้รอดกันไป ที่เห็นได้ชัดที่สุดและน่าจะขัดใจคนรักรถแบบรถอยู่มากก็คือ การเปลี่ยนประตูข้างจากประตูที่มีลักษณะเฉพาะตัวในรถรุ่นเดิม เป็นประตูเหมือนรถตรวจการณ์ทั่วไปไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นให้กล่าวถึง เริ่มออกโชว์รูมในเมืองผู้ดีไปแล้ว โดยมีรถให้เลือกรวม 3 โมเดล คือ MINI COOPER CLUBMAN (100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า) MINI COOPER S CLUBMAN (141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า) MINI COOPER D CLUBMAN (110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า) ทุกโมเดลมีระบบเกียร์ให้เลือก 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 หรือ 8 จังหวะ STEPTRONIC

 

BENTLEY BENTAYGA

DSC_2821 (Copy)

อีกคันหนึ่งที่ตีตราได้เลยว่าเป็น “ดาวดวงเด่น” ของงานนี้ คือ เบนท์ลีย์ เบนเทย์กา รถมีชื่อคล้ายชื่อดาวเตะทีมหงส์แดง ซึ่งก็เป็นรถใหม่เอี่ยมแกะกล่องอีกคันหนึ่งที่ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” และทำให้บูธของค่ายนี้ซึ่งก็คับแคบอยู่แล้วกลายสภาพเป็นตลาดนัด เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบแรกของค่ายนี้ที่เป็นข่าวมานมนาน ในเมืองผู้ดีเปิดรับการสั่งจองแล้วด้วยค่าตัวระดับ 130,000 ปอนด์ หรือประมาณ 7.15 ล้านบาทไทย แต่ต้องรอจนเลยวันปีใหม่นั่นแหละรถคันแรกจึงจะส่งถึงมือผู้ซื้อ เป็นรถขนาดโตเต็มพิกัดในตัวถัง 5.141×1.998×1.742 ม. ติดตั้งเครื่องทวินเทอร์โบเบนซิน DOHC ดับเบิลยู 12 สูบ 5,998 ซีซี 447 กิโลวัตต์/608 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิตเห็นแล้วต้องขยี้ตา อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 4.1 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด คือ 301 กม./ชม.

 

JAGUAR F-PACE

DSC_1050 (Copy)

น่าจะติดอันดับ “ดาวดวงเด่น” กับเขาเหมือนกัน คือ แจกวาร์ เอฟ-เพศ รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์แบบแรกของค่าย “แมวป่า” ซึ่งก็อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นกัน เป็นรถขนาดกลางในตัวถัง 4.731×1.936×1.652 ม. ซึ่งออกแบบโดยทีมงานที่มี เอียน คัลลัม (IAN CALLUM) นักออกแบบชื่อก้องเป็นผู้นำ เปิดรับการสั่งจองแล้วด้วยค่าตัวซึ่งเริ่มต้นที่ระดับ 34,170 ปอนด์ หรือประมาณ 1.85 ล้านบาทไทย แบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 5 ระดับ กำกับด้วยรหัส PRESTIGE-R SPORT-PORTFOLIO-S-FIRST EDITION มีทั้งแบบขับล้อหลังขับทุกล้อและมีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,999 ซีซี 132 กิโลวัตต์/180 แรงม้า เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 2,993 ซีซี 221 กิโลวัตต์/300 แรงม้า และเครื่องเบนซินฉีดตรงติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ DOHC วี 6 สูบ 2,995 ซีซี 280 กิโลวัตต์/380 แรงม้า

 

TESLA MODEL S P90D

DSC_2633 (Copy)

จุดโฟคัสสายตาในบูธของ เทสลา มอเตอร์ส (TESLA MOTORS) บริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าของเมืองมะกันคือรถติดป้ายชื่อ เทสลา โมเดล เอส พี 90 ดี รถโมเดลใหม่ล่าสุดที่นักวิจารณ์บางผู้บางคนสดุดีว่าเป็น THE BEST ELECTRIC CAR EVER MADE หรือ “รถไฟฟ้าเยี่ยมยอดที่สุดเท่าที่มีการผลิตขึ้นในโลก” จุดสำคัญที่ทำรถรุ่นนี้เหนือกว่ารถพลังไฟฟ้า เทสลา โมเดล เอส โมเดลอื่นๆ คือ การติดตั้งแบทเตอรีขนาดโตกว่ารถโมเดลอื่นทุกโมเดล เป็นแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งทำให้รถเดินทางได้ไกลถึง 435 กม. ต่อการประจุไฟแต่ละครั้ง ราคาในสหรัฐอเมริกาของรถโมเดลนี้คือ 85,000 เหรียญ หรือประมาณ 2.21 ล้านบาทไทย สมรรถนะความเร็วตามอัตราเร่งของผู้ผลิต เห็นตัวเลขแล้วไม่อยากเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่รถไฟฟ้าทำได้ นั่นคือ อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 2.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด คือ 250 กม./ชม.

 

BUGATTI VISION GRAN TURISMO

DSC_2463 (Copy) IAA 05 (Copy)

เรียกความสนใจจากผู้คนได้อย่างล้นหลามอย่างที่เห็นในภาพใหญ่ (เป็น 1 ในบรรดาภาพถ่ายรวม 4 ภาพในรายงานนี้ ที่เป็นผลงานของผู้จัดงาน) คือ รถติดป้ายชื่อ บูกัตตี วิชัน กรัน ตูริสโม ผลงานชิ้นล่าสุดของผู้ผลิตรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของค่าย “สี่ห่วง” เป็นรถแนวคิดซึ่งบ่งบอกความน่าจะเป็นของรถสปอร์ทรุ่นใหม่ ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดในปี 2017 พร้อมกับป้ายชื่อ บูกัตตี ชีรน (BUGATTI CHIRON) แทนที่รถรุ่นเดิมคือ บูกัตตี เวย์รน (BUGATTI VEYRON) ซึ่งขายได้ครบ 450 คันตามเป้าหมาย และเลิกผลิตไปแล้วเมื่อฤดูใบไม้ผลิของปีแพะบ้า เป็นรถแนวคิดที่ผู้รังสรรค์บอกว่า “แสดงให้เห็นในรูปทรงและภาษาของการออกแบบ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์บทใหม่ของ บูกัตตี ที่เริ่มต้นหลังการสิ้นสุดของศักราชแห่งรถเวย์รน” เป็นคำที่ฟังไพเราะแต่ไม่สมจริง เพราะรถแนวคิดคันนี้ดูแล้วก็ไม่ได้แหวกแนวจากรถรุ่นเดิมสักเท่าไร

 

LAMBORGHINI HURACAN LP 610-4 SPYDER

DSC_2458 (Copy) DSC_2431 (Copy)

มีรถสปอร์ทเปิดประทุนสายพันธุ์อิตาลี 2 คัน ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ แต่อยู่กันต่างฮอลล์ต่างอาคาร คันแรกที่อวดโฉมในภาพใหญ่ซ้ายมือคือ ลัมโบร์กินี อูรากัน แอลพี 610-4 สไปเดอร์ ผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของค่าย “กระทิงดุ” ปรากฏตัวในชั้นล่างของอาคารหมายเลข 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ของผู้ผลิตรถยนต์ในเครือข่ายของยักษ์ใหญ่ โฟล์คสวาเกน เป็นรถเปิดประทุนในตัวถังขนาด 4.459×1.924×1.180 ม. ที่พัฒนาจากตัวถังคูเปหลังคาแข็งของรถชื่อเดียวกันที่เริ่มจำหน่ายเมื่อกลางปี 2014 ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อนซึ่งมีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ สีน้ำตาล สีแดง เป็นประทุนหลังคาที่บังคับเปิด/ปิดโดยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียวที่ติดตั้งอยู่ตรงอุโมงค์กลาง การเปิด หรือปิดแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 17 วินาที และทำได้เมื่อรถยังวิ่งเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. จะเริ่มการจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปีวานร พร้อมกับป้ายค่าตัว 186,450 ยูโร เป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษี

 

FIAT 500 COMICS EDITION

DSC_1755 (Copy)

สินค้ารถยนต์ตัวเก่งของยักษ์ใหญ่เมืองมะกะโรนีเปิดตัวในเมืองแม่มาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม การออกงานเป็นครั้งแรกที่งานนี้ความสนใจจากสื่อมวลชนจึงค่อนข้างเบาบาง เป็นรถที่ผู้ผลิตยืนยันว่าเป็นรถรุ่นใหม่ที่แท้จริง ไม่ใช่รุ่นใหม่แบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เท่านั้น แถมยืนยันนั่งยันตีลังกายันด้วยว่ามีชิ้นส่วนที่ไม่เหมือนเดิมมากกว่า 1,800 รายการ แต่หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถัง หากไม่รักกันจริงก็อาจจะบอกไม่ถูกว่าคันไหนรุ่นใหม่ ? คันไหนรุ่นเก่า ? ที่เปลี่ยนแปลงจริงแต่ไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา คือ การปรับปรุงด้านเครื่องยนต์ซึ่งส่งผลเป็นอย่างมากต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและปริมาณไอพิษที่ปล่อยจากท่อไอเสีย คันที่เห็นในภาพซึ่งติดป้ายชื่อ เฟียต 500 โคมิคส์ เอดิชัน (FIAT 500 COMICS EDITION) เป็นรถที่ตกแต่งตัวถังเป็นพิเศษ ตามกลยุทธ์การขายที่ตั้งชื่อว่า SECOND SKIN ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อรถเลือกแต่งรถตามแบบที่ชอบ

 

ALFA ROMEO GIULIA QUADRIFOGLIO

DSC_1851 (Copy)

 

เปิดตัวครั้งแรกในเมืองมะกะโรนีตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน แต่ก็ถือว่าการปรากฏตัวของรถติดป้ายชื่อ อัลฟา โรเมโอ จูลีอา ในงานนี้เป็นการออกงานครั้งแรกเช่นกัน เป็นรถธงและรถแบบใหม่ในชื่อเก่า ที่ค่ายนี้เพิ่งบรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรุ่นเดิมคือ อัลฟา โรเมโอ 159 (ALFA ROMEO 159) ที่เริ่มจำหน่ายเมื่อกลางปี 2005 และเลิกผลิตไปแล้วประมาณ 2 ปี หน้าตาและรูปทรงองค์เอวตัวถังที่ออกแบบทั้งหมดตั้งแต่พื้นรถจรดหลังคา ทำให้สาวกบางคนของรถยี่ห้อนี้อาจผิดหวังบ้าง คันที่เห็นในภาพคือรถโมเดลหัวกะทิติดป้ายชื่อ อัลฟา โรเมโอ จูลีอา กวาดริโฟกโล ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินขนาด 2.9 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 510 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 307 กม./ชม. กำหนดรับใบสั่งจองในไตรมาสสุดท้ายของปีแพะ ด้วยค่าตัว 79,000 ยูโร

 

FERRARI 488 SPIDER

DSC_1842 (Copy) DSC_1835 (Copy)

รถสปอร์ทเปิดประทุนสายพันธุ์อิตาลีอีกคันหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ แฟร์รารี 488 สไปเดอร์ ที่อวดตัวในอาคารหมายเลข 6 ซึ่งเป็นฮอลล์ขนาดเล็กสุดของงานนี้ เช่นเดียวกับคู่แข่งซึ่งติดตรา “กระทิงดุ” รถเปิดประทุนติดโลโก “ม้าลำพอง” รุ่นนี้ไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถคูเป แฟร์รารี 488 จีทีบี (FERRARI 488 GTB) ตัวถังขนาด 4.568×1.952×1.211 ม. ติดตั้งประทุนหลังคาแบบแข็ง เปิด/ปิดโดยการกดปุ่มโดยใช้เวลาที่สั้นมาก คือ แค่ 14 วินาที เครื่องยนต์และระบบเกียร์ยกชุดจากรถคูเปซึ่งเป็นที่มา คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 8 สูบ 90 องศา 3,902 วินาที 492 กิโลวัตต์/670 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของค่าย “ม้าลำพอง” อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.0 วินาที ความเร็วสูงสุดสูงกว่า 325 กม./ชม.

 

PEUGEOT FRACTAL

DSC_1111 (Copy) DSC_1117 (Copy)

โดดเด่นสะดุดตาในพื้นที่ของค่าย “สิงห์เผ่น” คือ รถเล็กที่ความสำคัญไม่เล็ก เปอโฌต์ ฟแรคทัล ซึ่งเป็นอีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่ยักษ์รองเมืองน้ำหอมทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายหลัก 2 ข้อ คือ เป็นแนวทางในการออกแบบ URBAN COUPE หรือรถคูเปสำหรับใช้งานในตัวเมือง กับเพื่ออวดเทคโนโลยการออกแบบห้องโดยสารที่เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า I-COCKPIT INTERIOR DESIGN ตัวถังยาว 3.81 ม. และกว้าง 1.77 ม. ซึ่งติดตั้งหลังคาแข็งแบบถอดออกได้และมีประตูข้างเพียง 2 บาน ติดตั้งระบบขับทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 75 กิโลวัตต์/102 แรงม้า จำนวน 2 ชุด ทำงานร่วมกันกับแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมงซึ่งติดตั้งตรงกลางรถ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.8 วินาที และประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งจะวิ่งได้ไกลถึง 450 กม.

 

CITROEN CACTUS M

DSC_1254 (Copy)

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” และดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากพอสมควรคือ ซีตรอง คักตุส แอมม์ รถหน้าตาคิกขุของค่าย “จ่าโท” เป็นรถแนวคิดที่พัฒนาจากรถตลาดติดป้ายชื่อ ซีตรอง เซกัตร์ คักตุส (CITROEN C4 CACTUS) ซึ่งเพิ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อกลางปี 2014 โดยดัดแปลงรูปลักษณ์จากรถเก๋ง 5 ประตูแฮทช์แบคที่มีหน้าตาเหมือนรถกิจกรรมกลางแจ้ง เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ 2 ประตูเปิดประทุน ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อนที่สามารถดัดแปลงเป็นกระโจมได้เมื่อต้องการ ตัวถังขนาด 4.160×1.730×1.480 ม. มีห้องโดยสารที่เจาะรูระบายน้ำไว้ที่พื้นรถ รวมทั้งหุ้มเก้าอี้ที่นั่งและแผงหน้าปัดอุปกรณ์ก็ทำด้วยวัสดุที่ใช้ในการผลิตเสื้อกันฝน คนตัวเปียกจึงเข้าไปนั่งได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวแห้งเสียก่อน ค่าย “จ่าโท” บอกว่าการออกแบบรถแนวคิดคันนี้ได้แรงบันดาลใจจากรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเบาที่เคยผลิตในช่วงปี 1968-1988 คือ รถ CITROEN MEHARI

 

DS4 CROSSBACK

DSC_2652 (Copy)

เดแอส (DS) รถยี่ห้อใหม่ซึ่งเพิ่งแยกตัวเป็นเอกเทสจากยี่ห้อ ซีตรอง (CITROEN) ได้ไม่ครบปี ใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวรถ เดแอส กัตร์ (DS4) รุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 2 รวมทั้งเพิ่มทางเลือกให้แก่คนรักรถอนุกรมนี้โดยทำรถเป็น 2 รูปลักษณ์ คือ เป็นรถเก๋ง 5 ประตูแฮทช์แบคหน้าตาธรรมด๊าธรรมดาและติดป้ายชื่อ DS4 เหมือนรถรุ่นแรก กับเป็นรถเก๋งกึ่งรถกิจกรรมกลางแจ้งติดป้ายชื่อ DS4 CROSSBACK ซึ่งมีที่ว่างใต้ท้องรถสูงกว่ารถแบบแรก 3.0 ซม. รวมทั้งติดตั้งล้อขนาดโตกว่า มีการตกแต่งเพิ่มเติมในหลายจุด และติดรางยึดบนหลังคาไว้ด้วย ทั้ง 2 รูปลักษณ์นี้จะมีแต่รถขับล้อหน้า ไม่มีระบบขับทุกล้อเหมือนรถกิจกรรมกลางแจ้งทั่วไป และเฉพาะรูปลักษณ์หลังซื้อค่าตัวในเมืองน้ำหอมเริ่มต้นที่ 28,370 ยูโร จะมีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน 96 กิโลวัตต์/130 แรงม้า กับเครื่องดีเซล 88 กิโลวัตต์/120 แรงม้า กับ 133 กิโลวัตต์/180 แรงม้า

 

RENAULT MEGANE

DSC_1290 (Copy)

ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมนำรถตลาดรุ่นใหม่ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ถึง 2 อนุกรม อนุกรมแรกคือ รถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ เมกาน ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 4 และมีกำหนดออกโชว์รูมในเมืองน้ำหอมตอนต้นปี 2016 ตัวถังวัดได้ยาว 4.359 ม. และสูง 1.447 ม. คือ ยาวและเตี้ยกว่าตัวถังแบบเดียวกันของรถรุ่นเดิม 6.4 และ 2.5 ซม. ตามลำดับ ช่วงฐานล้อก็ขยายเป็น 2.669 คือ ยาวขึ้น 2.8 ซม. หน้าตาโดยรวมกล่าวได้โดยไม่ลังเลว่าดูดีกว่ารุ่นก่อน เมื่อเริ่มออกจำหน่ายจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อย่างหลากหลายถึง 6 ขนาด เป็นเครื่องเบนซินให้กำลังสูงสุด 74 กิโลวัตต์/100 แรงม้า-151 กิโลวัตต์/205 แรงม้า รวม 3 เครื่อง และเป็นเครื่องดีเซลให้กำลังสูงสุด 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า-121 กิโลวัตต์/165 แรงม้า รวม 3 เครื่อง ส่วนระบบเกียร์มี 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 หรือ 7 จังหวะ

 

RENAULT TALISMAN

DSC_1296 (Copy)

รถตลาดอีกอนุกรมหนึ่งที่พบได้ในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมซึ่งอยู่ในอาคารหมายเลข 8 อาคารเดียวกันกับผู้ผลิตรถยนต์สายพันธุ์ฝรั่งเศสยี่ห้ออื่นทุกยี่ห้อ คือ รถเก๋งขนาดกลางติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ ตาลิสมอง ซึ่งตัวถังซีดานเปิดตัวไปก่อนแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมและมีกำหนดออกตลาดก่อนสิ้นปีแพะบ้า ส่วนตัวถังตรวจการณ์ซึ่งมีกำหนดออกโชว์รูมในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 เพิ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถเก๋งขนาดกลางค่อนข้างใหญ่อนุกรมใหม่ในชื่อใหม่ ที่ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมบรรจุเข้าสายการผลิตแทนที่รถเก๋งรุ่นเดิม 2 อนุกรม คือ เรอโนลต์ ลากูนา (RENAULT LAGUNA) กับ เรอโนลต์ ลาทิจูด (RENAULT LATITUDE) ทั้งรถซีดานและรถตรวจการณ์ซึ่งตัวถังโตเท่ากันในทุกมิติ คือมีขนาด 4.860×1.870×1.460 ม. เป็นรถที่ออกแบบและพัฒนาโดยใช้พแลทฟอร์มรหัส CMF-CD ซึ่งเป็นผลงานพัฒนาจากความร่วมมือกับค่าย นิสสัน ของญี่ปุ่นที่ค่ายนี้ถือหุ้นเป็นบางส่วน

 

HYUNDAI VISION G

DSC_1738 (Copy)

ผู้ผลิตรถยนต์หมายเลขหนึ่งของเมืองโสมขาว ตั้งอกตั้งใจดึงดูดความสนใจของสื่อมวลชนในยุโรปด้วย ฮันเด วิชัน จี ซึ่งอวดตัวครั้งแรกที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางเดือนสิงหาคมและฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดซึ่งยักษ์ใหญ่ของเมืองโสมบอกอย่างเป็นทางการว่า จะให้แรงบันดาลใจในการออกแบบรถระดับพรีเมียมที่จะออกสู่ตลาดในอนาคต เป็นคำอธิบายที่ทำให้บรรดาเกจิอาจารย์สายรถยนต์บางคนทึกทักสรุปเอาเองว่า คือ รถ ฮันเด เจเนซิส คูเป (HYUNDAI GENESIS COUPE) ซึ่งอีกไม่นานก็จะถึงกำหนดออกตลาดนั่นเอง เป็นรถออกแบบ/พัฒนาในสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องให้เครดิทแก่ พีเทร์ ชเรเยร์ (PETER SCHREYER) คนดังซึ่งขณะนี้เป็นทั้งประธานและหัวหน้าทีมออกแบบของฮันเด ตัวถังซึ่งดูแปลกตาเมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ ในสายการผลิตปัจจุบัน มีเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่มากมาย ตัวอย่างคือประตูที่เปิดได้เองเมื่อผู้ขับเดินเข้าใกล้

 

KIA SPORTAGE

DSC_2761 (Copy)

เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ที่ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนได้มากอีกคันหนึ่งคือ เกีย สปอร์เทจ รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 4) ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ และจะเริ่มออกจำหน่ายทั่วทวีปยุโรปในไตรมาสแรกของปี 2016 พร้อมกับการรับประกัน 7 ปี หรือการใช้งาน 150,000 กม. เป็นรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง มีขนาดตัวถัง 4.480×1.855×1.635 ม. คือ ยาวขึ้น 4.0 ซม. แต่กว้างและสูงเท่าเดิมเมื่อเทียบกับตัวถังของรถรุ่นเก่าซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อต้นปี 2010 นอกจากรูปทรงองค์เอวของตัวถังภายนอกที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะส่วนหน้ารถ ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้เป็นเจ้าของรถรุ่นก่อน รุ่นที่กำลังจะออกขายในตลาดยุโรปมีทั้งรถขับล้อหน้ารถขับทุกล้อ และจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกถึง 5 ขนาด เป็นเครื่องเบนซิน 5 ขนาด กับเครื่องดีเซล 3 ขนาด

 

SSANGYONG XLV-AIR

DSC_1407 (Copy)

หากความจำไม่เลอะเลือน นี่คือครั้งแรกที่ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์เล็กของเมืองโสมนำผลงานออกอวดในงานมหกรรมยานยนต์รายการนี้ นอกเหนือจากรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็ก ซังยง ติโวลี (SSANGYONG TIVOLI) ที่เพิ่งออกจำหน่ายไม่กี่เดือนแล้ว ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจจากบรรดาสื่อมวลชทั้งหัวดำหัวขาวหัวสีเทาและหัวสีทองได้อย่างดี คือ รถติดป้ายชื่อ ซังยง เอกซ์แอลวี-แอร์ ไม่ใช่รถที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาอีดทอดหนี่งจากรถ ซังยง เอกซ์แอลวี คอนเซพท์ (SSANGYONG SLV CONCEPT) ซึ่งปรากฏตัวที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2014 ที่ยืนยันได้เช่นกันก็คือ เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถกิจกรรมกลางแจ้ง ซังยง ติโวลี อีกรูปลักษณ์หนึ่งที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดภายในปี 2016 เป็นรถที่ออกแบบให้นั่งได้มากถึง 7 คน ห้องโดยสารจึงติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว และตัวถังก็จะยืดยาวขึ้นประมาณ 28 ซม.

 

NISSAN GRIPZ CONCEPT

DSC_2716 (Copy) DSC_2736 (Copy)

รถแนวคิดที่หน้าตาและรูปทรงองค์เอวดูสวิงสวาย เห็นแล้วอยากส่ายเอวและส่ายหน้า เป็นตำแหน่งที่สมควรที่หยิบยกให้แก่ นิสสัน กริพซ์ คอนเซพท์ ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องยังไม่หมองมัว ซึ่งยักษ์รองเมืองยุ่นนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่รูปทรงองค์เอวตัวถังออกแบบในอังกฤษแต่ชิ้นส่วนภายในห้องโดยสารออกแบบโดยทีมงานในญี่ปุ่น ผู้รังสรรค์บอกว่าเป็นก่อกำเนิดโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถแรลลีลุยทะเลทรายและจักรยานถีบที่ใช้ในการแข่งขัน เป็นรถที่ออกแบบสำหรับผู้ใช้รถวัยหนุ่มวัยสาวที่คาดหวังสิ่งใหม่ รวมทั้งเป็นนวัตกรรมที่บ่งชี้อนาคตของค่ายนี้ได้อย่างชัดเจน ตัวถังขนาด 4.100×1.890×1.500 ม. มีจุดโดดเด่นสะดุดตาสะดุดใจอยู่มากมาย รวมทั้งประตูข้างที่เปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันตัวกลาง ที่น่าสนใจแม้ว่ารายละเอียดเล็ดลอดออกมาน้อยมาก คือ ระบบขับ ซึ่งยักษ์รองเมืองยุ่นบอกแต่เพียงว่าเป็นระบบขับไฮบริด

 

MAZDA KOERU

DSC_1339 (Copy) DSC_1330 (Copy)

หน้าตายังกะรถตลาดที่กำลังจะเข้าสู่สายการผลิต แต่ที่จริงยังติดป้ายว่าเป็นรถแนวคิด คือ รถติดป้ายชื่อ มาซดา โคเอะรุ ซึ่งยักษ์เล็กเมืองยุ่นนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด และเป็นต้นแบบของรถรุ่นใหม่ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดภายในปี 2017 เป็นรถที่ออกแบบและพัฒนาโดยไม่ใช้พแลทฟอร์มแบบใดๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และจะเป็นการบังเอิญหรือตั้งใจไม่มีใครกล้ายืนยัน ที่สัดส่วนตัวถังของรถแนวคิดคันนี้ใกล้เคียงกันมากกับของ มาซดา ซีเอกซ์-5 (MAZDA CX-5) รถตลาดรุ่นปัจจุบัน คือ มีตัวถังยาว 4.600 ม.และมีช่วงฐานล้อยาว 2.700 ม. ข้อมูลที่แจกให้แก่ผู้สื่อข่าวในรูปของอุปกรณ์อีเลคทรอนิคที่เรียกกันว่า “ยูเอสบี” ยักษ์รองเมืองยุ่นให้รายละเอียดไว้น้อยมาก ที่ชัดเจน ก็คือ ชื่อ KOERU เป็นภาษาญี่ปุ่น ตรงกับ EXCEED หรือ GO BEYOND หรือ “ไกลเกินความคาดหวัง”

 

HONDA CIVIC TOURER ACTIVE LIFE CONCEPT

DSC_1308 (Copy)

มีผลงานชิ้นใหม่ๆ อยู่หลายชิ้นในบูธของยักษ์รองเมืองยุ่นอีกรายหนึ่งซึ่งอยู่ในอาคารหมายเลข 9 หลังเดียวกันกับ มาซดา และ ซูซูกิ เดินไปเดินมาอยู่หลายตลบก็ยังคิดไม่ตกว่าสมควรจะเลือกชิ้นไหนมานำเสนอในรายงานนี้ ? เพราะดูแล้วไม่ค่อยมีที่น่าสนใจ ที่สุดก็ตัดใจเลือกคันนี้มา เป็นรถชื่อยาวเหยียด คือ ฮอนดา ซีวิค ทัวเรอร์ แอคทีฟ ไลฟ์ คอนเซพท์ ซึ่งเห็นแค่ชื่อรถชื่อรุ่นก็คงจะพอเข้าใจได้ว่า เป็นรถแนวคิดที่พัฒนาจากรถตลาด ฮอนดา ซีวิค ทัวเรอร์ ซึ่งเป็นรถเก๋งตรวจการณ์ที่พบได้แต่ในทวีปยุโรปไม่มีขายในญี่ปุ่น และแนวคิดของการพัฒนาคือ พื้นที่บรรทุกอันกว้างขวางกับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ที่น่าทึ่งก็คือในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สามาถทำสถิติด้านการประหยัดเชื้อเพลิงบันทึกไว้ใน GUINNESS WORLD RECORDS คือ วิ่งนาน 25 วัน ผ่าน 24 ประเทศในยุโรป เป็นระยะทาง 13,498 กม. โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 2.82 ลิตร/100 กม.

 

SUZUKI BALENO

DSC_1316 (Copy)

เป็นยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถเล็กที่น่าจับตามอง เพราะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอยู่เป็นระยะๆ ที่งานนี้สิ่งที่น่าสนใจของค่าย ซูซูกิ คือ การปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ของรถเล็กติดป้ายชื่อ ซูซูกิ บาเลโน เป็นรถแบบใหม่ในชื่อเก่า และเป็นรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดที่ค่ายนี้จะเริ่มนำออกสู่ตลาดในทวีปยุโรปเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 2016 คือ ประมาณไตรมาส 2 ของปี ตัวถังขนาด 3.995×1.745×1.470 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด มีรูปทรงองค์เอวที่แทบไม่ผิดเพี้ยนจากรถแนวคิด ซูซูกิ ไอเค-2 (SUZUKI IK-2) ซึ่งอวดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาเมื่อต้นเดือนมีนาคมของปีแพะบ้า เป็นรถขับล้อหน้าซึ่งจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 3 สูบเรียง 998 ซีซี 82 กิโลวัตต์/112 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน 4 สูบเรียง 1,242 ซีซี 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า รวมทั้งจะมีระบบขับ MILD-HYBRID ให้เลือกใช้ด้วย

 

INFINITI Q30

DSC_1890 (Copy)

ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกันคือ อินฟินิที คิว 30 รถระดับพรีเมียมขนาดเล็กกะทัดรัดที่คนรักรถรอคอยมานานเดือน เพราะค่ายนี้ยั่วกิเลสโดยนำตัวไม่จริงและเสียงก็ไม่จริงเพราะยังเป็นเพียงรถแนวคิดออกแสดงมาแล้วหลายครั้ง เป็นรถขนาดเล็กที่สุดและนับเป็นก้าวแรกที่ค่ายนี้ย่างเท้าเข้าสู่ตลาดของรถเก๋งขนาดเล็กกะทัดรัด มีกำหนดออกตลาดในทวีปยุโรปก่อนสิ้นปีแพะบ้า โดยตกแต่งและจัดอุปกรณ์เป็น 2 ระดับ กำกับด้วยรหัส PREMIUM กับ SPORT ตัวถังขนาด 4.425×2.083 (รวมกระจกมองข้าง)x1.475-1.495 ม.จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกถึง 5 ขนาด คือ เครื่องเบนซินฉีดตรง 1,595 ซีซี 90 กิโลวัตต์/122 แรงม้า หรือ 115 กิโลวัตต์/156 แรงม้า เครื่องเบนซินฉีดตรง 1,991 ซีซี 155 กิโลวัตต์/211 แรงม้า เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง 1,461 ซีซี 80 กิโลวัตต์/109 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง 2,143 ซีซี 125 กิโลวัตต์/170 แรงม้า

 

TOYOTA PRIUS 

DSC_1636 (Copy) DSC_1670 (Copy) (2)

ตั้งใจจัดไว้เป็นลำดับสุดท้ายไม่ใช่เพราะมีความสำคัญท้ายสุด คือ รถไฮบริดยอดนิยม โตโยตา ปรีอุส รุ่นใหม่ ซึ่งก็เป็นรถใหม่อีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ นับเป็นรถรุ่นที่ 4 และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่เมืองยุ่น เพราะเป็นรถรุ่นแรกของค่ายนี้ที่ออกแบบ/พัฒนาโดยใช้พแลทฟอร์มที่กำเนิดขึ้นตาม TNGA หรือ TOYOTA NEW GLOBAL ARCHITECTURE ซึ่งเป็นกลยุทธ์การออกแบบชิ้นส่วนที่ทำให้การพัฒนารถรุ่นใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุน เป็นรถรุ่นใหม่ที่ผู้ผลิตยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สร้างมาตรฐานขึ้นใหม่ทั้งในด้านการประหยัดเชื้อเพลิงด้านไอพิษและประสิทธิภาพการทำงาน ตัวถังขนาด 4.540×1.760×1.470 ม. ติดตั้งระบบขับไฮบริดที่พัฒนาขึ้นใหม่และผู้ผลิตยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด บอกอย่างคร่าวๆ แต่เพียงว่า ประหยัดเชื้อเพลิงถึงร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับระบบที่ติดตั้งในรถรุ่นเดิม



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา และผู้จัดงาน
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2558
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/rr62p
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th