ระเบียงรถใหม่
ถอดรหัส Ferrari Luce ซูเพอร์ซีดานไฟฟ้า ที่สร้างแรงสะเทือนทั่วโลก
ค่ำคืนวันที่ 25 พฤษภาคม 2026 ณ มหานครโรม ประเทศอิตาลี หน้าประวัติศาสตร์ที่จารึกมายาวนานกว่า 87 ปี ของค่ายม้าลำพองได้ถูกท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อ “Ferrari Luce” (แฟร์รารี ลูเช) (รหัสโครงการภายใน Type F222) ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100 % (Battery Electric Vehicle-BEV) รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ถูกเผยโฉมสู่สายตาชาวโลก
โครงการระดับเมกะพโรเจคท์นี้ผ่านกระบวนการวิจัย และพัฒนาอย่างเป็นความลับขั้นสุด ภายใต้การบัญชาการของ “Benedetto Vigna” (เบเนเดตโต วินญา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “John Elkann” (จอห์น เอลคานน์) ประธานบอร์ดบริหาร ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีใหม่เฉพาะรถรุ่นนี้มากถึง 60 สิทธิบัตร เพื่อเป็นหลักประกันว่าจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ และอารมณ์ร่วมแบบดั้งเดิม จะไม่สูญสลายไปในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไร้มลพิษ
เบื้องหลังการปฏิวัติการออกแบบ เกิดจากความร่วมมือที่เริ่มต้นในปี 2021 ระหว่างศูนย์ออกแบบ Ferrari Centro Stile ในมาราเนลโล ภายใต้การนำของ “Flavio Manzoni” (ฟลาวีโอ มันโซนี) และ LoveFrom สำนักออกแบบอิสระที่ก่อตั้งโดย “Sir Jony Ive” (เซอร์ โจนี ไอฟ์) อดีตหัวหน้าทีมดีไซจ์นระดับตำนานของ Apple ร่วมกับ “Marc Newson” (มาร์ค นิวสัน)
โครงสร้างทางวิศวกรรมของ Ferrari Luce ถูกขึ้นรูปใหม่ทั้งหมด บนพแลทฟอร์มเฉพาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยแชสซีส์ส่วนใหญ่ผลิตจากอลูมิเนียมรีไซเคิล ในสัดส่วนสูงถึง 75 % ส่งผลให้ความแข็งแกร่งต่อการบิดตัวเพิ่มขึ้นถึง 35 % เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Purosangue (ปูโรซังกเว)
ระบบขับเคลื่อนของ Luce ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวแยกอิสระในแต่ละล้อ (Quad-Motor Setup) โดยเลือกใช้มอเตอร์แบบซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (Radial-Flux Permanent-Magnet Synchronous Motors) ที่พัฒนา และประกอบขึ้นเองทั้งหมดภายในโรงงานแห่งใหม่ e-Building ณ เมืองมาราเนลโล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สืบทอดมาจากโครงการไฮเพอร์คาร์ Ferrari F80 (แฟร์รารี เอฟ 80) และองค์ความรู้จากทีมแข่ง Formula 1
ชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า เพลาคู่หน้าติดตั้งมอเตอร์ 2 ตัว (1 ตัวต่อล้อ) ทำรอบหมุนสูงสุดได้ 30,000 รตน. ให้กำลังสูงสุดต่อตัวที่ 141 แรงม้า แรงบิดสูงสุดต่อตัว 140 นิวทันเมตร สร้างกำลังรวมประจำเพลาหน้าได้ 282 แรงม้า
สำหรับเพลาหลังติดตั้งมอเตอร์ 2 ตัว (1 ตัวต่อล้อ) เช่นกัน แต่ขยับรอบหมุนสูงสุดไปที่ 25,500 รตน. ให้กำลังสูงสุดต่อตัวสูงถึง 416 แรงม้า พร้อมแรงบิด 355 นิวทันเมตร ให้กำลังรวม 831 แรงม้า แรงบิดสุทธิที่วัดได้จากมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรงจะอยู่ที่ 990 นิวทันเมตร แต่เมื่อผ่านชุดเกียร์ทดรอบประจำล้อแต่ละข้าง จะสามารถทวีคูณแรงบิดหมุนลงสู่พื้นถนนสูงสุดได้ถึง 11,500 นิวทันเมตร โดยแบ่งเป็นแรงบิดที่ล้อคู่หน้า 3,400 นิวทันเมตร และล้อคู่หลัง 7,750 นิวทันเมตร ในสภาวะเปิดใช้งานระบบ Launch Control
ระบบจัดเก็บพลังงานเป็นสถาปัตยกรรมแบทเตอรีแรงดันสูง ที่พัฒนาร่วมกับ SK On ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากประเทศเกาหลีใต้ โดยแบทเตอรีจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของแชสซีส์รถ เพื่อกระจายแรงกระแทก ตัวแพคแบทเตอรีมีความจุรวมอยู่ที่ 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำงานบนแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 880 โวลต์ มีน้ำหนักแพคแบทเตอรีรวม 630 กิโลกรัม โดยมีความหนาแน่นพลังงานระดับเซลล์อยู่ที่ 305 วัตต์ชั่วโมง/กิโลกรัม รองรับกำลังการชาร์จไฟกระแสตรงสูงสุดถึง 350 กิโลวัตต์ ทำให้อัดประจุพลังงานเข้าสู่แบทเตอรีได้ 70 กิโลวัตต์ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 20 นาที
การจัดวางตำแหน่งโมดูลแบทเตอรีถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดย 85 % ของโมดูลทั้งหมดจะถูกฝังเรียบอยู่ใต้พื้นรถยนต์ระหว่างเพลาล้อหน้า และหลัง ในขณะที่อีก 15 % ที่เหลือถูกวางซ้อน 2 ชั้นอยู่ภายใต้ตำแหน่งเบาะนั่งตอนหลังเพื่อปรับจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง ตัวโครงสร้างกล่องแบทเตอรีประกอบด้วยแผ่นป้องกันแรงกระแทกจากด้านล่าง และแผงระบายความร้อน พร้อมรองรับการถอดประกอบเพื่อเปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่เกิดความเสียหายโดยไม่กระทบต่อโครงสร้างหลักของตัวรถ
การควบคุมการปลดปล่อยพละกำลังของ Luce ถูกบริหารจัดการผ่านสวิทช์ E-Manettino บนพวงมาลัย โดยในโหมดแรก คือ “Range Mode” จะจำกัดกำลังรวมไว้ที่ 430 แรงม้า โดยระบบจะสั่งการให้ขับเคลื่อนล้อหลังเพียงอย่างเดียว และตัดการทำงานของมอเตอร์คู่หน้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 260 กม./ชม.
ถัดมาคือ “Tour Mode” จะเพิ่มกำลังรวมเป็น 617 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ทำความเร็วสูงสุดได้ 260 กม./ชม.
ส่วนใน “Performance Mode” พละกำลังจะถูกขยับขึ้นไปที่ 986 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ทำความเร็วสูงสุดได้ 310 กม./ชม.
และท้ายที่สุดกับโหมด “Launch Control” ที่เปิดทำงานผ่านก้านโยกจะรีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 1,036 แรงม้า ทำงานด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา และทำความเร็วสูงสุดได้ 310 กม./ชม.
ระบบส่งกำลังของ Ferrari Luce ถูกออกแบบมาในรูปแบบ "เกียร์เดี่ยวอัตราทดคงที่" โดยไม่มีการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ 1-2-3-4 เหมือนรถเครื่องยนต์สันดาป แต่มีการติดตั้งชุดเฟืองทดรอบฝังไว้ที่ล้อทั้ง 4 ข้าง ซึ่งทำหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ ช่วยลดความเร็วรอบอันมหาศาลของมอเตอร์ไฟฟ้าที่หมุนจัดถึง 25,500-30,000 รตน. ให้ลงมาเป็นความเร็วรอบของล้อที่ลงบนผิวถนน และหน้าที่ที่ 2 คือ การเป็นตัวทวีคูณแรงบิด ระบบนี้ทำงานด้วยหลักการเดียวกับเฟืองท้าย ในรถยนต์ดั้งเดิม ทำให้สามารถเพิ่มแรงบิดหน้ามอเตอร์จากเดิมที่ 990 นิวทันเมตร ให้ทวีความแรงสูงถึง 11,500 นิวทันเมตร ในโหมด Launch Control แต่ในการใช้งานจริง โหมดนี้จะถูกจำกัดระยะเวลาการทำงานเพียง 5-10 วินาที ต่อครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาที่เพียงพอจะพาตัวรถน้ำหนัก 2.2 ตัน คันนี้ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 2.5 วินาที และแตะระดับ 200 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 6.8 วินาที ก่อนที่ระบบ VCU จะปรับทอนกำลังกลับลงมาสู่โหมด Performance ปกติโดยอัตโนมัติ (ระบบยังคงอนุญาตให้ผู้ขับขี่สามารถกดใช้งานโหมดนี้ซ้ำๆ ได้ ตราบใดที่ระบบประมวลผลส่วนกลางตรวจพบว่าอุณหภูมิของระบบขับเคลื่อนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย)
เมื่อตัวรถขับเคลื่อนด้วยเกียร์จังหวะเดียว แป้นควบคุมหลังพวงมาลัยที่เคยใช้เปลี่ยนเกียร์ในรถยนต์สันดาปจึงถูกทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟแปรผันแทน โดยเมื่อผู้ขับขี่กดแป้นฝั่งลบ (-) มอเตอร์ไฟฟ้าจะสลับหน้าที่เป็นไดนาโม ดึงรั้ง และชะลอความเร็วตัวรถลง พร้อมปั่นพลังงานไฟฟ้าย้อนกลับเข้าไปเก็บในแบทเตอรี ซึ่งกลไกอัจฉริยะนี้จะให้ความรู้สึกหน่วงตัวรถในขณะเข้าโค้งคล้ายคลึงกับการเชนจ์ลดเกียร์ต่ำของรถแข่ง
ระบบช่วงล่างเป็นแบบปีกนกคู่ ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ควบคุมด้วยระบบชอคอับอีเลคทรอนิคส์แรงดันสูง 48 โวลท์ (Multimatic TrueActive Spool Valve) เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการซับแรงกระแทกในแนวตั้ง และลดน้ำหนักของชอคอับลงข้างละ 0.5 กิโลกรัม ทำให้ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเหล็กกันโคลงอีกต่อไป โดยทำงานร่วมกับระบบเบรคคาร์บอนเซรามิคประสิทธิภาพสูง ที่มีจานเบรคคู่หน้าขนาด 390x34 มม. และคู่หลังขนาด 372x34 มม. ผสานระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อแอคทีฟ และระบบกระจายแรงบิดล้ออัจฉริยะ สามารถควบคุมทิศทางของรถที่มีน้ำหนัก 2.2 ตัน ได้อย่างแม่นยำ
ในด้านอากาศพลศาสตร์ Luce มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำสุดที่ 0.254 CD ซึ่งต่ำกว่ารุ่น Amalfi (อมัลฟี) ถึง 25 % โดยสามารถสร้างแรงกดได้เทียบเท่ากันโดยไม่ต้องใช้สปอยเลอร์หลังแบบแอคทีฟ กระบวนการนี้ใช้เวลาออกแบบนานกว่า 5 ปี ผ่านการจำลองพลศาสตร์ของไหลด้วยคอมพิวเตอร์มากกว่า 6,000 ครั้ง ร่วมกับการทดสอบในอุโมงค์ลมด้วยโมเดลจำลอง 250 ชั่วโมง และรถจริงอีก 80 ชั่วโมง บริเวณหน้ารถติดตั้งปีกดักลม S-Duct ที่ผสานกลมกลืนไปกับฝากระโปรง และช่องระบายอากาศซุ้มล้อคู่หน้า
มิติตัวถังของ Ferrari Luce มีความยาวรวม 5,026 มม., ความกว้างตัวถัง 1,999 มม. (ไม่รวมกระจกมองข้าง), ความสูง 1,544 มม., ระยะฐานล้อ 2,961 มม. มีระยะห่างใต้ท้องรถสูงสุด 223 มม. มีน้ำหนักตัวถังเปล่าที่ 2,260 กิโลกรัม และมีความจุสัมภาระท้ายอยู่ที่ 600 ลิตร
ตัวเลขระยะห่างใต้ท้องรถสูงสุดที่ระบุไว้ถึง 223 มม. ซึ่งดูจะสูงเกินกว่ามาตรฐานของซูเพอร์คาร์ทั่วไป แต่สามารถปรับความสูงได้จากระบบช่วงล่างไฮดรอลิคแบบแอคทีฟ (Multimatic TrueActive Spool Valve) เจเนอเรชันที่ 3 โดยระบบอัจฉริยะนี้จะควบคุมการยืด-หดของแกนชอคอับเพื่อแปรผันระดับความสูง-ต่ำของตัวถังตามสถานการณ์การขับขี่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
1. ระดับสูงสุด 223 มม. สำหรับเส้นทางทุรกันดาร และความเร็วต่ำ ระบบจะสั่งการให้แกนชอคอับยืดตัวออกจนดันตัวถังขึ้นสู่ระดับสูงสุด เมื่อผู้ขับขี่เลือกใช้โหมดเดินทาง ผ่านทางขรุขระ เนินลูกระนาด หรือทางลาดชันในอาคารจอดรถที่ความเร็วต่ำไม่เกิน 30-40 กม./ชม.
2. ระดับมาตรฐาน 170-180 มม. สำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เมื่อสตาร์ทรถ หรือขับขี่ใช้งานทั่วไปในเมือง และบนทางหลวงผ่าน Range Mode หรือ Tour Mode ระบบช่วงล่างจะปรับลดระดับลงมาอยู่ในสัดส่วนมาตรฐานกึ่งกลาง ช่วยให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารมีการเดินทางที่นุ่มนวล สะดวกสบาย สไตล์รถสปอร์ทครอสส์โอเวอร์อเนกประสงค์ 5 ที่นั่ง
3. ระดับต่ำสุด 135-140 มม. สำหรับการทำความเร็วในวินาทีที่ผู้ขับขี่บิดสวิทช์เข้าสู่ Performance Mode เปิดใช้งานระบบ Launch Control หรือในสภาวะที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง (High-Speed Cruising) ระบบคอมพิวเตอร์ VCU จะสั่งการให้ชอคอับหดตัวลงเพื่อ "หมอบ" ตัวถังลงมาให้แนบสนิทพื้นดินมากที่สุด ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เพื่อกดจุดศูนย์ถ่วงของรถให้ต่ำลง ป้องกันอาการโคลงตัวในขณะเข้าโค้งอย่างรวดเร็ว และเปิดทางให้กระแสลมสะอาดไหลผ่านช่องดักลม S-Duct หน้ารถเพื่อสร้างแรงกดตรึงตัวรถน้ำหนัก 2.2 ตันได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ Ferrari Purosangue ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ท 4 ประตู ขุมพลัง V12 ของค่ายเดียวกัน พบว่า Luce มีความยาวมากกว่า Purosangue อยู่ 53 มม. แต่มีความกว้างที่แคบกว่า 29 มม. และมีความสูงตัวถังที่ต่ำกว่าถึง 45 มม. ในขณะที่น้ำหนักตัวถังของ Luce มากกว่า Purosangue อยู่ 80 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ด้วยการจัดวางแพคแบทเตอรีใต้พื้น ส่งผลให้ Luce มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่า Purosangue ถึง 95 มม. ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน และการควบคุมโคลงของตัวถังได้ดีขึ้น
งานออกแบบภายในถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด "Anti-Screen Concept” คือ การจงใจฉีกแนวทางจากรถยนต์ไฟฟ้ายุคปัจจุบัน ที่มักจะแข่งกันใส่หน้าจอขนาดใหญ่จนเต็มคอนโซลหน้า ซึ่ง Ferrari มองว่าหน้าจอที่มากเกินไป จะส่งแสงรบกวนสายตา และทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ ผู้ออกแบบจึงเลือกที่จะลดจำนวน และบทบาทของหน้าจอลง ให้เหลือเท่าที่จำเป็น พร้อมกับออกแบบหน้าจอดิจิทอลของ Samsung Display และระบบกราฟิค UI ให้ดูเรียบง่ายสะอาดตา แล้วหันไปให้ความสำคัญกับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมเพื่อโชว์ความหรูหราแทน ไม่ว่าจะเป็นงานหนังแท้เย็บมือ ชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ และงานอลูมิเนียมกลึงผิว ซึ่งการเลือกใช้ผิวสัมผัสของวัสดุจริงแทนการใส่หน้าจอนี้ ช่วยสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารให้ดูนุ่มลึก เงียบสงบ และช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถโฟคัสกับการควบคุมรถที่มีพละกำลังสูงถึง 1,050 แรงม้า ได้อย่างปลอดภัย
ระบบเครื่องเสียงมาตรฐานระดับพรีเมียม Ferrari Audio Signature ได้รับการปรับแต่งทิศทาง และควบคุมย่านความถี่เสียงอย่างละเอียด ประกอบด้วยลำโพง 21 ตัว พร้อมแอมพลิฟายเออร์แยกเชนแนล ขยายกำลังขับสูงสุดถึง 3,000 วัตต์
ด้านระบบความปลอดภัย และการช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS ประมวลผลร่วมกับ VCU ที่คำนวณ และปรับการส่งกำลังล้อ 200 ครั้ง/วินาที ผสานการทำงานร่วมกับกล้องความละเอียดสูงรอบตัว เรดาร์ และเซนเซอร์อุลทราโซนิค โดยประกอบด้วยฟังค์ชันความปลอดภัยครบครัน ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ ระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบเตือนมุมอับสายตา
Ferrari Luce วางตำแหน่งทางการตลาดเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในสายการผลิตปกติ โดยไม่ได้จำกัดจำนวนผลิต ราคาจำหน่ายเริ่มต้นในทวีปยุโรปอยู่ที่ 550,000 ยูโร หรือประมาณ 20 ล้านบาท (ราคาก่อนบวกภาษี และของตกแต่งพิเศษ)
จากการจัดงานทดสอบพรีวิวรถต้นแบบ และสาธิตสมรรถนะอย่างเป็นทางการ ณ Citta dello Sport และ Vela di Calatrava ในกรุงโรม สื่อมวลชนชั้นนำระดับโลก ได้ร่วมงานเปิดตัวครั้งนี้ โดยมีบางสื่อให้ความเห็นว่า อัตราเร่ง และพลังของระบบ 4 มอเตอร์ ตอบสนองได้ฉับไว และน่าทึ่งอย่างยิ่ง แต่การขาดเสียงคำรามของเครื่องยนต์สันดาปภายใน อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ทำให้ขาดอรรถรสของ Ferrari ไป
กระแสตอบรับหลังจากการเปิดเผยดีไซจ์น และสเปคในสื่อสังคมออนไลน์ กลับเต็มไปด้วยความแตกแยกอย่างรุนแรง หลายคนมองว่าแนวทางการออกแบบของ Luce แทบไม่มีเอกลักษณ์ความเป็น Ferrari หลงเหลืออยู่เลย โดยมีการทำคลิพเปรียบเทียบรูปลักษณ์ภายนอกว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับรถยนต์ซีดานทั่วไป ทัศนคติเชิงลบเหล่านี้ส่งผลสั่นสะเทือนโดยตรงเข้าสู่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค และมิลาน ส่งผลให้หุ้นของ Ferrari ร่วงลงทันทีถึง 6.2-7 % ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังเปิดตัว
โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากระดับปิดสูงสุดที่ 309 ยูโร ร่วงลงมาซื้อขายต่ำสุดที่ระดับ 284.05 ยูโร และ 290.55 ยูโร การร่วงลงครั้งนี้ส่งผลให้มูลค่าแบรนด์ตามราคาตลาดหายไปทันทีราว 3.7 พันล้านยูโร เป็นปฏิกิริยารุนแรงของตลาดหุ้นต่อการเปิดตัวดีไซจ์นรถยนต์รุ่นใหม่ที่หนักที่สุด โดยเกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. ถ้อยแถลงโจมตีอันรุนแรงของ “Luca Cordero di Montezemolo” (ลูกา คอร์เดโร ดิ มอนเตเซโมโล) อดีตประธาน และซีอีโอผู้สร้างความยิ่งใหญ่ระดับตำนานให้แก่ Ferrari ระหว่างปี 1991-2014 ได้แสดงทัศนะต่อต้านการเปิดตัว Luce อย่างไม่มีอ้อมค้อมนอกรอบการประชุม Confindustria โดยระบุว่าการนำตราสัญลักษณ์ม้าลำพองไปติดบนรถยนต์ไฟฟ้าที่เงียบสนิท และขาดจิตวิญญาณ คือความเสี่ยงในการทำลายตำนานอันทรงคุณค่า ท่าทีเผ็ดร้อน และการแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ปลดโลโกม้าออกจากรถไฟฟ้าใหม่คันนี้ ของอดีตผู้นำแบรนด์ สร้างแรงกดดันอันมหาศาลต่อความศรัทธาของนักลงทุน และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ และคุณลักษณะเฉพาะของแบรนด์
2. การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100 % ของ Ferrari เกิดขึ้นในขณะที่ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มลักชัวรีทั่วโลกกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน แบรนด์คู่แข่งอย่าง Lamborghini (ลัมโบร์กินี) เพิ่งประกาศเลื่อนแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า 100 % รุ่นแรกออกไปเป็นปี 2029 ส่วน Porsche (โพร์เช) และ Maserati (มาเซราตี) ก็กำลังเผชิญกับยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่หดตัวลงอย่างหนักในประเทศจีน นักวิเคราะห์จาก Morningstar ประเมินว่านักลงทุนกังวลว่าค่าใช้จ่ายใน R&D และการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในอิตาลี จะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในภาวะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรูหราเริ่มหดตัวลง
3. “Enrico Galliera” (เอนริโก กัลลิเอรา) หัวหน้าฝ่ายการตลาด และการขายของ Ferrari ยอมรับอย่างเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พวกเขารู้ดีว่ารถคันนี้จะสร้างแรงต้านอย่างรุนแรง จากผู้ใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม โดยระบุว่า เป้าหมาย คือ การเข้าหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่ แนวทางดังกล่าวสร้างความไม่พอใจ และทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนว่า Ferrari อาจสูญเสียฐานลูกค้าดั้งเดิมที่มีความภักดีสูง และหันไปพึ่งพากลุ่มลูกค้าใหม่ที่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวแบรนด์ในระยะยาว
4. ในมุมมองของการเงิน นักวิเคราะห์ตลาดทุนประเมินว่า การร่วงลงของราคาหุ้นบางส่วนเป็นผลมาจากกลไกการเก็งกำไรตามธรรมชาติ หลังจากราคาหุ้นของแบรนด์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 309 ยูโร เนื่องจากกระแสคาดเดาความยิ่งใหญ่ในเทคโนโลยีของ Luce ก่อนวันเปิดตัว เมื่อตัวรถจริงเปิดเผยรายละเอียดออกมาอย่างสมบูรณ์ นักลงทุนจึงรีบเทขายเพื่อปิดทำกำไร และลดความเสี่ยงจากหน้าตารถที่สร้างแรงต้านทางจิตวิทยาอย่างกว้างขวาง
Ferrari Luce (Type F222) เป็นตัวแทนของการปฏิวัติแนวคิดอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผสมผสานขีดความสามารถทางวิศวกรรมอันล้ำหน้าที่สุดของโลก ขุมพลัง 4 มอเตอร์ 1,050 แรงม้า ระบบควบคุมแชสซีส์ Multimatic แบทเตอรีแบบโครงสร้างแชสซีส์ที่ทนทานสูง การคัดค้าน และปฏิเสธหน้าจอ ขนาดใหญ่ ตามสมัยนิยม
ถือเป็นความกล้าหาญเชิงปรัชญาการออกแบบที่โดดเด่นอย่างแท้จริง แต่กลับต้องมาเผชิญแรงต่อต้านรุนแรงจากผู้ถือหุ้น อดีตผู้นำแบรนด์ และคอมมูนิทีคนรักรถยนต์ สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ม้าลำพองกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ 87 ปี ในการพิสูจน์ตนเองว่า จะสามารถก้าวข้ามผ่านกระแสวิจารณ์ และยังคงรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ซูเพอร์คาร์อันดับ 1 ของโลก ได้อยู่หรือไม่































