บทความ

กรมการขนส่งทางบก รับมอบนโยบาย


ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานมอบโยบายเกี่ยวกับการบริหารราชการและการปฏิบัติงานภายใต้บทบาทภารกิจของกรมการขนส่งทางบก โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมสู่การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทางถนน การปฏิรูประบบขนส่งทางถนนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นส่วนสำคัญเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางถนนและลอจิสติคส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยมี สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กมล บูรณพงศ์ และเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกให้การต้อนรับ และรับมอบนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก สรุปถึงภารกิจกรมการขนส่งทางบกในการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมกล่าวถึงนโยบายที่จะดำเนินงานในปี 2561 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การดำเนินงาน และค่านิยม One Transport ของกระทรวงคมนาคม ต่อยอดสู่กรอบแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี โดยเน้น Action Plan ที่ปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม บนพื้นฐานการสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างเชิงระบบ เชิงป้องกัน สู่ความมั่นคงในระยะยาว ด้วยหลักการความเป็นมาตรฐานเดียวกัน กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดแผนการดำเนินงานและทิศทางองค์กรสู่การ “เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมในการควบคุม กำกับ ดูแล ระบบการขนส่งทางถนนให้มีคุณภาพและปลอดภัย” โดยมีบทบาทในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่บริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนน ยานพาหนะปลอดภัย และผู้ใช้รถใช้ถนนปลอดภัยด้วยมาตรการเชิงป้องกัน อาทิ โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS การยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยระบบบริหารจัดการการเดินรถโดยสารและรถบรรทุกที่มีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม สังคมสาธารณะมีส่วนร่วมในระบบบริหารจัดการ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและลอจิสติกส์ของประเทศ มีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรมแล้วตั้งแต่ 25 มกราคม 2559 รถโดยสารและรถบรรทุกติดตั้งครบทุกคันภายในปี 2562 และอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอาคารบริหารศูนย์ GPS ซึ่งจะแล้วเสร็จและเปิดใช้เต็มรูปแบบในปี 2562 ศูนย์ควบคุมระบบตรวจสภาพรถ (VICC: Vehicle Inspection Control Center) ทุกสำนักงานขนส่งจังหวัดรวม 81 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อบริหารจัดการและควบคุมทั้งสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) และการตรวจสภาพรถโดยหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ VICC กลางที่สำนักวิศวกรรมยานยนต์ พร้อมดำเนินการครบทุกแห่งทั่วประเทศแล้วภายในปีนี้

โครงการยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์ ดำเนินการต่อเนื่องสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ปรับลดความสูงของรถโดยสารสองชั้นจดทะเบียนใหม่หรือปรับปรุงตัวถัง สูงไม่เกิน 4 เมตร จากเดิม 4.30 เมตร เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป ส่วนรถโดยสารที่มีความสูงตั้งแต่ 3.60 เมตรขึ้นไป ต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบการทรงตัวโดยเครื่องทดสอบการทรงตัวมาตรฐานสากล นอกจากนี้ รถโดยสารและรถบรรทุกที่จดทะเบียนใหม่หรือเปลี่ยนตัวถัง ต้องติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสง เฉพาะรถบรรทุกติดแผ่นสะท้อนแสงควบคู่ด้วย ตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ส่วนรถโดยสารที่จดทะเบียนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความแข็งแรงที่นั่ง จุดยึดที่นั่ง และจุดยึดเข็มขัดนิรภัย, การรับรองความแข็งแรงของโครงสร้างหลักของตัวถังรถโดยสาร และมาตรฐานการลุกไหม้ของวัสดุสำหรับตกแต่งในรถโดยสาร และอยู่ระหว่างกำหนดสมรรถนะของระบบห้ามล้อของรถยนต์ รวมถึงสมรรถนะของระบบการป้องกันการลอคของล้อ (ABS) และระบบหน่วงความเร็ว (Retarder) ซึ่งจะดำเนินการออกประกาศภายในปี 2561 การกำหนดมาตรฐานรถโดยสารที่มีความเหมาะสมและปลอดภัยทดแทนรถตู้โดยสารประจำทาง ดำเนินการแบบเป็นขั้นตอนเพื่อลดผลกระทบ สร้างความเข้าใจ เริ่มจากปรับเปลี่ยนมาตรฐานรถตามความสมัครใจ การกำหนดในโครงการนำร่องในเส้นทางใหม่ จนถึงการทยอยเปลี่ยนมาตรฐานเมื่อรถตู้โดยสารเดิมครบอายุการใช้งานตามเงื่อนไขใบอนุญาตเดิม พร้อมดำเนินงานควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อจูงใจและลดผลกระทบของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาการกำหนดให้ผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกต้องมีผู้จัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่งทางถนน (Transport safety manager)เป็นผู้รับผิดชอบของผู้ประกอบการ ด้านความปลอดภัยทั้งในการบริหารจัดการ การวางแผนจัดการการขนส่ง การดูแลพนักงานขับรถ ความพร้อมของยานพาหนะ และการกำกับดูแลความปลอดภัยในการขนส่ง ซึ่งจะสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติ Safety Manager ทั้งผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกได้ภายในปี 2561 นี้ ด้านผู้ใช้รถใช้ถนนปลอดภัย กรมการขนส่งทางบกพัฒนากระบวนการออกใบอนุญาตขับรถและผู้ประจำรถให้มีคุณภาพ ตามมาตรฐานสากล ภายใต้โครงการ Sure Driving/Smart Driver ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งระบบ ในทุกขั้นตอนเป็นระบบอีเลคทรอนิค ตั้งแต่กระบวนการแสดงตัวตน การอบรม และทุกขั้นตอนการทดสอบ ยกเลิกการทดสอบโดยเจ้าหน้าที่ เป็นการยกระดับพัฒนาหลักสูตรทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ

บทบาทนโยบายด้านการบริหารจัดการลอจิสติคส์ เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการ อาทิ การพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล, โครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าภูมิภาคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางถนน (จังหวัดชายแดน 9 แห่ง ประกอบด้วย เชียงราย ตาก มุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว ตราด กาญจนบุรี สงขลา และนราธิวาส), โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทย-ลาว-จีน ผ่านเส้นทาง R3A เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 พร้อมกำหนดพิธียกเสาเอกวันที่ 18.1.18 (18 มกราคม 2561) คาดพร้อมเปิดให้บริการในปี 2563, โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน ผ่านเส้นทางR12, สถานีขนส่งสินค้าเมืองหลัก 8 แห่ง (เชียงใหม่, นครสวรรค์, พิษณุโลก, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, นครราชสีมา, ปราจีนบุรี, สุราษฎร์ธานี) รวมถึงการก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารจัดทำแผนแม่บทในการดำเนินการและการพัฒนาสถานีขนส่งคนโดยสาร ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า ในภาพรวมทั้งประเทศ นำร่องในกลุ่มสถานีขนส่งผู้โดยสารที่มีลำดับความสำคัญสูง จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสงขลา สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดระยอง สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมา และสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงใหม่ โดยให้ผู้รับผิดชอบโครงการพิจารณาติดตามความคืบหน้าการดำเนินการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลา

ในส่วนของโครงการเร่งด่วน เช่น โครงการจัดให้มีระบบรถสาธารณะที่สนามบินทุกแห่งทั่วประเทศ ตลอดจนแนวนโยบายการเชื่อมต่อ ต่อเนื่องในทุกรูปแบบ ทุก Mode การขนส่ง จึงกำหนดเส้นทางเดินรถโดยสารให้เชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยาน ตัวเมือง หรือจุดเชื่อมต่อชุมชนสำคัญในพื้นที่ พร้อมกำหนดจุดจอดรถสาธารณะในทุกสนามบินพาณิชย์ทั้ง 39 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสนามบินที่เป็นหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน โดยเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมแล้วในปี 2560 และจะขยายผลครบทุกแห่งภายในปี 2561 โครงการ TAXI OK และ TAXI VIP เพื่อยกระดับความปลอดภัยและการให้บริการของแทกซีไทย ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา กำหนดให้รถแทกซีจดทะเบียนใหม่ทุกคันติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบเพื่อความปลอดภัย การปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทางพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการพัฒนาระบบการขนส่งมวลชนด้วยรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานครที่กรมการขนส่งทางบกเป็น Regulator บริหารจัดการเดินรถ มุ่งเน้นการเป็น Feeder การเข้าถึง เพิ่มทางเลือก เชื่อมต่อระบบ การขนส่งรูปแบบอื่น (Connectivity) ด้วยการออกแบบระบบการขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งผ่านการคัดเลือก คัดสรร แข่งขัน เชิงคุณภาพ ส่งเสริมการประกอบการขนส่งแบบมืออาชีพ

กรมการขนส่งทางบกดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลทำก่อน ทำจริง ทำทันที เกิดผลสัมฤทธิ์และยั่งยืนโดยเน้นความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ และปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ มีมาตรฐานความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน พัฒนากรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานที่มีความทันสมัยในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ลดการใช้เอกสาร การจัดให้มีศูนย์ราชการสะดวกที่สำนักงานขนส่งและสาขาทุกแห่งทั่วประเทศ ปรับปรุงระบบงานให้สามารถรองรับการดำเนินงานแบบอีเลคทรอนิคส์ได้เต็มรูปแบบ เช่น การส่งข้อมูลจากสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) เข้ากับระบบการชำระภาษีรถยนต์ประจำปีแบบ Online Real-time ด้านงานบริการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยเปิดช่องทางการรับชำระภาษีรถหลากหลายช่องทาง อาทิรับชำระภาษีรถยนต์ ณ สำนักงานชำระภาษีรถผ่านช่องทาง“เลื่อนล้อ ต่อภาษี” (Drive Thru for Tax) ชำระภาษีรถที่ห้างสรรพสินค้า ในวันเสาร์-อาทิตย์ ตามโครงการ “ชอปให้พอ แล้วต่อภาษี” ชำระภาษีรถผ่านทางไปรษณีย์ ชำระภาษีรถผ่านเวบไซท์และผ่านโทรศัพท์มือถือ

กรมการขนส่งทางบกจะมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกเป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงเป็นที่ยอมรับของสังคม ได้รับความไว้วางใจ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่อง ด้วยผลงานที่ผ่านมาถึงวันนี้ตลอดระยะเวลา 76 ปี จนได้รับการยอมรับจากสังคมสาธารณะและทุกภาคส่วน ด้วยรางวัลอันทรงคุณค่า รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ต่อเนื่องติดต่อกัน 15 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2546 – 2560  รวมทั้งสิ้น 81 รางวัล รางวัลศูนย์ราชการสะดวก Government Easy Contact Center: GECC ตลอดจนรางวัลกิตติคุณสัมพันธ์ “สังข์เงิน” ในปี 2553 และปี 2559 จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย และล่าสุดรางวัล Prime Minister Road Safety Awards ในงานสัมมนาระดับชาติ ครั้งที่ 13 บทพิสูจน์โครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” ต้นแบบการลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน ด้วยระบบบริหารจัดการการเดินรถที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : บริษัทผู้ผลิต
คอลัมน์ Online : ธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/bWhN9
วันที่เผยแพร่ : วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม 2560 เวลา 09:00 นาฬิกา
อัพเดทล่าสุด
28 Mar 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
1,699,000
3.
3,299,000
4.
5,399,000
5.
6,799,000
6.
3,249,000
8.
53,500,000
10.
3,600,000
11.
4,539,000
12.
13,339,000
13.
2,999,000
14.
1,749,000
15.
1,800,000
17.
499,000
18.
979,000
19.
990,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th