บทความ

3 เส้นทางขับรถเที่ยว…ใกล้กรุง


วันหยุดยาวแบบนี้ การขับรถคันรักท่องเที่ยวบนเส้นทางใหม่ๆ นับเป็นกิจกรรมที่คนรักรถอย่างเรา มีความสุขที่สุด “Autoinfo.co.th” ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแปลกๆ ใกล้กรุง ที่สามารถขับรถไปสนุกกันได้ทั้งครอบครัว

1. “เฉลิมบูรพาชลทิต” เส้นทางสายฮิพของนักเดินทาง
ถนนสุดฮิพที่สุดตอนนี้คงหนีไม่พ้น “เฉลิมบูรพาชลทิต” ถนนเลียบชายทะเลเส้นใหม่ที่ลัดเลาะอ่าวไทย ตั้งแต่ อ. แกลง จ. ระยอง ไปจนถึง อ. ขลุง จ. จันทบุรี ผ่านแหล่งท่องเที่ยวมากมาย แถมยังลดระยะเวลาเดินทางได้มาก ใครไม่เคยไป…เชยแย่ !

DSC_9990

 

ลัดเลาะอ่าวไทย ระยอง-จันทบุรี
ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต เริ่มต้นจากวงเวียนสุนทรภู่ ใน อ. แกลง จ. ระยอง และไปสิ้นสุดที่ อ. ขลุง จ. จันทบุรี ระยะทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 80 กม. ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชม. ย่นระยะเวลาได้มาก ขนาบข้างด้วยเส้นทางเฉพาะสำหรับนักปั่นจักรยานที่สร้างไว้อย่างดีตลอดเส้นทาง เสน่ห์ของถนนสายนี้ อยู่ตรงทัศนียภาพที่สวยงามลัดเลาะชายทะเลเป็นระยะๆ

DSC_8856

 

อ่าวคุ้งวิมาน ตระการตาจุดชมวิว
อ่าวคุ้งวิมานอยู่ในเขต อ. นายายอาม เป็นหาดทรายยาว เหมาะแก่การพักผ่อน มีจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก ชื่อว่า “เนินนางพญา” เป็นเนินเตี้ยๆ ยื่นออกไปในทะเล บนเนินนางพญาจะมองเห็นทัศนียภาพวิวสวยๆ ของทะเลเมืองจันท์

DSC_8863

ยังมีที่ชมวิวอีก 1 แห่ง เรียกว่า จุดชมวิวพระยืน เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอ่าวคุ้งวิมาน

DSC_0126

 

หาดเจ้าหลาว แหล่งท่องเที่ยวดังแห่งเมืองจันทบุรี
หาดเจ้าหลาว เป็นชายหาดที่อยู่ใกล้กับอ่าวคุ้งกระเบน มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นชายหาดยอดนิยมที่นักเดินทางรู้จักกันดี จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่งของจันทบุรี

DSC_0092

เพราะเด่นด้านความสวยงามในบรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าว หาดทรายเป็นสีแดงละเอียด ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษ

DSC_0168

กิจกรรมทางน้ำนอกจากเล่นน้ำชายหาด ยังมี บานานาโบท และดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งเพียง 2 กม. ทั้งยังมีเรือท้องกระจกให้บริการอีกด้วย

DSC_0158

 

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ใช้ทางพิเศษมอเตอร์เวย์ (7) ผ่าน อ. บ้านบึง (344) และ (3471) เพื่อเข้า อ. แกลง จากนั้นวิ่งตรงเข้าเมืองแกลง เข้าเส้นเรียบริมทะเล (3145) อีก 80 กม. ก็ถึงถนนเฉลิมบูรพาชลทิต

DSC_0214
เส้นทางนี้เป็นการเปิดโลกทัศน์แห่งการเดินทางบนถนนสายใหม่ ที่มีวิวสวยงามลัดเลาะชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งรอคอยนักเดินทางอีกหลายคนให้ได้ไปลองชมทัศนียภาพสวยๆ ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ เพียงไม่ถึง 3 ชม. เท่านั้น

 

2. “หุบป่าตาด” ป่าลึกลับ แห่งเมืองอู่ไท
อุทัยธานี จังหวัดทางภาคกลางตอนบนที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย หนึ่งในนั้น คือ “หุบป่าตาด” สถานที่ท่องเที่ยว Unseen in Thailand ของจังหวัด ดินแดนที่เสมือนหลุดเข้าไปในยุคจูราสสิค

DSC_1368

 

แต่เดิมเคยเป็นถ้ำมาก่อน
ป่าแห่งนี้ ได้มีนักวิชาการสันนิษฐานไว้ว่า แต่เดิมเคยเป็นถ้ำมาก่อน แล้วเมื่อเปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน จึงทำให้เพดานของถ้ำถล่มลงมา กลายเป็นบ่อในหุบเขา ซึ่งมีจำนวน 2 ห้อง เนื้อที่รวมกว่า 2 ไร่ มีขอบบ่อสูงราว 150-200 ม. มีสภาพเป็นบ่อกลางภูเขาที่ลึกมาก ต้นไม้สามารถขึ้นได้เฉพาะบางพันธุ์เท่านั้น เพราะมีข้อจำกัดเรื่องแสงแดดส่องถึง

DSC_1366
บริเวณหุบเขานี้มีลักษณะคล้ายป่าดงดิบ และยังมีความชุ่มชื้นสูง แสงจะส่องถึงพื้นได้เฉพาะตอนเที่ยงวันเท่านั้น เป็นป่าดึกดำบรรพ์ที่อุดมไปด้วย “ต้นตาด” หรือ “ต้นต๋าว” (Areaga Penata) พืชตระกูลปาล์ม มีใบเป็นแฉกแผ่สยายกว้าง ชอบขึ้นในพื้นที่ป่าดงดิบที่มีอากาศเย็นชื้นสภาพหนาทึบ

DSC_1328

ตาดออกลูกเป็นทลายเล็กๆ กลมๆ ลูกตาดกินได้ ชาวบ้านนิยมนำเนื้อในมาทำเป็นเหมือนลูกจาก หรือลูกชิด ใบนำไปทำเป็นไม้กวาด ส่วนยอดอ่อนนำไปต้มจิ้มน้ำพริก

DSC_1334

นอกจากต้นตาดแล้ว ที่นี่ยังพบพันธุ์ไม้หายากอื่นๆ อีก เช่น ต้นกระพง ยมหิน ยมป่า ต้นปอหูช้าง เต่าร้าง เปล้า คัดเค้าเล็ก เป็นต้น

DSC_1342

 

ลอดอุโมงค์ ย้อนกาลเวลา
การเดินชมนั้นต้องใช้ไฟฉาย เพราะต้องผ่านถ้ำที่มืดสนิท ยาวเกือบ 100 ม. และทางเดินในหุบเขาอีก 600 ม. ภายในถ้ำมีอุณหภูมิที่เย็นราวกับเปิดแอร์ค้างไว้ พร้อมกลิ่นฉุนของขี้ค้างคาว ถ้าเราส่องไฟขึ้นไปตามผนังถ้ำ ก็จะพบกับค้างคาวมากมายห้อยหัวมองเราอยู่

DSC_1359

ถ้ำนี้เปรียบเสมือนอุโมงค์เวลา เพราะถ้าพ้นถ้ำมาได้ จะพบหุบเขาเบี้องล่าง ที่เหมือนห้องโถงใหญ่ที่มีภูเขาหินปูนโอบล้อม และเต็มไปด้วยต้นตาดเบียดเสียดกันหนาแน่น ให้ความรู้สึกเหมือนว่าได้มาอยู่ในโลกยุคดึกดำบรรพ์ ชวนให้นึกถึงหนังเกี่ยวกับไดโนเสาร์โดยไม่รู้ตัว

DSC_1352 เมื่อเดินตามทางเรื่อยๆ ก็จะไปสิ้นสุดบริเวณโพรงถ้ำ ที่มีลักษณะเป็นช่องประตูขนาดใหญ่ เดินทะลุถึงกันได้ ซึ่งถือเป็น “ไฮไลท์” ของที่นี่ เนื่องจากมีลักษณะของหินงอก หินย้อย ที่แปลกตา กระตุกต่อมจินตนาการได้มากมาย ทั้งหินรูปเต่ายักษ์ หินรูปหัวม้า หรือหินรูปกระปุกออมสิน แถมบางมุมที่มองออกจากโพรงถ้ำแล้วเจอต้นตาดที่แสงส่องมาถึงพอดี (ต้องมาตอนเที่ยงตรงเท่านั้น) ยังเป็นมุมมองหนึ่งที่สวยงามที่สุด ใครพกกล้องถ่ายรูป ไม่ควรพลาดการหามุมถ่ายรูปจากบริเวณนี้

DSC_1273
การเดินทาง
มุ่งหน้าสู่ อ. ลานสัก ด้วยเส้นทางสายเอเชีย (32) ผ่านตัวเมืองอุทัยธานี เพื่อไปเข้าเส้นทาง 3438 สู่ อ. ลานสัก จากกรุงเทพฯ ใช้ระยะทางประมาณ 300 กม. ก็ถึง

OPEN

หุบป่าตาด ยังมีสัตว์เลื้อยคลานที่หายากหนึ่งเดียวในไทย คือ “กิ้งกือมังกรสีชมพู” (Shocking Pink Millipede) สัตว์ที่ได้รับการประกาศให้เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ที่หุบป่าตาดแห่งเดียวเท่านั้น

 

3. ชมสโตนเฮนจ์เมืองไทย ที่มอหินขาว
สถานที่นี้อาจไกลไปนิด แต่คุ้มแน่นอนที่จะไป จังหวัดชัยภูมิ นอกจากมีทุ่งดอกกระเจียวในหน้าฝนที่กำลังจะถึงแล้ว ในช่วงฤดูร้อนอย่างนี้ ยังมีกลุ่มหินทรายทรงตั้งขนาดใหญ่ เจ้าของฉายา “สโตนเฮนจ์เมืองไทย” หรือ “มอหินขาว” ตั้งตระหง่านโดดเด่น ยิ่งถ้ามาเวลากลางคืนด้วยแล้ว จะเห็นดาวนับล้านส่องแสงระยิบระยับ ดั่งอยู่บนสรวงสวรรค์

DSC_0144

 

มอหินขาว Unseen in Thailand
สำหรับคนที่ชอบมองท้องฟ้าและดวงดาว ควรหาโอกาสมาเยือนสถานที่แห่งนี้สักครั้ง “มอหินขาว” Unseen in Thailand อีกแห่งของไทย ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ต. ท่าหินโงม อ. เมือง จ. ชัยภูมิ ประกอบด้วยกลุ่มหินทรายสีขาวขนาดใหญ่วางเรียงรายกันดูคล้าย “สโตนเฮนจ์” ในประเทศอังกฤษ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บอกว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ที่สะสมทับถมดินตะกอนเป็นเวลาหลายล้านปี จนกลายเป็นหินรูปทรงแปลกตา ตามจินตนาการของผู้พบเห็น

DSC_0342

 

ชุดกลุ่มหิน รูปทรงแปลกตา
มอหินขาว ประกอบไปด้วยประชากรกลุ่มหินหลายชุด กลุ่มหินชุดแรก คือ “เสาหิน 5 ต้น” ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ที่มีความโดดเด่นที่สุด อันเป็นสัญลักษณ์ของมอหินขาว ที่เราคุ้นเคยกันดีจากภาพโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่ละต้นมีความสูงประมาณ 12 ม. เสาหินที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่ากับ 22 คนโอบ

DSC_0349
ถัดไปจะเป็นกลุ่มหินชุดที่ 2 และ 3 มีชื่อว่า หินโขลงช้าง และหินต้นไทร ตามลำดับ อยู่ห่างจากกลุ่มแรกประมาณ 500 ม. หินกลุ่มนี้เรียกว่า “ดงหิน” มีลักษณะเป็นแท่งหินทรงแปลกตา รูปร่างคล้ายโขลงช้าง, กระดองเต่า หรือรองเท้าบูท จากจุดนี้สามารถขึ้นไปชมวิวที่กว้างไกลสุดสายตาของที่นี่ได้

DSC_0219
ถัดจากนี้อีก 1,500 ม. ก็ถึงจุดชมวิว “ผาหัวนาค” ที่จุดนี้เราจะได้ชมทิวทัศน์มุมสูงที่สวยงาม จากระดับน้ำทะเลปานกลาง 905 ม. ซึ่งหน้าผาหินบริเวณนี้ จะเป็นกลุ่มหินที่ยื่นออกไปเล็กน้อย ใครที่กลัวความสูง จะเสียวจี๊ดๆ ที่หัวใจทันที แต่ภาพที่เห็นเบื้องล่างต้องบอกเลยว่า คุ้มค่าจริงๆ

 

DSC_0289
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสาย 2 (มิตรภาพ) พอถึง อ. สีคิ้ว ให้เลี้ยวซ้ายสู่ จ. ชัยภูมิ (201) จนถึงตัวเมือง จากนั้นขับรถขึ้นเหนือไปอีก 20 กม. (2051) จะถึงน้ำตกตาดโตน ถ้าวิ่งต่อไปอีก 15 กม. ก็ถึง มอหินขาว ตลอดทางมีป้ายบอกชัดเจน

DSC_0191
ใครคิดจะมานอนค้างแรมที่นี่ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกันสักหน่อย เตรียมเทนท์ พร้อมอาหารมาเอง เนื่องจากที่นี่ไม่มีที่พักให้บริการ มีแต่ห้องน้ำเท่านั้น ถ้าใครข้องใจสงสัย สามารถสอบถามได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูแลนคา โทร. (044) 810-902-3



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : ฝ่ายภาพ
คอลัมน์ Online : สารคดี/บทความ/รายงาน/กิจกรรม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/6I7o0
วันที่เผยแพร่ : วันศุกร์ ที่ 7 กรกฏาคม 2560 เวลา 13:47 นาฬิกา

Follow autoinfo.co.th