บทความ

Lamborghini Aventador S


Aventador S_2

 

บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด จัดงาน The Private Preview เปิดตัว Lamborghini Aventador S เริ่มต้น 38.7 ล้านบาท

บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่าย Lamborghini อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดงาน The Private Preview of Lamborghini Aventador S – Dare Your Ego แนะนำ Lamborghini Aventador S ใหม่ เครื่องยนต์ 12 สูบ 740 แรงม้า ราคาเริ่มต้น 38.7 ล้านบาท

 

 

32 27

 

Lamborghini Aventador S ซูเพอร์คาร์ รุ่นสูงสุดของค่าย Lamborghini ได้รับการออกแบบที่โดดเด่น หลักอากาศพลศาสตร์ ดีเยี่ยม แสดงให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบของเจเนอเรชันต่อไปของ Aventador ชัดเจน ตัวรถเปลี่ยนแปลงภายนอกหลายอย่างจากตัวถังด้านหน้าและด้านท้าย ขณะที่ภาพรวมของตัวรถยังคงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Aventador เอาไว้ทุกชิ้น

 

Aventador S_1

 

ศูนย์ออกแบบ Lamborghini Centro Stile ได้ออกแบบชิ้นส่วนตัวรถบางชิ้นโดยผสมผสานเอกลักษณ์เดิมของรถสปอร์ท ของค่ายไว้ด้วยกัน เช่น แนวของเส้นตัวถังบนซุ้มล้อหลังที่มีลักษณะคล้ายกับรถสปอร์ทในอดีตอย่าง Countach แลเะยังคงตอบสนองภาพลักษณ์ของ Aventador ที่เต็มไปด้วยเรี่ยวแรงพลังในการขับเคลื่อน

ตัวถังด้านหน้าดุดันขึ้น ติดตั้งแผ่นรีดอากาศขนาดใหญ่ ช่วยในเรื่องการควบคุมทิศทางการไหลของลม เพื่อประสิทธิภาพในด้านหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการระบายความร้อนของเครื่องยนต์และหม้อน้ำ ท่อนำอากาศ 2 ท่อ ติดตั้งอยู่ด้านข้างกันชนหน้า ช่วยลดแรงต้านที่ส่งผลต่อความเพรียวลมตรงบริเวณยางของล้อหน้า ช่วยให้อากาศไหลเข้าสู่หม้อน้ำที่อยู่ด้านท้ายได้ดีขึ้น

 

Aventador S_10

 

ด้านท้ายโดดเด่นด้วยชุดรีดอากาศ Diffuser สีดำขนาดใหญ่ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ประกอบไปด้วยครีบแนวตั้งหลายชิ้น ช่วยส่งผลต่อทิศทางการไหลของลม ลดแรงฉุดที่เกิดขึ้นในขณะที่รถกำลังแล่น และสามารถสร้างแรงกดบนตัวถัง โดยที่ตำแหน่งปลายท่อไอเสียบนกันชนท้าย มีถึง 3 ปลายท่อ

สปอยเลอร์หลังปรับได้ 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ใช้และโหมดการขับขี่ที่ถูกเลือก ซึ่งระดับการยกตัวของสปอยเลอร์หลังจะมีผลต่อความสมดุลโดยรวมของตัวรถ และทำงานร่วมกับตัวสร้างกระแสลมหมุน หรือ Vortex Generator ที่อยู่ในตำแหน่งด้านล่างของระบบช่วงล่างด้านหน้าและหลัง ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของกระแสลมได้อย่างสูงสุด เช่นเดียวกับการช่วยระบายความร้อนให้กับระบบเบรค

 

Aventador S_3

 

ประสิทธิภาพทางด้านหลักอากาศพลศาสตร์ แรงกดบนตัวถังด้านหน้า ปรับปรุงให้เพิ่มขึ้นถึง 130 % เมื่อเปรียบเทียบกับ Aventador ตัวถังคูเป รุ่นดิม และเมื่อแพนอากาศด้านหลังอยู่ในตำแหน่งที่มีประโยชน์สูงสุดในด้านหลักอากาศพลศาสตร์ จะสามารถสร้างแรงกดบนตัวถังที่ดีขึ้นจากเดิมถึง 50 % และลดแรงกระชากที่เกิดขึ้นบนตัวถังได้มากกว่า 400 % เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิม

ห้องโดยสารของ Aventador S มาพร้อมกับฟังค์ชันใหม่ๆ และการตกแต่งที่ประณีต ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการแสดงผลบนหน้าจอแบบ TFT ได้ตามความต้องการ และมาพร้อมกับหน้าจอย่อยที่ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับ Strada, Sport และ Corsa รวมไปถึงการทำงานแบบ EGO Mode หลังจากเลือกโหมดการขับขี่ที่ต้องการในแผงควบคุม ปุ่ม EGO ยังมีออพชันอื่นๆให้เลือกเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะแสดงผลบนหน้าจอเล็ก ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกและปรับแต่งได้ตามความต้องการส่วนตัว

 

Aventador S_13

 

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ AppleCarPlay เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ iPhone iPad จากบแรนด์ Apple ของผู้ขับขี่ เพื่อความบันเทิงตลอดทาง สะดวกสบายด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียง

สิ่งที่เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ คือ ระบบส่งข้อมูลการขับเข้ามาเก็บในตัวรถ หรือ Telemetry System ซึ่งระบบนี้ ผู้ขับขี่ที่นำรถลงขับในทแรคสามารถรับทราบข้อมูลการขับ เช่น เวลาต่อรอบ และสมรรถนะของตัวรถในการขับ ณ รอบนั้น เช่นเดียวกับข้อมูลการขับในด้านต่างๆ

เครื่องยนต์แบบ 12 สูบ 6.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ ปรับปรุงให้มีกำลังเพิ่มขึ้น 40 แรงม้าจากรุ่นเดิม สามารถให้กำลังถึง 740 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 690 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รตน. ระบบวาล์วแปรผัน VVT (Variable Valve Timing) และระบบปรับความยาวของชุดท่อไอดี VIS (Variable Intake System) สร้างแรงบิดที่ยอดเยี่ยม การทำงานสูงสุดของเครื่องยนต์ถูกเพิ่มจาก 8,350 มาเป็น 8,500 รตน.

น้ำหนักรถเปล่าเพียง 1,575 กก. ทำให้อัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าของตัวรถอยู่ที่ 2.13 กก./แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียงแค่ 2.9 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 350 กม./ชม. Lamborghini ใช้ระบบเลี้ยว 4 ล้อ ใหม่ ผสมผสานการทำงานของระบบ Lamborghini Dynamic Steering (LDS) ที่ปรับแต่งเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับการตอบสนองที่ฉับไว ประสานกับระบบบังคับเลี้ยวของล้อหลัง หรือ Lamborghini Rear-wheel Steering (LRS) มีตัวควบคุมที่แยกการทำงานต่างหาก 2 ชุด ตอบสนองรวดเร็ว เพียง 0.005 วินาที หลังจากหักพวงมาลัย

ใช้ชุดระบบส่งกำลังเป็นแบบ ISR-Independent Shifting Rod แบบ 7 จังหวะ ซึ่งชุดเกียร์มีน้ำหนักเบา และมีการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่ฉับไวเพียง 0.05 วินาทีเท่านั้น

ท่อไอเสียมีน้ำหนักเบากว่าที่ติดตั้งในรุ่นเดิมถึง 20 % และผ่านการทดสอบหลายขั้นตอน ด้านการตอบสนองของเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Lamborghini จากเครื่องยนต์ วี 12 ใช้ปลายท่อไอเสียแบบรวมเป็นชุดเดียวกันแต่มี 3 ปลายท่อ

 

Aventador S_4

 

ด้านสมรรถนะของ Aventador S
ความเร็วสูงสุด : 350 กม./ชม. (217 ไมล์/ชั่วโมง)
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 2.9 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. : 8.8 วินาที
อัตราเร่ง 0-300 กม./ชม. : 24.2 วินาที
ระยะเบรคจาก 100-0 กม./ชม. : 31 เมตร

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

ในเมือง : 26.2 ลิตร/100 กม.
นอกเมือง : 11.6 ลิตร/100 กม.
แบบผสม : 16.9 ลิตร/100 กม.
การคายแกสคาร์บอนไดออกไซด์ : 394 กรัม/1 กม.
หมายเหตุ : ตามการทดสอบ Dir. 1999/100/CE

Aventador S ได้รับการติดตั้งระบบ Stop-and-Start ระบบ Cylinder Deactivation หยุดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากระบอกสูบจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนกระบอกสูบที่มีอยู่ในเครื่องยนต์ เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านความประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ โดยเมื่อเครื่องยนต์กำลังทำงานในลักษณะที่ไม่เน้นสมรรถนะ กระบอกสูบ 6 จาก 12 สูบ จะหยุดการทำงานชั่วคราว โดยกระบอกสูบทั้ง 6 ที่หยุดการทำงานจะอยู่ในแนวของเสื้อสูบฝั่งเดียวกันของบลอคเสื้อสูบแบบตัว V เมื่อผู้ขับขี่กดคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว จะเป็นการแจ้งเตือนให้เครื่องยนต์กลับมาทำงานแบบเต็มระบบอีกครั้ง เครื่องยนต์จะทำงานแบบครบทั้ง 12 สูบ โดยการตัดสลับการทำงานของระบบนี้จะมีความนุ่มนวลและต่อเนื่อง ชนิดที่ผู้ขับขี่แทบไม่สามารถสังเกตได้เลยว่าตัวเครื่องยนต์กำลังอยู่ในโหมดไหน

 

47

 

สามารถเลือกรูปแบบการทำงานของระบบเพื่อสอดคล้องกับการขับขี่ได้ถึง 4 แบบด้วยกัน คือ Strada, Sport, Corsa และแบบใหม่ล่าสุดคือ EGO Mode ซึ่งทั้งหมดจะมีการปรับปรุงในส่วนรูปแบบการทำงานของระบบการยึดเกาะ (เครื่องยนต์, เกียร์ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ) ระบบบังคับเลี้ยว (LRS, LDS และ Servotronic) และระบบช่วงล่าง (LMS)

โหมด Strada เน้นสะดวกสบายสูงสุดและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โหมด Sport ให้สัมผัสในรูปแบบของการขับเคลื่อนล้อหลัง และ Corsa คือ การปรับแต่งระบบให้รองรับกับการใช้งานในสนามด้วยสมรรถนะสูงสุด สำหรับโหมด EGO เป็นรูปแบบการขับใหม่ที่เพิ่มเข้ามา มีการเพิ่มรูปแบบการปรับเซทที่มีสไตล์เฉพาะตัว หลากหลาย ปรับแต่งโดยผู้ขับเอง สามารถเลือกตั้งค่าการทำงานในด้านการยึดเกาะ การบังคับเลี้ยว การขับขี่นุ่มนวลและดุดัน ให้ผู้ขับสามารถปรับโหมดได้ตามสไตล์การขับขี่ และระบบช่วงล่างจากโหมดทั้ง 3 คือ Strada, Sport และ Corsa ได้ตามใจชอบ

ติดตั้งระบบ ESC และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รวมถึงการจัดการในส่วนการกระจายแรงบิดจากเครื่องยนต์ และการตอบสนองของระบบควบคุมการยึดเกาะ การกระจายแรงบิดสู่เพลาหน้าและหลังอย่างต่อเนื่องในแต่ละโหมดการขับขี่จะได้รับการปรับแต่งใหม่สำหรับระบบ Lamborghini Rear-wheel Steering และความแตกต่างระหวางโหมดการขับแบบต่างๆ จะได้รับการปรับปรุงให้ทำงานได้ดีขึ้น

โครงสร้างตัวถังแบบโมโนคอก ที่มีความทนทานต่อการบิดตัวและมีน้ำหนักเบา เพราะผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ โดยโครงสร้างนี้จะเชื่อมต่อเข้ากับเฟรมตัวถังที่ผลิตจากอลูมิเนียม ซึ่งผลก็คือ ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเปล่า หรือ Dry Weight เพียง 1,575 กก. เท่านั้น

เมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ ล้อหลังจะมีการหักเลี้ยวในลักษณะที่ตรงข้ามกับมุมการเลี้ยวที่เกิดขึ้น ผลที่เกิดขึ้น คือ ทำให้ตัวรถมีความยาวของระยะฐานล้อลดลง และจากการที่ตัวรถต้องการมุมการเลี้ยวของพวงมาลัยลดลงนั้น ทำให้ Aventador S มีความคล่องตัวมากขึ้นเพราะมีรัศมีวงเลี้ยวที่ลดลง และให้ความมั่นใจกับสมรรถนะการเข้าโค้งที่ดีขึ้น และทำให้สามารถซอกซอนท่ามกลางการจราจรที่คับคั่งของถนนในเมืองด้วยความคล่องตัว ช่วงความเร็วสูงจะแตกต่างออกไป โดยทั้งล้อหน้าและล้อหลังจะหมุนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับมุมการหมุนของพวงมาลัย

 

Aventador S_11

 

ระบบช่วงล่าง Lamborghini Magneto-Rheological Suspension (LMS) ทำงานร่วมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อรุ่นใหม่ของตัวรถ การจัดวางชิ้นส่วนในระบบกันสะเทือนในเชิงเรขาคณิตมีการปรับปรุงใหม่ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนล้อหลัง Lamborghini Rear-wheel Steering ซึ่งการปรับปรุงนี้มีทั้งในส่วนของปีกนกตัวบน ตัวล่าง และดุมล้อ ซึ่งจะช่วยลดมุมแคสเตอร์และลดภาระที่เกิดขึ้นกับระบบช่วงล่าง ระบบชอคอับที่มีการปรับระดับความหนืดแบบ Real-time ให้สอดคล้องกับสภาพการขับขี่ จะช่วยควบคุมล้อและตัวถัง ให้สามารถอยู่ในระดับที่สมดุล และให้ระดับการยึดเกาะที่สูงสุด นอกจากนั้น สปริงชุดใหม่ที่ล้อหลังยังช่วยควบคุมความสมดุลของตัวรถได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ระบบ ESC มีความแม่นยำ ควบคุมการยึดเกาะและพลวัตรในการขับเคลื่อน ระบบ Lamborghini Rear-wheel Steering ส่งผ่านแรงบิดจากเครื่องยนต์ได้มากขึ้น เมื่อมีการถอนคันเร่ง แรงบิดที่ถูกถ่ายทอดไปล้อหน้าจะลดลง

วิศวกรของ Lamborghini ได้ติดตั้งหน่วยควบคุมและประมวลผลที่มีความเป็นอัจฉริยะอย่าง Lamborghini Dinamica Veicolo Attiva (LDVA) เข้าไปในตัวรถเพื่อควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ โดย LDVA คือ สมองชุดใหม่ของตัวรถ คอยรับข้อมูลการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบ Real-time และมีความแม่นยำมากขึ้นผ่านทางข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมาจากเซนเซอร์ทั้งหมด ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในตัวรถ จึงมั่นใจว่าตัวระบบได้รับการตั้งค่าเพื่อให้ทำงานดีที่สุด ระบบควบคุมการขับเคลื่อนของตัวรถทำงานอย่างยอดเยี่ยม

ยางมีความเป็นเอกซ์คลูซีฟ เพราะ Pirelli ได้พัฒนายางรุ่น P Zero ขึ้นมาเพื่อรถสปอร์ทรุ่นนี้โดยเฉพาะ มีการออกแบบเพื่อเน้นประโยชน์ ด้านการบังคับเลี้ยว ยึดเกาะ การเปลี่ยนเลนกะทันหัน และการเบรคที่มีประสิทธิภาพ การถ่ายทอดกำลัง จากล้อหน้าและล้อหลัง ยาง Pirelli P Zero รองรับอัตราเร่งที่ฉับไว และลดอาการหน้าดื้อโค้ง ได้ดี

ระบบเบรคแบบจาน ผลิตจากคาร์บอนเซรามิค พร้อมกับรูระบายความร้อน (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 400×38 มม. ที่ด้านหน้า และ 380×38 มม. ที่ด้านหลัง) เพิ่มประสิทธิภาพในการหยุดรถจากความเร็ว 100 กม./ชม. ให้หยุดสนิทโดยที่มีระยะเบรคเพียงแค่ 31 ม. เท่านั้น

ข้อมูลจำเพาะ Lamborghini Aventador S
ผู้แทนจำหน่าย บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด โทร. 0-2610-9922-5
มิติ และน้ำหนัก
ยาว/กว้าง/สูง (มม.) 4,797/2,030/1,136
ช่วงล้อ หน้า/หลัง (มม.) 1,720/1,680
ฐานล้อ (มม.) 2,700
น้ำหนัก (กก.) 1,575
ความจุถังเชื้อเพลิง (ลิตร) 85
เครื่องยนต์ เบนซิน วี 12 เสื้อสูบเอียง 60 องศา ระบบวาล์วอีเลคทรอนิคส์
ความจุ (ซีซี) 6,498
กระบอกสูบ/ช่วงชัก (มม.) 95/76.4
อัตราส่วนกำลังอัด 11.8:1
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.) 740/8,400
แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รตน.) 70.4/5,500
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอีเลคทรอนิคส์ MPI
ระบบถ่ายทอดกำลัง
เกียร์ (จังหวะ) 7 จังหวะแบบ ISR
ขับเคลื่อน (ล้อ) 4 ชุดเฟือง Haldex เจเนอเรชัน 4
ระบบรองรับ
หน้า อิสระ ปีกนกคู่อลูมิเนียม
หลัง อิสระ ปีกนกคู่อลูมิเนียม
ระบบบังคับเลี้ยว เพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า
ระบบห้ามล้อ แบบไฮดรอลิค 2 วงจรคู่ พร้อมหม้อลมเบรค
หน้า จาน คาร์บอนเซรามิค
หลัง จาน คาร์บอนเซรามิค
ราคา (บาท) 38,700,000

———————————————————————————————————————-



------------------------------
เรื่องโดย : ณัฐเวช ยอดแสง
ภาพโดย : บริษัท นิชคาร์ กรุ๊ป จำกัด
คอลัมน์ Online : รถใหม่ในประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/m50ZX
วันที่เผยแพร่ : วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:31 นาฬิกา
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th