บทความ

แบบ PLUG-IN หยุดโลกร้อนด้วยไฮบริด


ความกังวลเรื่องสภาวะโลกร้อน ยังคงเป็นปัญหาที่ทำให้โลกของอุตสาหกรรมยานยนต์ร้อนฉ่า
อยู่ในขณะนี้ ทุกบริษัทรถกำลังเน้นพัฒนารถประหยัดเชื้อเพลิงจากน้ำมันแร่ ซึ่งก็คือ รถที่ใช้
น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล หรือแกส ทั้งแกสหุงต้ม และแกสธรรมชาติด้วย

 

ที่จริงรถที่ใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ได้มีน้ำมันแร่เป็นต้นกำเนิด เช่น แอลกอฮอล ก็ปล่อยแกสคาร์บอนได
ออกไซด์เหมือนกัน แต่เชื้อเพลิงนี้ยังไม่ใช่เชื้อเพลิงหลักของรถยนต์ในประเทศพัฒนาแล้ว ที่
เป็นกลุ่มที่เริ่มกังวลต่อสภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง และเริ่มวางแผนในการออกกฎหมายจำกัด
ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียของรถยนต์กันอย่างเป็นรูปธรรมครับ

 

แนวโน้มของการประหยัดเชื้อเพลิงในรถยนต์ที่พวกเราจะใช้กันในอนาคตอันใกล้ พอดูได้จาก
บรรดารถที่ถูกนำมาแสดงในงานแสดงรถยนต์นานาชาติ ที่จัดในระดับสากลจริงๆ อย่างใน
ประเทศญี่ปุ่น สวิทเซอร์แลนด์ หรือ เยอรมนี

 

ระบบที่น่าจะใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ในขณะนี้ น่าจะเป็นระบบไฮบริด รองลงมา
เป็นเครื่องยนต์ทั้งเบนซิน และดีเซล ที่พวกเราใช้กันอยู่ แต่ถูกพัฒนาแบบเน้นความประหยัด
เชื้อเพลิง แล้วก็มีลูกผสมระหว่างเบนซินและดีเซล ซึ่งผมขอผลัดไว้เขียนถึงในโอกาสหน้า
ส่วนฟิวเอลเซลล์ หรือเซลส์เชื้อเพลิง ซึ่งที่จริงก็คือรถไฟฟ้ารูปแบบหนึ่งนั้น ยังต้องใช้เวลา
พัฒนาอีกนานพอสมควรครับ รุ่นแรกๆ ที่พอจะใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์ มีราคาระดับที่ลูกค้า
พอสู้ไหว น่าจะเป็นรถขนาดเล็กที่ใช้ในเมือง และอาจจะถูกส่งออกมาทดสอบความนิยมใ
นอีกราวๆ 4 ถึง 5 ปีข้างหน้า

 

รถไฮบริดที่กำลังถูกพัฒนาอย่างเร่งรีบในตอนนี้ ไม่ใช่แบบที่ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนสลับกับ
มอเตอร์ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมแก่สภาพใช้งานนะครับ แต่เป็นรถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ
ในการขับเคลื่อนรถให้ได้ระยะทางไกลพอสมควรต่อการประจุพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง พูดง่ายๆ
ก็คือ สามารถแล่นได้ระยะทางไกลพอต่อการใช้งานในเมือง 1 วัน เช่น สัก 100 ถึง 120 กม.
ต่อการ “อัดไฟ” 1 ครั้ง กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการประจุแบทเตอรี ก็มาจากพลักไฟ หรือเต้าเสียบ
ตามผนังบ้านของพวกเรานี่แหละครับ เสียบไว้ตั้งแต่เย็นหรือค่ำจนเช้า ก็จะได้พลังงานสำหรับ
ขับอย่างสบายในวันรุ่งขึ้น

 

สาเหตุที่รถไฮบริดแบบใช้ “ไฟบ้าน” มีอนาคตที่สดใสยิ่งนัก มี 2 ข้อ หรือ 2 ด้านด้วยกันครับ
คือ ให้ประโยชน์ทั้งผู้ใช้รถและผู้ใช้ขายรถพร้อมกัน

 

มองจากมุมของผู้ใช้รถอย่างพวกเรากันก่อน พลังงานไฟฟ้าที่การไฟฟ้าทั้งฝ่ายผลิต ทั้งนครหลวง
หรือภูมิภาคขายให้เราจนร่ำรวย แจกโบนัสพนักงานกันจุใจมายาวนานนี้ เทียบกับราคาพลังงาน
ที่ได้จากน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งเบนซินและดีเซลแล้ว ก็ยังถูกกว่ามาก ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว
ก็อยู่ในระดับนี้เหมือนกัน ถ้ารถไฮบริดแบบนี้ไม่มีจุดอ่อนด้านอื่น ก็จะได้รับความนิยมแน่นอนครับ
โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลก เป็นแบบขึ้นมากแต่ลงน้อย หรือขึ้นบ่อยกว่าลด หรือ
ไม่ก็ทั้ง 2 แบบควบกันไปเลยอย่างเมืองไทย

 

ฝ่ายผู้ผลิตรถรายใหญ่ๆ ของโลก ซึ่งกำลังจะถูกจำกัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในไอเสียของ
รถใหม่ที่จะผลิต โดยนับรวมรถทุกรุ่น ก็ย่อมจะดีใจอย่างมาก ที่พบ “ตัวช่วย” อย่างรถไฮบริดแบบ
ใช้ไฟบ้าน หรือ PLUG-IN ที่ไม่ปล่อยไอเสียในโหมดใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเลย เพราะสามารถเอาไป
ลดค่าเฉลี่ยของคาร์บอนไดออกไซด์จากรถทุกรุ่นที่แต่ละบริษัทผลิตได้

 

ที่ผมยังเรียกรถนี้ว่าแบบไฮบริด เพราะมันยังมีเครื่องยนต์อยู่คู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยครับ เมื่อใด
ที่ประจุไฟฟ้าเกือบหมด ก็สามารถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ได้ และเอากำลังจากเครื่องยนต์
ส่วนหนึ่งมาผลิตกระแสไฟฟ้าอัดเข้าแบทเตอรีไปพลางๆ ได้ด้วย

 

ส่วนจะลดคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการทำให้โลกร้อนขึ้น มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าโรงไฟฟ้า
ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าส่งมาให้พวกเราใช้ตามบ้านนั้น ใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง ถ้าใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
ไม่ว่าจะเป็นแกสธรรมชาติ น้ำมันดีเซล หรือถ่านหิน โรงไฟฟ้าก็จะเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
ทางปล่องควัน แทนรถของพวกเรา

 

ก็ต้องมาคำนวณกันว่า ต่อพลังงานในการขับเคลื่อนรถของพวกเราเท่าๆ กัน แบบไหนจะ
ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ากัน แต่ถ้าใช้พลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังงานน้ำหรือลม
แน่นอนว่าวิธีนี้ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริง

 

ผมเคยลองคำนวณอย่างคร่าวๆ ดู รถประเภทนี้ช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงให้ผู้ใช้ในเมืองไทยได้
เกินกว่า 50 % ใครทำธุรกิจที่ต้องใช้รถ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งของหรือคน ถ้าพัฒนาระบบนี้ได้
ก็จะสามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้อย่างมากครับ

 

แต่รถไฮบริดแบบนี้ก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องคำนึงถึง อย่างแรกคือ เนื้อที่สำหรับแบทเตอรี ซึ่งจะต้อง
ทำให้เนื้อที่ใช้สอยถูกลดลงไปส่วนหนึ่ง ถัดมาคือน้ำหนักรถที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือน้ำหนักแบทเตอรี
และมอเตอร์ไฟฟ้านั่นเองครับ ส่วนชุดควบคุมน้ำหนักไม่มาก ข้อที่ 3 นี่เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร
นั่นคืออายุใช้งานและความไว้วางใจได้ของแบทเตอรี เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียระหว่างการ
ใช้งาน

 

การคำนวณเพื่อเทียบว่า ประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้เท่าใด ต้องรวมค่าแบทเตอรีทั้งชุดเข้าไปด้วย
ครับ โดยประเมินว่ามีอายุใช้งานนานเท่าใด ถ้าจะให้ดีเทียบเป็นระยะทางที่รถถูกใช้งานได้ ต่อ
อายุแบทเตอรี 1 ชุด

 

ประการสุดท้าย คือ ราคารถ ว่าเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งก็จะต้องเอามาใช้ในการคำนวณ
ค่าใช้จ่ายที่จะประหยัดได้ ว่ารวมเบ็ดเสร็จแล้ว จะประหยัดรายจ่ายได้เท่าใดเมื่อเทียบกับการใช้
รถแบบเดิม

 

ลองย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ข้อหนึ่งอีกครั้งสิครับ จะเห็นได้เลยว่า อนาคตของรถไฮบริดแบบนี้
ว่าจะสดใสหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งเดียวเลยนั่นคือแบทเตอรี ว่าจะมีสมรรถนะและประสิทธิภาพ
เพียงใด แบทเตอรีที่โรงงานรถยนต์อยากได้ และกำลังพัฒนาเอง หรือไม่ก็พัฒนาร่วมกับโรงงาน
แบทเตอรี จะมีคุณสมบัติดังนี้ครับ

 

น้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้า ราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับ
ความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้า และมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับการเก็บประจุไฟฟ้าเช่นเดียว
กัน แล้วก็ต้องมีอายุใช้งานสูง เมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่อัดไฟ้ด้วย แบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
เป็นแบบนิคเคิล เมธัลไฮดรายด์ และลิเธียม-อิออน ซึ่งยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีแบทเตอรี
รูปแบบอื่นอยู่ในระหว่างถูกวิจัยและพัฒนาอีกมากครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2551
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/QoOb2

Follow autoinfo.co.th