บทความ

กรณีศึกษา สัมพันธ์ประกันภัย ฯ ไปไม่รอด (6)


เราจะพูดคุยกันถึงกรณีศึกษา สัมพันธ์ประกันภัย ฯ ไปไม่รอด กันต่ออีก 2 ฉบับ ก่อนที่จะไปคุยกันใน
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจต่อไป ตอนนี้บางคนอาจลืมเรื่องกรณีบริษัทประกันภัยถูกปิด ถูกดอง กันไปแล้ว
หันไปสนใจการโหมโฆษณากรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบใหม่ โดยไม่ได้สนใจบริษัทประกันภัยนั้นๆ จะ
มั่นคงหรือไม่ ดูจะเป็นวิสัยปกติของคนไทยไปแล้ว ที่ลืมง่าย หน่ายเร็ว เรื่องเก่ายังคาราคาซัง ไม่รู้จะจบ
อย่างไร ขอเตือนว่าอาจมีข่าวให้ได้ยินประกันภัยถูกปิดในเร็ววันนี้อีกก็เป็นไปได้ และคนเดือดร้อนก็คือ
ประชาชนเพราะซื้อกรมธรรม์โดยไม่ได้ดูอนาคต และความมั่นคงของบริษัท

 

ฉบับนี้อย่างที่บอกไว้ว่า จะนำเสนอความเห็นของผู้คนที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและได้รับผลกระทบโดย
ตรง เช่น อู่ซ่อมรถ และถ้าหากมีพื้นที่พอก็จะนำเสนอรายงานความล้มเหลวของการบริหารธุรกิจประ
กันภัยที่ได้มีการศึกษา และเผยแพร่ในต่างประเทศ ซึ่งก็จะเป็นอีกกรณีศึกษาเชิงเปรียบเทียบ แต่ถ้าพื้น
ที่ไม่พอก็จะขอนำไปเสนอในฉบับถัดไป

 

แฉมีอีก 3 บริษัทใหม่ ฐานะร่อแร่ ต่อคิวเจ๊ง (หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 1 สิงหาคม 2550) ระบุ คุม
เข้มบริษัทประกันภัย ป้องกันปัญหาขาดสภาพคล่องจนเกินเยียวยา “จันทรา” รุกกำกับดูแล 4 ด้านหลัก การเงิน การลงทุน การบริหารจัดการ ความสามารถของบริษัท ภาคเอกชนพร้อมเข้าเกณฑ์ใหม่ แต่ขอเวลาปรับตัว 3-5 ปี

นางจันทรา บูรณฤกษ์ อธิบดีกรมการประกันภัย เปิดเผยถึงการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยว่า กรมอยู่
ระหว่างจัดทำโครงการกำหนดกฎเกณฑ์เพียงพอ ของเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงของบริษัทประ
กันภัย (RISK BASE CAPITAL ADEQUACY) เพื่อกำกับดูแลบริษัทไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการทำ
ธุรกิจ โดยจะแบ่งการกำกับดูแลเป็น 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านปริมาณการรับทำประกัน
ด้านการลงทุน และด้านการเงิน ซึ่งได้เริ่มให้บริษัทประกันภัยทดลองทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว

 

“โครงการนี้จะทำให้กรม ฯ รู้ว่า แต่ละบริษัทเป็นอย่างไร จากเดิมจะกำกับดูแลเฉพาะด้านการเงิน แต่นี่จะลงไปดูถึงการบริหารจัดการภายในบริษัท เงินลงทุนมีเท่าไร และสามารถลงทุนอะไรได้บ้าง สัดส่วนเท่าไร ขนาดของบริษัทจะมีปริมาณการรับทำประกันเท่าไร จึงจะเหมาะสม และเงินกองทุนเป็นอย่างไร หากมีด้านหนึ่งด้านใดบกพร่อง สามารถเตือนให้แต่ละบริษัทปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้แต่ละบริษัทเกิดปัญหาหนักจนเกินกว่าจะเยียวยา”

อย่างไรก็ตาม กรม ฯ จะใช้การกำกับดูแลตามโครงการดังกล่าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้แต่ละ
บริษัทได้ปรับตัว เพราะสถานะหรือขนาดของแต่ละบริษัทต่างกัน หากบังคับใช้ทันทีโดยไม่ให้บริษัท
ขนาดกลางและเล็กได้ปรับตัว จะทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทเหล่านั้นได้ เพราะจะไม่สามารถ
ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขสถานะของบริษัท ให้เข้าหลักเกณฑ์ใหม่ได้ในทันที

 

นางจันทรา กล่าวว่า บริษัทประกันภัยที่มีปัญหา กรมได้สั่งหยุดขายกรมธรรม์ชั่วคราว 2 ราย คือ
บริษัท ธนสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด และแต่งตั้งคณะ
กรรมการเข้าควบคุมบริษัทประกันชีวิต 1 ราย คือ สหประกันชีวิต ฯ

แต่ยังมีอีก 3 รายที่มีปัญหา ซึ่ง 2 ใน 3 ราย เป็นบริษัทที่มีชื่อเดียวกัน แต่ทำทั้ง 2 ธุรกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่
ทำธุรกิจด้านการเกษตร ซึ่งได้เชิญมาหารือแล้ว โดยบริษัทแจ้งว่า ในส่วนธุรกิจประกันชีวิต มีเงินกอง
ทุนขาดประมาณ 30 ล้านบาท แต่บริษัทจะเพิ่มทุน 100 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัย จะ
เพิ่มเงินกองทุนเช่นกัน กรม ฯ กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กย. นี้ และจะเชิญอีก 1 บริษัทที่เหลือมาหารือต่อไป

 

รายงานข่าวแจ้งว่า 2 ใน 3 รายเป็นบริษัทที่มีชื่อเดียวกัน แต่ทำทั้ง 2 ธุรกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่ทำธุรกิจด้านการเกษตร คือ บริษัท แอ๊ดวานซ์ อินชัวรันส์ ฯ และบริษัท แอ๊ดวานซ์ไลฟ์ อินชัวรันส์ ฯ ซึ่งกรมการประกันภัยได้เชิญมาหารือแล้ว ส่วนอีก 1 บริษัท คือ บริษัท ศูนย์สุขภาพประเทศไทย จำกัด

สมาคมอู่บแลคลิสต์ 3 บริษัท ประกัน ผนึกกรม ฯ วางกฎเหล็กล้อมคอก (หนังสือพิมพ์ประชาชาติ
ธุรกิจ วันที่ 09 สิงหาคม พศ. 2550 )

สมาคมอู่กลางขึ้นบแลคลิสต์ 3 บริษัทประกัน “สัมพันธ์ ฯ-ธนสิน ฯ-แอดวานซ์ ฯ” เผยมีหนี้คงค้าง
อู่ตรึม แถมมีบริษัทที่เข้าข่ายต้องระวังอีก 15 ราย ทางสัมพันธ์ ฯ ระบุ 14 สค. จะสรุปทางออกเคลียร์ปัญาหาหนี้ ด้าน ธนสิน ฯ-แอดวานซ์ ฯ จ่อคิวเจรจา ส่วนอธิบดีกรมการประกันภัยแก้กฎเข้มเรื่องเงินกองทุน และขอเบรครับประกันชั่วคราว

 

นายไพสิฐ เลิศธีรพงษ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอู่กลางการประกันภัย เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจ
ประกันภัยรถยนต์ในช่วงนี้ต้องถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีเท่าไรนัก โดยมีบริษัทประกันภัยที่มีปัญหา
ติดค้างหนี้สินกับอู่ซ่อมรถยนต์จนกลายเป็น “บแลคลิสต์” ในขณะนี้มีอยู่ 3 ราย ได้แก่ บริษัท สัมพันธ์
ประกันภัย จำกัด/บริษัท ธนสินประกันภัย ฯ และบริษัท แอดวานซ์ประกันภัย ฯ ซึ่งทั้ง 3 บริษัทนี้มีภาระหนี้สินค้างอยู่กับอู่ซ่อมรถยนต์ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก โดยสัมพันธ์ประกันภัย ฯ มีหนี้สินค้างอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ธนสิน ฯ ประมาณ 40-50 ล้านบาท และแอดวานซ์ ฯ อีกประมาณ 120 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบริษัทประกันภัยที่เข้าข่ายมีปัญหาอีก 15 รายด้วยกัน

 

สำหรับสถานการณ์ของ สัมพันธ์ประกันภัย ฯ ซึ่งมีภาระหนี้สินค้างอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ทางสัมพันธ์
ฯ แจ้งว่าในวันที่ 14 สิงหาคมนี้จะเข้ามาเจรจากับทางสมาคมเพื่อหาทางออกสำหรับภาระหนี้สินดัง
กล่าว ส่วน ธนสินประกันภัย ฯ นั้นกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับทางสมาคม ซึ่งทาง ธนสิน ฯ แจ้งว่าจะ
จ่ายเงินค้างชำระเบื้องต้นให้ 45 % แต่ทางสมาคมยังไม่ยอมรับ เพราะอยากให้ทาง ธนสิน ฯ ชำระเงิน
ให้ก้อนใหญ่กว่านี้ ด้าน แอดวานซ์ประกันภัย ฯ ขณะนี้กำลังเจรจากับทางกรมการประกันภัยอยู่ เนื่อง
จากมีนายทุนสนใจเข้ามาซื้อกิจการและลงทุนให้แล้ว ซึ่งต้องรอสรุปรายละเอียดอีกครั้ง

และเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าในขณะนี้ ทางสมาคมได้ร่วมมือกับสมาคมวินาศภัย จัดทำเครื่อง
หมายการันตีให้กับอู่ซ่อมรถยนต์ ซึ่งลูกค้าที่นำรถยนต์ไปซ่อมกับอู่ที่มีเครื่องหมายนี้ ทางอู่จะรับซ่อมให้
กับลูกค้าของทุกบริษัทประกันภัย รวมทั้งประกันภัยที่เป็นบแลคลิสต์ด้วย โดยทางลูกค้าอาจจะต้อง
สำรองจ่ายไปก่อน แล้วนำใบเสร็จไปเบิกเงินกับทางบริษัทประภัยเอง แต่ถ้าบริษัทประกันภัยไม่
สามารถชำระเงินได้ ลูกค้าก็สามารถนำใบเสร็จรับเงินนี้ไปร้องเรียนกับทางกรมการประกันภัยเพื่อให้
ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

 

อู่ขยาด “คูเนีย-ลิเบอร์ตี้ ฯ”

นางชนนิกานต์ มากเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพค การาจ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
ทางบริษัทได้กำหนดบแลคลิสต์ไม่รับเคลมให้กับบริษัทประกันภัยบางแห่ง คือ คูเนีย ฯ และลิเบอร์ตี้
ประกันภัย ฯ ซึ่งมีปัญหาในความยุ่งยากซับซ้อนของขั้นตอนการจ่ายเงิน โดยมักถูกกดราคาค่าซ่อม
รวมถึงติดค้างค่าซ่อมเป็นระยะเวลานาน ในปัจจุบันจึงไม่รับซ่อมให้กับบริษัทดังกล่าว หรือลูกค้าจะ
ต้องสำรองจ่ายก่อนเท่านั้น

ทั้งนี้ นางชนนิกานต์ ยังกล่าวอีกว่า กรณีเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออู่ต่างๆ ทำให้การทำงานติดขัด วางเงินไม่ได้ ได้รับเงินช้าและน้อยกว่าที่เป็นจริง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในแง่ของอุปสรรคในการเดินเรื่องและผลประกอบการ ขณะเดียวกันเชื่อว่าผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบที่ต้องสำรองเงินเอง ทั้งที่ซื้อประกันไปแล้ว รวมถึงยังโดนปฏิเสธจากอู่หลายแห่ง จึงทำให้เกิดปัญหาในการซ่อมรถอีก เช่นกัน

ส่วนแหล่งข่าวจากอู่อีกแห่งหนึ่งในย่าน ถ. พัฒนาการ กล่าวว่า ได้ยกเลิกการรับซ่อมให้กับบริษัทคูเนีย
ฯ ไปตั้งแต่ปีที่แล้วเนื่องจากถูกกดราคาค่าซ่อม เช่น ค่ากันชน 2,200 บาท แต่จะอนุมัติเงินซ่อมให้แค่
1,600-1,800 บาทเท่านั้น และจ่ายเงินช้ามาก โดยกำหนดดีล 30 วัน แต่กว่าจะได้รับเงินต้องรอกว่า 1 ปี เช่นเดียวกับกรณีของ สัมพันธ์ประกันภัย ฯ ที่ขอยกเลิกเป็นอู่ในเครือไปตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากทราบว่าบริษัทมีปัญหาทางการเงิน และขณะนี้ยังค้างจ่ายเงินให้กับทางอู่อีกกว่า 20 ล้านบาท

 

อู่บอกได้ประกันไหนไม่ดี (นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ 16 สค. 2550)

ผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจเบอร์หนึ่งในวงการประกันภัยรถยนต์ แนะนำให้ผู้ที่จะทำประกันภัยต้องรู้จัก
สอบถามกับอู่ด้วยตัวเอง นอกเหนือจากการติดตามข่าวสาร และหมั่นดูเวบไซท์ของกรมการประกันภัย
ให้เป็นประจำ ซึ่งอาจจะไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก นอกจากรายงานงบบัญชีเกี่ยวกับเงินกองทุน
ติดลบ และการขาดสภาพคล่องที่จะต้องถูกประจานอยู่เป็นปกติ แต่ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยระดับหนึ่ง

“ที่ลูกค้ามักจะเจออยู่เสมอ ก็คือ อู่ที่พูดตรงๆ ก็จะบอกเลยว่า ไม่รับหรือคิวจองยาว บางรายบอกปัด
อ้อมๆ ก็จะบอกว่า อะไหล่หมด หรือไม่ก็ต้องยอมจ่ายเงินซ่อมเอง โดยอู่จะให้อะไหล่คุณภาพต่ำก็ต้อง
ยอม”

 

ที่ต้องสังเกตมากขึ้น ก็คือ เมื่อโทรไปหา แล้วบริษัทประกันภัยโยนเรื่องไปมา ผัดวันประกันพรุ่ง โทรติด
ต่อยาก ไม่ติดต่อกลับมา หรือเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ดูแล ไม่บอกราคาซ่อม ไม่ยอมดำเนินการใดๆ หรือ
ประวิงเวลาซ่อมรถนานเป็นเดือนๆ จนสุดท้ายบ่ายเบี่ยงให้ลูกค้าจ่ายเงินให้อู่ไปก่อน แล้วมาเบิกกับ
บริษัททีหลัง ถ้าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังซื้อกรมธรรม์ ก็ให้เชื่อได้เลยว่า โดนหลอกเข้าให้แล้ว

 

ติดตามถามถึงตรงนี้แล้วเห็นชัดเลยใช่ไหมว่า กรณีของ สัมพันธ์ประกันภัย ฯ ไปรอดยากแน่มีหนี้สิน
ค้างเพียบ มีสิ่งที่อยู่ลึกลงไปที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยอีกมาก ทั้งยังถูกพันธมิตรในวิชาชีพที่เกี่ยวของรัง
เกียจอนาคตเหนื่อยที่รอดครับ



------------------------------
เรื่องโดย : กฤชกมล นิติธรรมโกศล
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2551
คอลัมน์ : ประกันภัย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Gk8n6

Follow autoinfo.co.th