บทความ

เฟืองท้ายแสนรู้


ถ้าเราแบ่งกลุ่มผู้ใช้รถ โดยเอาความรู้สึกที่มีต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบไม่เป็นทางการ ผมว่าน่า
จะได้สามกลุ่มด้วยกัน คือ พวกชอบ พวกไม่ชอบ และพวกที่ชอบบ้างไม่ชอบบ้างตามรสนิยม
เฉพาะตัว ถ้ามองพวกแรกให้สุดกู่หน่อย เพื่อให้เห็นชัด ก็คือ พวกที่เชื่อว่า อะไรที่ใหม่ ใช้เทคนิค
ละเอียดซับซ้อน ถือว่าดีไว้ก่อน ส่วนพวกที่สามแบบสุดกู่ ก็คือ พวกนิยมการอนุรักษ์ มีอะไรใหม่ๆ
มา ไม่ต้องพิจารณาเลยก็ได้ ขอต่อต้านไว้ก่อน เช่น บอกว่าแพงขึ้น เสียง่าย ซ่อมก็ยาก หรือซ่อม
ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่อย่างเดียว

 

ถ้าให้ผมให้คะแนน ผมขอให้คะแนนพวกแรกมากกว่าพวกหลังครับ เพราะมันเป็นเรื่องของ
เทคโนโลยี ที่ควรพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ ขอเพียงให้รู้เท่าทันถึงประโยชน์และโทษของ
มันให้ครบถ้วน แล้วใช้มันอย่างฉลาดเท่านั้นเอง ผลงานทางศิลปะ อาจจะอยู่ในจุดสูงสุด ระดับ
ที่คนรุ่นหลังทำใหม่ให้ดีกว่า หรือแม้แต่ดีเท่าก็ยังไม่ได้ เช่น ภาพวาด รูปปั้น หรือบทประพันธ์
ทางดนตรี แต่ไม่มีเหตุผลอะไร ที่เราจะอนุรักษ์ระดับของเทคโนโลยีว่าดีที่สุดแล้ว ถูกต้องที่สุดแล้ว
เพียงเพราะตัวเราคุ้นเคยกับมันเท่านั้นเอง

 

ลองดูตัวอย่างจากโทรศัพท์มือถือของพวกเราก็ได้ครับ มันมีประโยชน์มหาศาล ไม่ต้องให้คนสอง
คนเปลืองเวลา เปลืองพลังงานของยานพาหนะ เดินทางมาเพื่อสื่อสารกัน มันช่วยให้เรารู้ว่า คน
ที่เรารักและห่วงใย ปลอดภัยดีในขณะนี้ หรือว่าได้เดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพแล้ว ไม่ต้อง
รอตรวจสอบด้วยวิธีอื่นในอดีต ที่กินเวลา เป็นวันหรือเป็นเดือน แต่ฝ่ายต่อต้านหรือนิยมการอนุรักษ์
บอกว่า แต่ก่อนเราอยู่กันได้โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยีนี้

 

ก็จริงครับ แต่ไม่สะดวกเท่า ลำบากกว่ากันเป็นพันเท่า บางคนบอกว่าใช้แล้วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ผ่านสมอง มีโอกาสกระตุ้นให้เป็นมะเร็ง ก็ควรใช้หูฟังแบบมีสายแทนครับ แล้วพูดให้น้อยเข้าไว้
ไม่ใช่คุยเรื่องไร้สาระกันเป็นชั่วโมง ด้วยเหตุผลเดียว คือ จ่ายค่าใช้แบบเหมา คุยมากหรือน้อยก็
จ่ายเท่ากัน เลยต้องเอาให้คุ้ม บางคนก็บอกว่าแบทเตอรีเสื่อมแล้ว กลายเป็นขยะมีพิษ

 

มันขึ้นอยู่กับวิธีจัดการแปรรูปครับ จัดการให้ปลอดภัยได้เสมอ ถ้าเข้าใจโทษของมัน และตั้งใจ
ทำจริง ผมเคยพบพวกอนุรักษนิยมมาหลายคน ที่ไม่มีวันเปลี่ยนความคิดความเห็นครับ ไม่มี
การลองชิมอาหารใหม่ๆ เคยกินอะไรเมื่อสามสิบปีก่อน วันนี้ก็ขอกินอย่างเดิม บางคนแต่ละมื้อ
ก็ต้องเวลาเดิมของวัน เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา เสื้อผ้าต้องแบบเดิม ทรงผม (ผู้ชาย) มีแบบ
เดียวจนวันตาย ถ้าไปถกเถียงก็อาจจะต้องทะเลาะกันถึงขั้นคบหากันต่อไปไม่ได้

 

เสียพลังงานและเวลาเปล่าๆ ครับ ผมเคยพบคนที่อ้างว่าคาร์บูเรเตอร์ ดีกว่า และทนทานกว่า
ระบบหัวฉีด ซึ่งผมขอยืนยันว่า ด้านความทนทาน ไม่มีทางสู้ระบบหัวฉีดได้เลย ระบบ
อีเลคทรอนิคทุกวันนี้ ก็ไว้วางใจได้อย่างมาก ยังไม่ต้องพูดถึงการให้กำลัง การตอบสนองต่อ
คันเร่ง และโดยเฉพาะการประหยัดเชื้อเพลิง ที่ระบบหัวฉีดเหนือกว่ามาก แต่ถ้าบอกว่า
คาร์บูเรเตอร์บางแบบ มองดูสวยเข้ากับเครื่องยนต์ของรถรุ่นเก่าบางรุ่น ให้เสียงดูดอากาศเพราะ
กว่าเวลาเร่ง แบบนี้เรายอมรับครับ

 

ประดิษฐกรรมบางอย่างในอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถช่วยชีวิตคนมาแล้วเป็นหมื่นเป็นแสนราย
ทั้งแบบที่เป็นกลไกง่ายๆ อย่างเข็มขัดนิรภัย แบบซับซ้อนปานกลางอย่างระบบป้องกันล้อลอคหรือ
เอบีเอส ไปจนถึงแบบที่อาศัยระบบอีเลคทรอนิคที่ซับซ้อน รวมทั้งเซนเซอร์ไวพิเศษ ทำงานด้วย
โพรแกรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เช่น ระบบรักษาเสถียรภาพของรถที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อ
อีเอสพี (ELECTRONIC STABILITY PROGRAMME) หรือชื่ออื่นๆ ที่ผู้ผลิตรถตั้งกันเอง

 

ซึ่งผมเคยอธิบายไว้อย่างละเอียดแล้วในคอลัมน์นี้ หลักการทำงานที่สำคัญของระบบนี้ คือ การ
ปรับการทรงตัว หรือเรียกให้เป็นทางการว่า พฤติกรรมของรถ ให้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัย ในรูป
แบบของการแก้ไขตั้งแต่ต้น โดยการเบรคล้อบางล้อโดยเฉพาะ หรือเพิ่มแรงเบรคเป็นพิเศษถ้า
ผู้ขับกำลังเบรคอยู่ เพื่อให้ต้านการเสียหลักหรือเสียการทรงตัวของรถ ถ้าใช้สำนวนที่กำลังนิยม
กัน ก็ต้องบอกว่าเป็นการพัฒนา “ต่อยอด” ระบบเอบีเอส เพราะระบบ อีเอสพี ใช้อุปกรณ์เกี่ยว
กับการเบรคเฉพาะล้อจากระบบเอบีเอส มีเพิ่มเฉพาะเซนเซอร์วัดการทรงตัวของรถ กับ
คอมพิวเตอร์พร้อมโพรแกรม

 

ในเมื่อระบบ อีเอสพี ทำงานโดยการเบรคหรือห้ามล้อใดล้อหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งแม้จะช่วยให้
เสถียรภาพของรถดี แต่ทุกครั้งที่ทำงาน ก็จะต้องมีการถูกลดความเร็วของตัวรถลงเป็นของ
แถมเสมอ วิศวกรยานยนต์ทั้งของโรงงานรถยนต์ และโรงงานผลิตอุปกรณ์ป้อนให้โรงงาน
รถยนต์ ก็เลยลองเปลี่ยนแนวคิดในทางตรงกันข้ามดูบ้าง โดยการคิดกลไกที่จะปรับแรงขับ
เคลื่อนของล้อซ้ายและล้อขวา ให้แตกต่างกัน เพื่อให้มีผลต่อพฤติกรรมของรถในโค้ง

 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารถกำลังเลี้ยวอยู่บนถนนโค้งซ้าย แล้วมีอาการอันเดอร์สเตียริงหรือดื้อโค้ง
ระบบนี้ก็จะลดแรงขับเคลื่อนของล้อหลังซ้ายลง โดยนำแรงขับเคลื่อนของล้อที่ลดลงนี้ ซึ่ง
ก็คือการลดแรงบิดของเพลาขับล้อซ้ายนั่นเอง ไปเพิ่มให้กับเพลาขับของล้อหลังขวา ทำให้
เกิดโมเมนท์ หรือแรงบิดกระทำต่อตัวรถ ในทิศทวนเข็มนาฬิกา ถ้าเรามองลงมาจากด้านบน
ของรถ บิดตัวรถให้เหไปทางซ้าย ซึ่งก็คือการลดอาการดื้อโค้งนั่นเองครับ

 

จากการทดสอบ ระบบนี้ให้ผลดีเฉพาะเมื่อใช้กับล้อหลัง ใช้กับล้อหน้าก็พอรู้สึกว่าช่วยได้บ้าง
แต่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ซึ่งก็หมายความว่าระบบนี้เหมาะสำหรับ รถขับเคลื่อนล้อหลัง กับรถขับ
เคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น

 

ระยะเวลาตอบสนองของระบบนี้สั้นดีพอสมควรครับ คือ 100 มิลลิวินาที ซึ่งก็คือ 1 ใน 10 ของ
วินาทีนั่นเอง ขอบเขตของการแปลค่าแรงบิดที่ล้อก็สูงสุด คือ สามารถปรับแรงบิดได้ตั้งแต่ 0 ถึง
100 % เลย เช่น ในสภาพปกติ มีแรงบิดที่ล้อหลังซ้ายและขวาข้างละ 50 % เมื่อจำเป็น ระบบ
นี้จะลดแรงบิดล้อหนึ่งได้ถึง 0 % แล้วเอาไปเพิ่มให้ล้ออีกฝั่งเป็น 100 % ได้ในเวลาแค่ 1 ใน 10
ของวินาที

 

หลักการทำงาน คือ ติดตั้งเกียร์ดาวเคราะห์ (PLANETARY GEAR) คั่นระหว่างล้อกับ
ดิฟเฟอเรนเชียลล้อละชุด มีคลัทช์แบบแผ่นบางหลายแผ่น คอยบีบยึดเพลาของเกียร์ดาวเคราะห์
ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์จะประมวลผลจากค่าต่างๆ จากเซนเซอร์ เพื่อวิเคราะห์
พฤติกรรมของรถ เมื่อใดที่ควรแปรแรงบิดของล้อขับเคลื่อน ก็จะปล่อยกระแสไฟฟ้าให้มอเตอร์
ที่คุมการทำงานของคลัทช์

 

บีเอมดับเบิลยู พัฒนาระบบนี้ร่วมกับบริษัท เซด เอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขับเคลื่อน
ระดับสุดยอดของโลก สัญชาติเยอรมันเหมือนกัน ตั้งชื่อระบบนี้ว่า ทอร์ค เวคเตอริง (TORQUE
VECTORING) ใช้กับรุ่น เอกซ์ 6 เป็นรุ่นแรก จากรายงานการทดลองขับในต่างประเทศ ระบบ
นี้ช่วยให้รถทรงตัวในโค้งได้ดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเพลาหลังแบบธรรมดา

 

เทคโนโลยีระดับนี้ ยังไม่สูงหรือล้ำยุคระดับที่ต้องเก็บเป็นความลับครับ วิศวกรในอุตสาหกรรม
ยานยนต์รู้ประโยชน์ของมันมานานแล้ว ความพร้อมที่จะนำมาใช้ อยู่ที่การวิจัยและพัฒนา
รวมทั้งทดลองให้ได้ผล และมีความไว้วางใจได้ของฮาร์ดแวร์ จึงไม่มีใครผูกขาดไว้ใช้คนเดียวได้
โรงงาน เอาดี ก็กำลังเตรียมใช้ระบบนี้กับรุ่น เอ 5 ในปีนี้เหมือนกัน แล้วตามด้วยรุ่น เอ 4 โดย
ติดตั้งกับระบบขับเคลื่อนรุ่น กวัตตโร ซึ่งขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น โดยติดตั้งระบบนี้กับเพลาหลัง
ซึ่งพัฒนาร่วมกับซัพพลายเออร์ระดับยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง แมกนา (MAGNA) กว่าจะมีให้
พวกเราได้ลองขับ หรือลองใช้ ก็คงเป็นปีหน้าเป็นอย่างเร็วครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2551
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/63UJk

Follow autoinfo.co.th