บทความ

โล่งอก


เห็นตัวเลขยอดการขายประจำปี 2550 ที่ผ่านมาแล้ว ก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ที่ตลาดของ
พิคอัพ รถขายดีของประเทศ ที่ยังมีตัวเลขรวมลดลง แต่เฉพาะเดือนสุดท้ายของปี กลับ
พุ่งพรวดพราด

 

ส่วนภาวะตลาดรถยนต์นั่ง เจอเอาราคาน้ำมันสูงปรี๊ด แถมด้วยทุกค่ายเตรียมปรับลดราคา
รถยนต์นั่ง ที่สามารถใช้น้ำมัน อี 20 ได้ ทำให้ตลาดเซไปเล็กน้อย แต่คาดว่าพอย่างเข้าปีหนู
ทุกค่ายประกาศราคารถแล้ว ก็คงพอทำให้ตัวเลขดีขึ้นบ้าง

 

ในส่วนของยอดขายรวมทั้งปี ที่ขายกันได้ราว 630,000 กว่า หดตัวจากปีที่แล้ว ก็นับว่า
ตลาดโดยรวมยังพอไปได้ เพราะปัจจัยลบที่มากมายทั้งปี การเมืองก็ไม่นิ่ง เหตุการณ์ 3
จังหวัดก็ยังไม่ดีขึ้น น้ำมันก็ขึ้นราคาเป็นรายอาทิตย์ ดอกเบี้ยที่โฆษณาว่า 0 % ก็ช่วยอะไร
ไม่ได้ ภาวะเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้น ราคาก๋วยเตี๋ยวก็เพิ่มจาก 25 เป็น 30 บาท ไม่เห็นมีใครทำ
อะไรได้

 

แต่ปี 2551 นี่ ก็พากันเล็งว่า เมื่อภาวะการเมืองนิ่ง มีรัฐบาลใหม่ เริ่มการบริหารประเทศ
อย่างประชาธิปไตย อะไรก็คงจะดีขึ้น ขนาดยอดขายท่านยังว่าจะเพิ่มจาก 630,000 เป็น
7 แสนเลย ก็ต้องยกมือสนับสนุนท่านไว้ก่อน ผ่านสักครึ่งทางค่อยมาว่ากัน

ที่ว่ายกมือเชียร์เอาไว้ก่อน ไม่ได้เชียร์กันเล่นๆ เห็นเป็นพรรคพวก เพราะคุยกับทางด้าน
เศรษฐกิจ ท่านว่า ในปี 2551 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 4.0-6.0 ทั้งนี้อุปสงค์
ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นในปี
2551 ประกอบด้วยการลงทุนในระบบรถไฟขนส่งมวลชน การลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์
ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากกรอบภาษีรถยนต์ประหยัดพลังงาน อีโค คาร์ และรถยนต์ที่ใช้แกส
โซฮอล อี 20 การขยายการลงทุนอุตสาหกรรมอีเลคทรอนิคส์ การผลิตเอธานอล และ
โครงการผลิตไฟฟ้า IPP เป็นต้น

 

ไม่ได้เชียร์เล่นๆ น้า

หนนี้ อยากคุยเรื่องรถเมล์ด่วนพิเศษ บีอาร์ที ที่ทางวิ่งก็ยังสร้างไม่เสร็จ สถานีก็ยังไม่เสร็จ
แถมเปิดประมูลซื้อรถหนแรก ก็หน้าแตกกันไปทั้ง กทม. เมื่อมีคนมาซื้อเอกสารไป 18 ราย
แต่ไม่มีใครมายื่นเลยสักราย ต้องเปิดประมูลรอบใหม่ อ้อนวอนให้มาประมูลได้ 2 บริษัท
แล้วก็ได้รถเสียที แถมราคาถูกกว่าราคากลางอีก ท่าทางจะหย่อนอะไรให้หลายอย่างเชียว

 

ท่านผู้ว่า ฯ ก็ออกมาคุยว่า เดือนกรกฎาคม 2551 จะได้ทดสอบวิ่งแน่

ก็เป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนเดินถนน ที่ต้องใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ เพียงแต่ว่ารถ
ด่วนเนี่ย ถ้าจะขึ้นต้องเดินข้ามสะพาน เพราะวิ่งอยู่เลนขวาสุด พอลงแล้วก็ต้องเดินข้าม
สะพานอีก แล้วท่านเห็นใจผู้สูงอายุบ้างหรือเปล่า จะใช้บริการทั้งที กว่าจะข้ามสะพาน
ได้ก็เหนื่อยหอบแล้ว

 

ก็ฝากเอาไว้ เพราะเห็นสะพานของกรมทางหลวงแล้ว แคบก็เท่านั้น ขึ้นลงสวนกันไม่พ้น
ต้องเบี่ยงตัวให้ ชันก็เท่านั้น ผู้สูงอายุต้องเลี่ยงไปเดินอ้อมทางลาด ที่วนเป็นวงกลมให้
เวียนหัวอีก

 

เถอะน่า คนออกแบบน่ะ ไม่ชราภาพมั่งก็ให้มันรู้ไป

 

กลับมาเรื่องรถเมล์ก่อน มีคนเอาดวงของพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง โครงการรถเมล์ด่วน
พิเศษชิดเกาะกลาง หรือ บีอาร์ที สายแรก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 เวลา 12.21 น.
เอามาพิจารณากันทางโหราศาสตร์ ก็อยากเก็บเอามาเล่า ไม่ได้ให้เชื่อถืองมงายแต่อย่างใด
มาดูว่าเขาว่ายังไงกันมั่ง

 

“เป็นฤกษ์ที่น่าสนใจ ขอดูแบบสากลนะครับ น่าสนใจเพราะเลือกวางพุธเจ้าเรือนลัคนา
ไว้ในเรือนที่ 10 เป็นเกษตร ดูดี ดวงไทยท่านพระราชครูวามเทพมุณี กล่าวว่า เวลา
12.21 น. ถือเป็นมหัทโนฤกษ์ ซึ่งหมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา
ประกอบกิจการประสบผลสำเร็จ ก็ดูจะสอดคล้องกัน เหมือนกัน พุธเป็นเรื่องการสื่อสาร
การขนส่งด้วย เพิ่งผ่านจุดร้ายๆ มา พุธทำมุมดีกับเนปจูนเจ้าเรือน 7 การก่อสร้างจะ
ราบรื่น ไม่มีปัญหา มีแนวโน้มว่าการบริการของสายนี้จะดี จันทร์ทำมุมดีกับพฤหัส ฯ
ถ้าพฤหัส ฯ ไม่เดินถอยหลังคงจะ เพอร์เฟคท์ กว่านี้ แต่นี่จะพบความขัดแย้ง และ
สิ่งที่น่าผิดหวัง ผลในทางไม่ดีจะเกิดขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ราคาค่า
โดยสาร สัญญา ยังดีที่จันทร์แลกพฤหัส ฯ จันทร์ เดินเข้าหาเสาร์ จันทร์อยู่ในเรือน
12th ตรงนี้เป็นข้อแตกต่างที่ดูเหมือนเสียหาย ดึงเอาเนปจูนมาเล็งด้วย ก็จะเกิด
ปัญหาต่อคู่สัญญา หรือ ข้อตกลงเดิม กฎหมาย สร้างความหนักใจให้เจ้าของ
จันทร์ทำมุมกับอาทิตย์ในระยะต่อมา แบบสแควร์ ปัญหาคอร์รัพชันจะเกิด
จะต้องฝ่าฟัน

 

โดยสรุป คือ คงไม่ง่ายอย่างที่คิด อาจจะราบรื่นในช่วงแรกๆ แต่ต่อมาต้องมี
การเปลี่ยนแปลง กลับมารื้อบางอย่างใหม่ ความนิยมดี รายได้ดี แต่จะเกิด
ปัญหาคอร์รัพชัน หรือคนจ้องทำลาย จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

 

ย่อหน้าสุดท้ายนี่ เป็นกันทุกเรื่องเชียว

ต่อด้วยเรื่องสุดท้าย โอดโอยกันมาจากบรรดารถกระบะแถวตลาดไททั้งหลาย
เพราะเอารถไปติดตั้งโครงหลังคา หรือโครงเหล็กเพิ่มเติม แล้วเอารถไปรับการ
ตรวจสภาพ เพื่อขอแก้ไขรายการในใบคู่มือจดทะเบียนรถ กับสำนักงานขนส่ง
ที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่

รถคันที่ตรวจสภาพผ่าน เพราะน้ำหนักรถรวมไม่เกิน 1,600 กก. มีเอกสาร
หลักฐานชัดเจน ทั้งใบคู่มือจดทะเบียนรถ ใบเสร็จค่าติดตั้ง โครงหลังคา หรือ
โครงเหล็ก สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ก็จะได้รับการ
แก้ไขรายการในคู่มือจดทะเบียนรถ

 

แต่ถ้าน้ำหนักรถรวมเกิน 1,600 กก. กรมการขนส่งท่านก็ไม่ยอมตรวจสภาพให้
บอกว่าผิดกฎหมาย

 

ทีนี้ พอเจอด่านเข้า คันที่ผ่านตรวจสภาพก็รอดตัวไป แต่บรรดาคนหาเช้ากินค่ำ
ที่ไม่ผ่านตรวจสภาพ ก็ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางกันโดยตลอด

แถมฟากทางกรมการขนส่งทางบก ออกมาเตือนเจ้าของรถกระบะบรรทุก ที่นำรถ
ไปติดตั้งโครงหลังคา หรือโครงเหล็กเพิ่มเติม รีบแจ้งนายทะเบียนก่อนถูกจับ

หากเจ้าของรถกระบะบรรทุก ที่นำรถไปติดตั้งโครงหลังคา หรือโครงเหล็กดังกล่าว
ไม่มาติดต่อดำเนินการทางทะเบียน แล้วนำรถนั้นไปใช้งาน จะมีความผิดฐาน
ใช้รถผิดไปจากรายการ ที่จดทะเบียนไว้ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

 

พรรคพวกก็บอกว่า ไปแจ้งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับแจ้ง ทำยังไงกันดีล่ะ

จะหันหน้าไปทางไหนดีครับ กรมตำรวจ หรือ กรมขนส่งทางบก ดี

หรือจะต้องหันไปให้ถึงตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ถึงจะมีอัศวินขี่ม้าขาวออก
มาแก้ปัญหานี้ได้

เกิดเป็นคนไทย อยู่กันแบบไทยๆ แบบนี้แหละครับ

แนบฤกษ์ของ บีอาร์ที มาให้ดูเล่น เย็นๆ ใจจ้า



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2551
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/rgihA

Follow autoinfo.co.th