บทความ

อุดมการณ์ 14 ตุลาคม


ขณะบันทึกเรื่องนี้ คนไทยกำลังระลึกถึง 40 ปี 14 ตุลาคม 2516 มีพิธีกรรม และพิธีการไปตามความเชื่อ การแสดงที่เป็นหลัก และควรค่าแก่ความสนใจของคนไทยก็น่าจะเป็น ปาฐกถาพิเศษของคน 2 คน ที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อใกล้ครึ่งศตวรรษมาแล้ว

 

คนหนึ่ง คือ ธีรยุทธ บุญมี ผู้นำขบวนนิสิตนักศึกษาและประชาชน 5 แสนคน อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แสดงปาฐกถาที่อาคารอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 (แยกคอกวัว)

 

ภายใต้หัวข้อ “ปณิธานประเทศไทย” ธีรยุทธกล่าวว่า เมื่อมาถึง 14 ตุลาคม มักมีคำถามว่า ทำไมประชาธิปไตยไทย ยังไปไม่ถึงไหน ที่แรงหน่อยก็ว่า ทำไมการเมืองไทยยังเฮงซวยอยู่ อุดมการณ์ของพวก 14 ตุลาหายไปไหน คำถามนี้แสดงว่าผู้ถามไม่เข้าใจว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์และการเมือง

 

นี่เป็นสไตล์การปราศรัยของ ธีรยุทธ ฟันธงแบบไม่อ้อมค้อม ว่าการเมืองไทยยังเฮงซวย

 

หลังเหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค” เมื่อ 40 ปีมาแล้ว ผู้คนในประเทศตีปีกเห็นว่า ประเทศไทยถึงแล้วซึ่งยุคสมัย “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” ฟังเหมือนกับว่าเจ้าของประเทศไทย คือ ประชาชน กำลังจะได้ทุกสิ่งที่พวกเขาปรารถนา

 

โดยเฉพาะบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2518 ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างโดย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ “สภาสนามม้า” ประกอบด้วยประชาชนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม

 

สุดท้ายสถานการณ์ในประเทศเกี่ยวกับการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์และผลกระทบจากการเมืองต่างประเทศ คือ สงครามเวียดนาม เอื้ออาทรให้รัฐบาลขณะนั้นขาดเสถียรภาพต่อการแก้ปัญหา

 

เจ๊งอีกในปี 2519 เดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน นำมาซึ่งเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 นองเลือดและล้มตายบาดเจ็บ หาฟ้าสีทองไม่เจอ

 

ธีรยุทธ ยังกล่าวถึงการเมืองไทยหลังเหตุการณ์ “14 ตุลา 16” ว่า สิ่งที่เห็นคือการต่อสู้ระหว่างกองทัพ กับสถาบันอนุรักษ์ ซึ่งต่อมามีความสนิทสนมแนบแน่นในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 กองทัพกลับมาอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมาทั้ง 2 สถาบันจะโฟคัสอยู่ที่ความมั่นคงของชาติเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องประชาธิปไตย

 

และประการสำคัญ พรรคการเมืองหลัง 14 ตค. กิดจากทุนท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นมุ่งหาผลประโยชน์เกาะเกี่ยวรัฐและระบบราชการ ไม่มีการส่งเสริมประชาธิปไตย และอ่อนกำลังเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จนถึง พตท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนทุนใหม่ขนาดใหญ่ สามารถใช้อำนาจควบคุมรัฐและภาคชนบทจนเป็นชนวนความขัดแย้งกับกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมการเมืองในปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ หรือสังคมขี้ข้า เข้าหาคนมีอำนาจ เข้าหาเส้นสาย โดย ธีรยุทธ มักสอนนักศึกษาว่า สังคมไทยเป็นสังคมขี้ ที่มักมีมุมมองเรื่องขี้ในเรื่องต่างๆ

 

ผู้นำนักศึกษาประชาชน 5 แสนคน ลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ชี้ให้เกิดความเข้าใจบุคคลสำคัญทางการเมืองในประเทศ โดยกล่าวว่า

 

“ถ้าจะมอง พตท. ทักษิณ ผ่านมุมมองว่าด้วยขี้ ก็ต้องเรียกว่าขี้ขำ เพราะขี้ขำแปลว่า อุจจาระที่ค้างรูทวารอยู่ แม้จะออกแรงแคะก็ยังเอาออกลำบาก”

 

“ส่วนนายก ฯ ยิ่งลักษณ์อาจจะมองว่า ขี้หย้อง กับขี้แบ๊ะ คำแรกหมายถึง หญิงสาวที่ชอบแต่แต่งตัวสวยงาม ชอบสำรวยสำอาง ส่วนคำที่สอง หมายถึง พวกที่ไม่ทำอะไรจริงจังเป็นล่ำเป็นสัน ทำตัวอีล่อยป้อยแอ หรือทำไปอย่างเสียไม่ได้”

 

“ส่วนชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์ของไทยอาจมองได้ว่าเป็นพวกขี้ ‘ขี้หักถ่อง’ ซึ่งแปลว่า พวกทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ปากว่าตาขยิบ ปากพูดให้คนทำดี แต่ไม่กล้าลงมือแก้ปัญหาเอง”

 

มุมมองของ ธีรยุทธ ดังกล่าว ให้ภาพที่ชัดเจนมาก ตอกย้ำความเห็นที่ว่า จนป่านนี้การเมืองไทยยังเฮงซวย ฝ่ายหนึ่งก็อีล่อยป้อยแอ อีกฝ่ายก็เอาแต่พูด

 

อีกคนหนึ่ง คือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค” แสดงปาฐกถาพิเศษ ที่ลานโพธิ์ ภายในเขตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

เสกสรรค์ ก็เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ประเด็นที่นำมาพูดในวาระ 40 ปี 14 ตุลา 16 ภายใต้หัวข้อ “ความฝันเดือนตุลา สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมในประเทศไทย”

 

อาจารย์เสกสรรค์กล่าวว่าในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเสียทั้งเวลาและเลือดเนื้อไปไม่น้อย ในการพยายามผลักระบอบอำนาจนิยมให้ออกจากเวทีประวัติศาสตร์ และขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้สามารถตอบโจทย์ต่างๆ ของประชาชน

 

ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องเลอะเทอะทางตรรกะ ที่จะคิดว่าประชาธิปไตยสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องต่อสู้ หรือเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาจากข้างบนลงมา

 

ความเห็นของท่าน ก็ตรงกับการฟันธงของอาจารย์ธีรยุทธ ที่กล่าวถึงคำถามที่ถามกันบ่อยว่า ทำไมการเมืองไทยยังเฮงซวย

 

“ในความเห็นของผม เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายประชาธิปไตยอาจจัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกได้แก่ เงื่อนไขอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางชนชั้นอย่างสุดขั้ว หรือพูดอีกแบบ คือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ล้นเกิน ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเข้าถึงอำนาจได้ไม่เท่ากัน และมีทัศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน”

 

และอาจารย์เสกสรรค์ ก็กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าหนักใจก็คือทัศนะที่เพาะตัวขึ้นจากความเหลื่อมล้ำที่สุดขั้ว มักเป็นทัศนะที่ยากต่อการไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพราะมันผูกติดอยู่กับเดิมพันเรื่องผลประโยชน์ซึ่งเป็นแกนชีวิตของแต่ละฝ่าย

 

เงื่อนไขดังกล่าวบรรยากาศเสรีนิยมจึงเกิดขึ้นยาก และความขัดแย้งทางความคิดก็มักนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมือง กระทั่งในบางกรณีถึงกลับนำไปสู่ความรุนแรง

 

ความเห็นของอาจารย์เสกสรรค์ น่าจะเกี่ยวโยงถึงความเพียรพยายามของรัฐในปัจจุบันที่ต้องการเห็นคนในชาติเกิดความปรองดอง แม้ด้วยการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ลงทุนจัดเวทีการปฏิรูปการเมืองไทยโดยมอบหมายให้ บรรหาร ศิลปอาชา พญามังกรทางการเมืองไทยเป็นผู้ดูแล

 

อาจารย์เสกสรรค์ยังกล่าวอีกว่า ในยุคที่ช่องว่างทางชนชั้นถ่างห่าง จินตภาพเรื่องส่วนรวมพร่ามัว รัฐไทยยิ่งจำเป็นต้องขยายบทบาทในการบริหารความเป็นธรรม ทั้งสังคมและรัฐจึงจะอยู่รอด

 

และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ บางทีรัฐอาจต้องยอมปรับโครงสร้างอำนาจของตนเอง โดยกระจายอำนาจสู่หัวเมืองต่างจังหวัดและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อประชาชนในพื้นที่ต่างๆ จะได้มีเครื่องมือมากขึ้นในการคุ้มครองอัตลักษณ์และผลประโยชน์ของพวกเขา ก่อนที่โลกาภิวัตน์จะถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่าง

 

ภาพรวมจากการแสดงปาฐกถาพิเศษของผู้นำในเหตุการณ์ทั้ง 2 ท่านนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างเดียวว่า การเมืองไทยยังเฮงซวย ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับประเทศที่ต้องการอยู่กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 

เมื่อไรก็ตาม หากความเห็นประชาชนคนไทยเห็นว่า การเมืองของประเทศพึ่งพาไม่ได้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เมื่อนั้นระบอบการปกครองด้วยลัทธิประชาธิปไตยก็จะหมดความหมาย ประชาชนพลเมืองเจ้าของประเทศจะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย อันเป็นการเปิดโอกาสให้ระบอบการปกครองด้วยลัทธิอื่นเข้ามาแทรกแซงอย่างง่ายดาย

 

สวนดุสิตโพลล์ ในวาระเดียวกันได้สำรวจความเห็นประชาชน ระหว่าง 8-12 ตุลาคม ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 50.64 เห็นว่า วันมหาวิปโยคเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงสร้างความเศร้าสะเทือนใจ

 

ส่วนคำถามที่ว่า บทเรียนเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จะนำมาใช้ในสถานการณ์ทางการเมืองไทยปัจจุบันได้อย่างไรนั้น ร้อยละ 35.54 เห็นว่า ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต้องอาศัยเวลา และความร่วมมือของทุกฝ่าย

 

จากการสำรวจของสวนดุสิตโพลล์ จะเห็นว่า ประชาชนยังด้อยการศึกษาเรื่องประชาธิปไตยเป็นไปตามที่อาจารย์ธีรยุทธมอง เพราะผู้ถามไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์และการเมืองของไทย จึงมีคำถามว่า ทำไมการเมืองไทยยังเฮงซวย…?

 

แบบนี้เห็นทีจะอีกยาวนานกว่าที่ การเมืองไทยจะถึงซึ่งอุดมการณ์ “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ”



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2556
คอลัมน์ : ระหว่างเพื่อน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/N9Aq4

Follow autoinfo.co.th