บทความ

ลานนาสิเนหา


นานกว่าครึ่งศตวรรษที่ผมเริ่มเขียนหนังสือ ร้อยแปดสารพันเรื่องราว ทั้งประเภทอ่านเล่น, อ่านเอาเรื่อง และอ่านไม่เอาไหน ถ้าเอาตัวหนังสือมาเรียงกัน ระยะทางน่าจะครอบคลุมครบ 4 ภาคเมืองไทย ครั้นผมได้อ่านหนังสือ “สิเนหามนตาแห่งลานนา” ซึ่งเขียนโดย บัณฑูร ล่ำซำ-นายธนาคารใหญ่ กสิกรไทย ผมยอมรับโดยดุษฎีว่า งานเขียนหนังสือของผมล้มเหลวสิ้นกระบวนท่า

 

บัณฑูร ล่ำซำ เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกของชีวิต และท่านเขียนเมื่ออายุครบแซยิด ตอนหนึ่งใน “คำนำ” ของท่าน คือ

 

“ที่สำคัญที่สุดก็คือ นิยายเรื่องนี้ เป็นวิธีการสะท้อนความเป็นตัวตนของผม หลังจากที่ได้สั่งสมและเพาะบ่มมาครบหกสิบปี”

 

ความจริงหนังสืออ่านยุคนี้ มิได้แตกต่างลีลาจากเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว บทต่างของหนังสือ 2 ยุคน่าจะอยู่ที่วิธีการนำเสนอ โดยเฉพาะหนังสือประเภททำอย่างไรจึงจะรวยเป็นอัครมหาเศรษฐี มักนำเสนอชื่อพลิกแพลงต่างๆ นานา เพื่อกระชากอารมณ์ลูกค้า แต่หากพิจารณาส่วนลึกของหนังสือวันนี้กัน ก่อนนี้ก็มีรูปทรงเดียวกัน

 

ยุคที่ผมเริ่มต้นเขียนหนังสือ ผมชอบอ่านหนังสือของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ชอบสำนวนลีลากวนอารมณ์ ซึ่งขณะนั้นท่านประจำอยู่ที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ราชดำเนินกลาง ของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

 

ระหว่างนั้นผมเขียนคอลัมน์ให้กับหนังสือพิมพ์ เสียงอ่างทอง ที่ซอยวรพงษ์ บางลำพู และเขียนเรื่องสั้นประจำสัปดาห์สมัยพิมพ์ปกสารพัดสี

 

หนังสือต่างประเทศที่ผมนิยม ก็มี PLAYBOY ซึ่งผมซื้อจากเซนทรัล สมัยเป็นร้านห้องแถวอยู่ถนนเจริญกรุง ปากตรอกโอเรียนเทล

 

หนังสือรายเดือนเล่มนี้ ให้ความแตกฉานทางความคิดแก่ผม ไม่ว่าจะเป็น คอลัมน์ตอบปัญหา สารคดี บทสัมภาษณ์บุคคลพิเศษ เรื่องสั้นในฉบับ และภาพปลุกใจเสือป่า

 

“นิทานข้างหมอน” เป็นคอลัมน์หนึ่งซึ่งผมเรียบเรียงจาก “RIBALD CLASSICS” ของ PLAYBOY เป็นเรื่องสิเนหาทั้งหมด หลายเรื่องมาจากนักเขียนต่างประเทศ เช่น เรื่องสั้นของ กีย์ เดอ โมปาส์ซองต์, โจวานนี กาซาโนวา และที่ผมชื่นชมมากก็เป็นเรื่อง “ตำนาน 10 ราตรี” (BOCCACCIO’S DECAMERON) ของ โจวานนี บกกัชโช ซึ่งเคยพิมพ์เป็นรูปเล่มภาษาไทยชื่อ “บันเทิงทศวาร” และท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หนังสือเล่มนี้ คือ ต้นแบบสำคัญของนักกวีเอกทั้งหลายแห่งโลก รวมทั้ง เชคสเปียร์ส กวีชาวอังกฤษ

 

ผมเรียบเรียง “นิทานข้างหมอน” แต่ละครั้ง จะขึ้นต้นด้วยคำว่า “กิรดัง ได้ยินมา ตทากาเล…กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว…” ซึ่งคำนี้ผมเกิดความคิดขึ้นหลังจากพบว่า “บันเทิงทศวาร” อ้างถึงศาลาที่พักคนเดินทางในสมัยโบราณ มักเป็นที่ประชุมฟังนิยายของผู้คน ขึ้นต้นก็ว่า “ดังได้สดับมา…” ฉันใด ฉันนั้น

 

“นิทานข้างหมอน” ได้รับความสำเร็จจากผู้อ่าน ตั้งแต่ชั้นครูถึงชั้นนักเรียน ทำให้ผมสนใจเรื่องราวแห่งความสิเนหาอีกหลายเล่ม และติดตามผลงานจากนักเขียนหลายท่าน รวมทั้ง “เจ้าจำปี” ประมูล อุณหธูป เจ้าของเรื่อง “จัน ดารา”

 

ประมูล อุณหธูป เขียนหนังสือให้หนังสือพิมพ์หลายค่าย ตั้งแต่ “ประชามิตร” ถึง “บางกอก”, “สยามสมัย”, “แสนสุข”, “สยามรัฐ”, “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” และได้เป็นบรรณาธิการหนังสือรายเดือน “ชาวกรุง”

 

และท่านก็เป็นนักเขียนอีกคนที่แปลเรื่องราวสิเนหามาจากต่างประเทศ หลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง “ปีศาจสันนิวาส” (แค่ชื่อก็เสพสมแล้วครับ) “เก็บเบี้ยในรังโจร” และ “โลงของอีส้า”

 

ประมูล อุณหธูป เขียนเรื่องสั้น “แกมเก็จ” ซึ่งภายหลังต่อมา มีการพิมพ์ปกอ่อนขึ้น 7 เล่ม ชื่อหนังสือแต่ละเล่มสวมสอดกอดกันมันสะใจ

 

“เสพสมบ่มิสม”, “ฤจะเริด รมเยศ”, “สิเกลศยังโลดเถลิง”, “สเริงระบำดำรู”, “พรูควั่งถั่งนรกแลสวรรค์”, “ตราบเดือนฟั่นฟ้าแลดิน” และ “เพียงประคิ่น แหล่งหล้า บารนี”

 

ชื่อเรื่องพาอารมณ์แล่นกระเจิดกระเจิง แค่ตะกายหาคำแปลก็สนุกแล้ว ไม่ว่า “ดำรู” (งาม, น่ารัก) “ควั่ง” (หมุนคว้างจนใจหวิวๆ) “ถั่ง” (ไหลพลั่ง) “ประคิ่น” (ประคอง, บรรจงทำให้เรียบร้อย) และ “บารนี” (ดั่งนี้, ยิ่งนัก, มากเหลือ)

 

หนังสือรวมเล่มของผมเล่มหนึ่ง เคยตั้งชื่อสอดคล้องกัน 2 เล่ม คือ “ยิ้มน้อย” เล่มที่ 1 และ “ยิ้มใหญ่” เล่มที่ 2 ซึ่ง วิลาศ มณีวัต นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่งที่ผมคุ้นเคยได้กรุณาให้ความนิยมด้วยการกล่าวถึง

 

วิลาศ มณีวัต เป็นบรรณาธิการคนแรกของ “ชาวกรุง” เขียนสารพันเรื่องราว ร้อยแปดประเภท หลากหลายนามปากกา ส่วนใหญ่ท่านเป็นผู้มีอารมณ์ขัน เขียนด้วยอารมณ์ขัน สนุกสนานกับตัวหนังสือของท่าน ไม่ว่าจะเป็น “สายลมแสงแดด”, “รถรางสายรอบเมือง”, “รักไม่มีพรมแดน” และ “หนังสือหัวเตียง”

 

สมัยเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว บางลำภูกับราชดำเนินกลางใกล้กันนิดเดียว ผมจึงคุ้นเคยกับประชากรของ “สยามรัฐ” รวมทั้งคุณชายคึกฤทธิ์ ถึง นพพร บุณยฤทธิ์ สุดยอดนักกวีร้อยแก้ว เจ้าของ “ขอบกรุง” อันระบือนาม

 

ที่พูดถึงมาทั้งหมด ก็เพื่อเป็นการโหมโรงอินทโรนำท่านผู้อ่านไปสู่หนังสือ “สิเนหามนตาแห่งลานนา” ของ บัณฑูร ล่ำซำ

 

หนังสือเล่มนี้ มีทั้งอดีตและปัจจุบัน ลงสาระเรื่องไปที่จังหวัดน่าน โดยท่านผู้เขียนบอกกล่าวว่า

 

“นิยายเรื่องนี้จะถือว่ามีความถูกต้องเต็มที่ทางวิชาการประวัติศาสตร์ ทั้งในตัวบุคคล สถานที่ และเวลาหาได้ไม่ แต่จะได้บรรยากาศแห่งลานนานั้นเป็นแม่นมั่นแล้ว”

 

ภาคอดีต เป็นเรื่องราวของ พระญาผาสุริยา ภาคปัจจุบันเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกที่ท่านผู้เขียนมีกับจังหวัดน่าน

 

อุปนิสัยของ พระญาผาสุริยา เริ่มแสดงออกตั้งแต่คลอดจากครรภ์ นางพระญาแม่ท้าวคำปิน

 

“นางพระญาแม่ท้าวคำปินประคองลูกน้อยแนบอุระ เปิดผ้าฮ้างอก (ผ้ารัดอก) ให้ลูกได้ดื่มนมจากถัน แน่ะ ดูดนมจากถันไม่พอ ยังจับถันเล่นด้วย แม่ท้าวคำปินอดขำไม่ได้”

 

ส่วนตัวผม ชอบข้ามไปอ่านเรื่องราวของ พระญาผาสุริยา เพราะนิสัยสันดานของผมที่เป็นมาแต่กำเนิด ไม่สามารถขุดลอกได้เหมือนสันดอน ปากน้ำ พระญาผาสุริยา เป็นทั้งนักปกครอง มีหัวใจเป็นนักรบ และเป็นพระญาแห่งความสิเนหา

 

หนังสือที่ บัณฑูร ล่ำซำ รจนา มีศัพท์แสงทางภาคเหนือมากมาย และมีคำอธิบายกำกับตอนล่างของหน้า (ฟุตโนท) ต้องยอมรับว่าท่านมีสมาธิกับการเขียนถ้อยคำเหล่านี้ (แม้จะมีผู้ตรวจทาน) อย่างยอดเยี่ยม
โดยเฉพาะอายุขัยที่ครบ 60 ปีนั้น ต้องดับเบิลยอดเยี่ยมกระเทียมดองอีกต่างหาก เพราะธรรมชาติที่ชี้หน้าว่า “ทำแล้ว บอกว่ายังไม่ได้ทำ” ไม่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรจนา

 

ท่านผู้เขียนบอกกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องประวัติศาสตร์ตามวิชาการ แต่ผมอ่านตอนไหนก็เคลิ้มเป็นประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องจริงขึ้นมาทุกที เพราะรายละเอียดที่ท่านผู้เขียนสอดแทรก เป็นมนตราอย่างหนึ่งที่บันดาลให้ผมคิดเห็นเป็นจริง

 

แม้ช้างแก้วของ พระญาผาสุริยา ยังมีชื่อถูกต้องตามรูปทรงประวัติศาสตร์ ชื่อ “หมอกมุงเมือง” แปลว่า มีความร่มเย็นที่ปกคลุมไปทั้งเมือง

 

พระญาผาสุริยา เป็นเจ้าปกครองวรนคร พระชนมพรรษาของ พระญาผาสุริยา ก็เข้าวัย 60 พรรษา เท่าท่านผู้เขียน สตรีคนแรกในเล่มที่ถูกกล่าวถึงเป็นนางระบำรำฟ้อนที่มาโปรยกลีบดอกไม้ ชื่อ มะไฟ พอพระญาผาสุริยา ได้ยินชื่อก็ตรัสทันทีว่า

 

“ไป ไปกิ๋นเข้ากัน”

 

โภชนาหารค่ำวันนั้นเพียบหลายรส และที่ขาดไม่ได้ คือ ส่วนผสมจากสมุนไพรอันได้ชื่อเป็นยาชูกำลังสำหรับชาย และต่อมาไม่นาน…

 

“ว่าแล้ว พระญาผาสุริยาก็เชยหน้ามะไฟขึ้นมาให้ตาจ้องตากันเป็นครั้งแรก เขม็งกันไปชั่วขณะ แล้วสายตานั้นก็เผยอยิ้มให้กัน องค์เป็นเจ้าดึงให้นางจีจากสีป้อ (มะไฟ) ลุกขึ้น แล้วจูงเดินขึ้นไปบนหอคำ”
และถัดมา เป็นบทกวี

 

“…โอบกายามาแนบกัน ไล้ลิ้นล้วง โลมเล้า หน้าคลุกเคล้า เต้าแตง กะดุ๊กกะดิ๊ก พลิกแพลง ตอกตะแคง แยงยอน ยักย้ายโยก ยั่วยวน เริงรัญจวน กระบวนท่า…”

 

นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้น พระญาผาสุริยา ยังมีกระบวนท่าอีกหลายกระบวนท่า สนุกมากหรือน้อย ไม่ว่ากระบวนท่าใด ขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่าน และเป็นไปตามที่ท่านผู้เขียนรจนาคำนำว่า

 

“ขอเชิญท่านทั้งหลาย นั่งลงที่ตรงนี้ ให้บทกวีสู่โสตปราโมทย์ใจ”



------------------------------
เรื่องโดย : ข้าวเปลือก
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2556
คอลัมน์ : ประสาใจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/NWPuU

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
25 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th