บทความ

ENGINE OF THE YEAR 2013


เครื่องยนต์สันดาปถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีก่อน และตลอด 1 ศตวรรษ ที่ผ่านมา เราได้เห็นนวัตกรรมมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อเค้นเอาสมรรถนะของเชื้อเพลิงออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด และทุกๆ ปี คณะกรรมการกว่า 80 ท่าน จากสมาพันธ์นักสื่อสารมวลชน สายยานยนต์นานาชาติ (รวมถึงตัวแทนของประเทศไทย) ก็จะทำประชามติคัดเลือก เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพ และมีแนวคิดที่โดดเด่นขึ้นมารับรางวัล “เครื่องยนต์แห่งปี” โดยมีการมอบรางวัลปีที่ 15 นี้ จัดขึ้นที่เมือง ชตุทการ์ท ประเทศเยอรมนี ในงาน เอนจิน เอกซ์โป 2013 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีทั้งหมด 12 รางวัล ได้แก่

 

1. รางวัล “เครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี” ได้แก่ เครื่องยนต์ “ฟอร์ด” ขนาด 900 ซีซี 3 กระบอกสูบ เทอร์โบ ซึ่งได้รับรางวัลนี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และใน 24 เดือนที่ผ่านมา ได้รับรางวัลนานาชาติถึง 5 รางวัล ด้วยกัน โดยเครื่องยนต์ที่มีชื่อว่า “อีโคบูสต์” (ECOBOOST) ขนาด 1.0 ลิตร มีความประหยัดในระดับ 20 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 114 กรัม/กม. และมีสมรรถนะระดับ 125 แรงม้า และแรงบิดระดับ 17.3 กก.-ม. ที่เกินกว่าเครื่องยนต์ในความจุเท่าๆ กันไปไม่น้อย ฟอร์ด ได้ติดตั้งเครื่องยนต์รุ่นนี้ในรถหลายต่อหลายรุ่น ไม่เพียงแต่รถขนาดเล็กเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรถขนาดกลางอย่างรุ่น โฟคัส และ เอสยูวี อีกหลายๆ รุ่นอีกด้วย ด้วยสมรรถนะที่ดี และการตอบสนองที่รวดเร็วเกินตัว ไม่มีอาการรอรอบของเทอร์โบ และยังมีซุ่มเสียงที่เร้าใจ รวมถึงการสั่นสะเทือนน้อย ทำให้เครื่องยนต์บลอคนี้เป็นเหมือนตัวแทนของผู้นำกระแส “DOWN SIZING” หรือกระแสการลดพิกัดความจุเครื่องยนต์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันอีกด้วย เชื่อว่าอีกไม่นานบ้านเราคงจะได้เห็นกันอย่างแน่นอน

 

2. รางวัล “เครื่องยนต์ใหม่แห่งปี” ได้แก่ เครื่องยนต์ของ โฟล์คสวาเกน 1.4 ทีเอสไอ เอซีที เป็นเครื่องยนต์แบบเบนซิน ไดเรคท์อินเจคชัน สันดาปที่ความหนาแน่นของเชื้อเพลิงน้อยกว่าปกติ และอัดอากาศด้วยเทอร์โบ ชื่อ ACT นั้นย่อมาจาก ACTIVE CYLIDER TECNOLOGY ซึ่งเป็นแนวคิดที่ลดการทำงานของกระบอกสูบ “บางลูก” ในขณะที่โหลดเกิดขึ้นในการใช้งานต่ำ เช่น การใช้ความเร็วคงที่บนไฮเวย์ ลูกสูบ 2 ลูก จากทั้งหมด 4 ลูก จะหยุดการทำงานลง ซึ่งคณะกรรมการต่างก็ประทับใจกับความนุ่มนวลของการทำงาน และความประหยัดที่เครื่องยนต์แบบใหม่นี้มีให้ รวมถึงมีน้ำหนักเบากว่าเครื่องยนต์ 1.4 ทีเอสไอ ต้นแบบถึง 22 กก. โดยมีน้ำหนักเพียง 104 กก. ทั้งนี้มาจากการใช้อลูมิเนียมมาแทนที่บลอคเหล็กหล่อแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีสมรรถนะที่โดดเด่น ด้วยการบริโภคเชื้อเพลิงเพียง 19 กม./ลิตร และปล่อยไอเสีย คาร์บอนไดออกไซด์เพียง 119 กรัม/กม. และยังส่งมอบกำลังถึง 140 แรงม้า กับแรงบิดระดับ 25.5 กก.-ม. อีกด้วย ปัจจุบันเครื่องยนต์นี้ติดตั้งใน โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ รุ่นล่าสุด

 

3. รางวัล “เครื่องยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม” (GREEN ENGINE) ได้แก่ เครื่องยนต์ของ เฟียต แบบ 2 สูบ ความจุ 875 ซีซี เทอร์โบ ที่ใช้เชื้อเพลิงแกสธรรมชาติอัด (CNG) เครื่องยนต์นี้ในปัจจุบันติดตั้งอยู่ในรถขนาดเล็ก อาทิ เฟียต แพนดา/500 แอล, ลันชา/ไครสเลอร์ อิพซีลอน เป็นต้น สิ่งที่ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้แกสธรรมชาติอัดนี้มีชัยเหนือเครื่องยนต์แบบไฮบริด หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นคู่แข่ง เห็นจะเป็นเรื่องของราคาและความไม่ซับซ้อน นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของปริมาณไอเสียระดับยูโร 6 ที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพียง 86 กรัม/กม.เท่านั้น แถมยังสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 32 กม./ลิตร ในขณะที่สร้างกำลังได้ถึง 80 แรงม้า และแรงบิด 14.3 กก.-ม. เรียกได้ว่า ยังคงขับได้สนุกและประหยัดอีกด้วย โดยรวมๆแล้วแกสธรรมชาติ 1 ถัง จะวิ่งได้ไกลถึง 340 กม. เลยทีเดียว การที่เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัด ทำให้มีน้ำหนักเบาหักลบไปกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของถังแกสธรรมชาติอัดที่ติดตั้งเข้าไป 2 ถัง บริเวณใต้พื้นห้องโดยสารได้ และการออกแบบให้ติดถังไว้ใต้ห้องโดยสาร ทำให้ไม่รบกวนพื้นที่เก็บสัมภาระอีกด้วย เรียกได้ว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ยิ่งกว่านั้นการใช้แกสธรรมชาติที่สร้างมลพิษต่ำ ยังทำให้ได้รับสิทธิพิเศษการวิ่งในเขตเมือง หลายๆ เมืองในยุโรปที่มีการจำกัดสิทธิ์เฉพาะรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำอีกด้วย

 

4.รางวัลเครื่องยนต์สมรรถนะสูง รางวัลนี้เป็นที่จับตาของ “ขาแรง” ทั่วโลก ปีนี้ตกเป็นของ แฟร์รารี ด้วยเครื่องยนต์ แบบ วี 12 สูบ ความจุ 6.3 ลิตร ใช้ในรุ่น เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา แม้ว่ากระแสของการลดความจุ และการใช้เทอร์โบ จะทำให้รูปแบบของเครื่องยนต์แบบ วี 12 สูบ ดูจะเป็นเรื่อง “ล้าสมัย” แต่ด้วยสมรรถนะ ระดับ 740 แรงม้า ที่ 8,500 รตน. และแรงบิดระดับ 70.1 กก.-ม. ที่ 6,000 รตน. ก็ไม่ใช่เครื่องยนต์ที่ใครจะมาสบประมาทได้ แม้บางคนอาจจะเรียกว่านี่เป็นเครื่องยนต์ของคนรุ่นเก่า แต่ใครจะปฏิเสธเสียงเครื่องยนต์ของ แฟร์รารี ที่แผดตะเบ็งที่ 9,000 รตน. ได้สบายๆ นอกจากนั้น อีกสิ่งที่ทำให้เครื่องยนต์นี้เป็นเครื่องยนต์ชั้นเยี่ยม คือ การออกแบบให้เครื่องมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำมาก โดยต่ำกว่าเครื่องยนต์ของรุ่น 599 ถึง 30 มม. และยังเล็กเพียงพอที่จะกระเถิบเข้าไปในห้องโดยสารได้มากกว่าเดิมอีกด้วย และด้วยอัตราบริโภคเชื้อเพลิง 6.6 กม./ลิตร และปล่อยไอเสีย 350 กรัม/กม. นับว่าดีกว่ารุ่นที่ผ่านมาถึง 30 %

 

5. รางวัล “เครื่องยนต์ขนาดต่ำกว่า 1.0 ลิตร” รางวัลนี้ตกเป็นของเครื่องยนต์ อีโคบูสต์ 999 ซีซี ของค่าย ฟอร์ด ที่ได้รับรางวัลเครื่องยนต์แห่งปีนั่นเอง โดยเฉือนอันดับ 2 เครื่องยนต์ขนาด 875 ซีซี ของค่าย เฟียต ไปแบบสบายๆ เรียกได้ว่า คว้า 2 รางวัล จากการจัดอันดับในครั้งนี้ ไปได้อย่างงดงาม

 

6. รางวัล “เครื่องยนต์ขนาด 1.0-1.4 ลิตร” ตกเป็นของค่าย โฟล์คสวาเกน ด้วยเครื่องยนต์ 1.4 ทีเอสไอ ทวินชาร์เจอร์ รุ่นพี่ของเครื่องยนต์ 1.4 ทีเอสไอ เอซีที และตั้งแต่เริ่มนำออกวางตลาดในปี 2006 ก็คว้ารางวัลมาไม่ต่ำกว่า 11 รางวัล และเรียกได้ว่าเป็น 1 ในผู้นำกระแสลดความจุในปัจจุบันด้วยการใช้ซูเพอร์ชาร์จ ทำงานในรอบเครื่องยนต์ต่ำ และส่งต่อการอัดอากาศให้กับเทอร์โบในช่วงรอบสูง ทำให้แม้จะมีความจุเพียง 1.4 ลิตร แต่ก็มอบสมรรถนะเร้าใจระดับ 185 แรงม้า รวมถึงบริโภคเชื้อเพลิงเพียง 16 กม./ลิตร เท่านั้น เรียกได้ว่าสมรรถนะไม่ด้อยไปกว่าเครื่องยนต์ความจุ 2.5 ลิตร เลย จึงไม่น่าแปลกใจว่า เครื่องยนต์รุ่นนี้จะถูกใช้ในรถหลากหลายรุ่นของครอบครัว โฟล์คสวาเกน เอาดี เซอัต และ สโกดา

7. รางวัล “เครื่องยนต์ขนาด 1.4-1.8 ลิตร” ได้แก่ เครื่องยนต์ของ บีเอมดับเบิลยู ร่วมกับ พีเอสเอ (สหกรณ์ร่วมของ เปอโฌต์ และ ซีตรอง) ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ ที่มีกำลังถึง 211 แรงม้า บ้านเราคุ้นเคยกันดีในฐานะเครื่องยนต์ที่ติดตั้งใน มีนี คูเพอร์ เอส แต่เครื่องยนต์เดียวกันนี้ก็ติดตั้งอยู่ในรถของ เปอโฌต์ และ ซีตรอง อีกหลายรุ่นเช่นกัน และนี่เป็นปีที่ 8 แล้วที่ไม่มีใครเอาชนะเครื่องยนต์บลอคนี้ได้ ด้วยการผสมผสานเครื่องยนต์เทอร์โบร่วมกับการทำงานของระบบวาล์วทรอนิคส์ ลิขสิทธิ์ของ บีเอมดับเบิลยู ที่ออกแบบให้รูปแบบของจังหวะการเปิด/ปิดวาล์วแปรผันตามการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งส่งผลให้เครื่องยนต์บลอคนี้มีสมรรถนะที่เหนือชั้นกว่าเครื่องยนต์ใดๆ ในพิกัดเดียวกัน ดังที่เจ้าของ มีนี คูเพอร์ เอส คงรู้ซึ้งดี

 

8. รางวัล “เครื่องยนต์ขนาด 1.8-2.0 ลิตร กลุ่มนี้มีคู่แข่งไม่น้อย แต่ที่สุดเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ (TWINPOWER TURBO) แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร อันน่าประทับใจของ บีเอมดับเบิลยู ก็ชนะใจกรรมการ ด้วยการผสมผสานน้ำหนักที่เบาเข้ากับสมรรถนะที่เหลือเชื่อของเทอร์โบคู่ที่มีขนาดต่างกัน ร่วมกับระบบไดเรคท์อินเจคชันและวาล์ว/แคมชาฟท์แปรผันต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรของ บีเอมดับเบิลยู สามารถรีดแรงม้าออกมาได้ถึง 245 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 35.7 กก.-ม. แต่กลับบริโภคเชื้อเพลิงเพียง 14 กม./ลิตร เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เครื่องบลอคนี้จะเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์แบบ 6 สูบแถวเรียง อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย บีเอมดับเบิลยูมาช้านานได้อย่างไร้ข้อกังขา แม้จะขัดหูขัดตาบรรดาสาวกอยู่บ้าง แต่ถ้าได้ลองแล้วจะลืมเครื่องยนต์แบบ 6 สูบแถวเรียง ไปทันที

 

9. รางวัล “เครื่องยนต์ขนาด 2.0-2.5 ลิตร” ในกลุ่มเครื่องยนต์นี้ช่วง 11 ปี ที่ผ่านมา มีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันคว้ารางวัลมาตลอด และเคยตกเป็นของค่ายรถยนต์ไม่ต่ำกว่า 8 ราย เรียกได้ว่าเดายากทีเดียวว่าใครจะดีที่สุดในกลุ่มนี้ โดยปีนี้มีเครื่องยนต์เด่นๆ หลายบลอค อาทิ เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ 2.2 ลิตร ดีเซล สกายแอคทีฟ ของค่าย มาซดา ที่มาพร้อมแนวคิดเหนือชั้น แต่เมื่อเทียบชั้นกับเครื่องยนต์แบบ 5 สูบ 2.5 ลิตร เทอร์โบ ทีเอฟเอสไอ ตัวโหดของค่าย เอาดี ที่ประจำการอยู่ใน ทีที อาร์เอส แล้วยังไม่สามารถทาบรัศมีได้ ทั้งเรื่องสมรรถนะและซุ่มเสียงที่น่าหลงใหล ด้วยแรงบิดระดับ 45.9 กก.-ม. ที่มีให้ใช้ตั้งแต่ 1,600 รตน. กับพละกำลัง 340 แรงม้า นี่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงที่ให้อัตราเร่งระดับซูเพอร์คาร์ โดยสามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุดระดับ 280 กม./ชม. และใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน พร้อมอัตราบริโภคเชื้อเพลิงในอัตราที่ยอมรับได้ คือ เฉลี่ยประมาณ 11.0 กม./ลิตร เท่านั้น

 

10. รางวัล “เครื่องยนต์ขนาด 2.5-3.0 ลิตร” รางวัลนี้ค่าย บีเอมดับเบิลยู ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง เพราะได้รับติดต่อกันมาถึง 8 ปีซ้อน แต่ปีนี้กลับเสียท่าให้แก่เครื่องยนต์แบบ 6 สูบ นอน 2.7 ลิตร ไดเรคท์อินเจคชัน “ไร้เทอร์โบ” ของ โพร์เช เคย์แมน เบียดแซงคว้ารางวัลไปครองได้ แม้จะไม่ได้มีสมรรถนะหวือหวาเหมือนเครื่องยนต์เทอร์โบ โดยมีพละกำลัง 265 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. แต่ด้วยบุคลิกด้านความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์แบบหายใจด้วยตัวเอง อัตราบริโภคเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจที่ 12 กม./ลิตร และอ้ตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 192 กรัม/กม. ทำให้เครื่องยนต์บอกเซอร์รุ่นล่าสุดนี้ได้รับคะแนนจากกรรมการไปเต็มๆ

 

11. รางวัล “เครื่องยนต์ขนาด 3.0 – 4.0 ลิตร” ในกลุ่มนี้เป็นการขับเคี่ยวกันของเครื่องยนต์สมรรถนะสูงทั้งหมด ซึ่งเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ ความจุ 3.8 ลิตร พ่วงเทอร์โบ รหัส เอม 838 ที ของ แมคลาเรน เอมพี 4-12 ซี ที่ออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยนต์เพื่อการแข่งขัน ทำคะแนนเฉือนเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ 4.0 ลิตร ของค่าย บีเอมดับเบิลยู ไปอย่างเฉียดฉิว การรวมกันของน้ำหนักที่เบาเพียง 199 กก. พละกำลัง 625 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 61.2 กก.-ม. ช่วงระหว่าง 3,000-7,000 รตน. และที่ขาดไม่ได้ของเครื่องยนต์สมรรถนะสูงคือ ความใส่ใจเรื่องของจุดศูนย์ถ่วง อันเกิดจากการออกแบบอ่างน้ำมันเครื่องให้เป็นแบบแห้ง (DRY SUMP) ทำให้ตำแหน่งของเครื่องยนต์จึงต่ำเป็นพิเศษ

 

นอกจากนั้นการเลือกใช้ระบบส่งกำลังเป็นแบบ 7 จังหวะ คลัทช์คู่ ช่วยเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ต่อเนื่อง ดุดัน ไร้รอยต่อ นอกจากนี้แม้ว่าจะมีสมรรถนะน่าสะพรึงกลัว แต่กลับมีอัตราบริโภคเชื้อเพลิงในระดับ 9 กม./ลิตร นับเป็นเครื่องยนต์ที่น่าอัศจรรย์เครื่องหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

 

12. รางวัล “การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์แห่งปี” เป็นรางวัลใหม่ที่มอบให้กับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับระบบที่สัมพันธ์กับเครื่องยนต์ หรือระบบส่งกำลัง ซึ่งรางวัลนี้ตกเป็นของ โบช (BOSCH) จากเยอรมนี กับระบบส่งกำลังขับเคลื่อนไฮบริดพลังไฮดรอลิค ทำงานโดยอาศัยรูปแบบของการสะสมพลังงานกลในระบบไฮดรอลิค ซึ่งจะปล่อยออกมาใช้ได้เมื่อต้องการ ในช่วงที่ต้องการอัตราเร่งรูปแบบนี้อาจจะสามารถเปรียบได้กับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ระบบนี้มีข้อดีตรงที่ไม่มีปัญหาด้านมลพิษของการผลิต และกำจัดเหมือนการสะสมพลังงานไฟฟ้าเคมีของแบทเตอรี

การตัดสินในหัวข้อนี้ต้องอาศัยนักวิชาการและวิศวกรเป็นหลัก โดยทุกๆ รายชื่อที่เข้ารอบนับว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หัวลูกสูบอลูมิเนียมน้ำหนักเบา หรือแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน สำหรับการใช้งานของเครื่องยนต์ยุคใหม่ที่มีการ ติดและดับ (START/STOP) อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

 

หากสนใจอยากทราบรายละเอียดของรางวัลมากกว่านี้ สามารถค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Error! Hyperlink reference not valid.

 

แม้เครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีจะยังมาไม่ถึงบ้านเรา แต่ก็มีเครื่องที่คว้ารางวัลรองๆ ลงมาอีกหลายบลอคที่ใช้กันในบ้านเราแล้ว ฉะนั้นใครจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปช่วยในการตัดสินใจ เลือกซื้อรถดีๆ สักคัน ก็น่าจะมีประโยชน์ไม่น้อย



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2556
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/lGkLg
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th