บทความ

เสริมหล่อ ด้วยล้ออัลลอย


“4 WHEELS” เจาะลึกข้อมูล ล้ออัลลอย หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า ล้อแมก ทั้งประเภท และความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆ รวมถึงความรู้เบื้องต้น และสารพันปัญหาที่เกี่ยวข้องเพื่อผู้อ่านได้ใช้เป็นแนวทางสำหรับการเลือกซื้อมาเสริมหล่อให้รถคันรัก

 

ล้ออัลลอย คืออะไร

ในอดีต รถส่วนใหญ่ใช้ล้อที่ผลิตจากเหล็ก หรือเรียกกันว่า “ล้อกระทะ” ก่อน ส่วนในวงการมอเตอร์สปอร์ทนิยมใช้ล้อแมกนีเซียม อัลลอย (MAGNESIUM ALLOY WHEEL) ซึ่งมี คือ น้ำหนักเบา แต่ราคาค่าตัวสูงมาก

 

ปัจจุบันจึงมีการผลิตล้ออัลลอยขึ้นเพื่อใช้ทดแทนล้อกระทะ ขณะที่ล้อแมกนีเซียม อัลลอย ส่วนใหญ่จะติดตั้งในรถแข่ง รวมถึงเป็นล้อมาตรฐานของซูเพอร์คาร์บางรุ่น

 

ฉะนั้นล้อที่มีขายตามท้องตลาด ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ควรเรียกว่า ล้ออัลลอย เนื่องจากผลิตด้วยส่วนผสมอัลลอยหลากหลายชนิด โดยมีคุณสมบัติแตกต่างจากล้อเหล็ก คือ น้ำหนักเบา ไม่เกิดสนิม รวมถึงระบายความร้อนได้ดี และมีลวดลายให้เลือกมากมาย

 

ประเภทของล้ออัลลอย (ALLOY WHEEL) (รูป1)
แบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามกรรมวิธีการผลิตดังนี้

 

1. ล้ออัลลอยแบบชิ้นเดียว (ONE-PIECE CAST WHEELS)

การขึ้นรูปแบบชิ้นเดียวซึ่งก็คือ การหล่อ นั่นเอง เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากกรรมวิธีไม่ซับซ้อน ต้นทุนไม่สูง ด้วยการเทอัลลอยที่ถูกหลอมเหลวจากความร้อน ลงในแบบหล่อ นอกจากวิธีนี้ การผลิตล้อแบบชิ้นเดียวยังมีการอัดขึ้นรูป และการอัดขึ้นรูปแบบกึ่งแข็งอีกด้วย ซึ่งแต่ละวิธีมีความสำคัญอย่างไรนั้น ไปชมกันเลย

การหล่อแบบปกติ (GRAVITY CASTING)  ถือเป็นวิธีการหล่อที่ง่ายที่สุด ใช้กับการผลิตล้ออัลลอยในยุคแรกๆ เริ่มจากการหลอมละลายอัลลอย ด้วยความร้อนสูง แล้วเทส่วนผสมลงในแม่พิมพ์ โดยปล่อยให้ไหลเข้าแม่พิมพ์เองจากหลักแรงโน้มถ่วงของโลก โดยไม่ผ่านการควบแน่น ดังนั้นความหนาแน่นของส่วนผสมจะต่ำ ทำให้ภายในชิ้นงานเกิดฟองอากาศมาก เกิดรูพรุน มีความแข็งแรงน้อย

 

การหล่อแบบแรงดันต่ำ (LOW PRESSURE CASTING)  เป็นการผลิตโดยใช้แรงดันต่ำ ในการฉีดส่วนผสมเข้าไปในแม่พิมพ์ ทำให้ฟองอากาศในเนื้องานมีน้อยกว่าการหล่อแบบปกติ จึงแข็งแรงกว่า ผิวงานด้านนอกมีความราบเรียบ แม่พิมพ์ไม่จำเป็นต้องหนา ทำให้ได้ล้อที่มีน้ำหนักเบา แต่มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า จึงทำให้ล้อมีราคาสูง ล้ออัลลอยที่ได้มาตรฐาน จะใช้กรรมวิธีนี้ในการผลิต

 

การหล่อแบบใช้แรงเหวี่ยง (CENTRIFUGAL CASTING)  อาศัยแรงหนีศูนย์จากการเหวี่ยง เริ่มจากการนำส่วนผสมที่หลอมละลายแล้ว ฉีดเข้าไปในแม่พิมพ์ (เหมือนการหล่อแบบแรงดันต่ำ) แล้วใช้เครื่องหมุนแบบใช้แรงเหวี่ยง โดยเหวี่ยงจนเนื้อส่วนผสมจับตัวกันแน่น จนสม่ำเสมอทั่วชิ้นงาน จากนั้นปล่อยให้เย็นตัวลงเอง จึงไม่ทำให้เกิดฟองอากาศ ล้อที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความแข็งแรงสูง ผิวงานสวยงาม แต่เนื่องจากต้นทุนสูง ล้อจึงมีราคาแพงกว่าแบบแรก

 

การอัดขึ้นรูป (FORGED)  เป็นการผลิตด้วยเครื่องจักรแรงกดสูง เริ่มจากนำแท่งอัลลอยป้อนเข้าแม่พิมพ์ แล้วใช้เครื่องจักรกดชิ้นงานตามขั้นตอน จนขึ้นรูป แล้วจึงตกแต่งให้สวยงาม การผลิตแบบนี้ใช้ต้นทุนสูงที่สุด แต่ได้ล้อที่มีคุณภาพดีสุดเช่นกัน มีความแข็งแรงสูง ผิวงานสวยงาม หมดปัญหาเรื่องฟองอากาศ และมีน้ำหนักเบา

 

การขึ้นรูปแบบกึ่งแข็ง (SEMI-SOLID FORGING)  เป็นการผลิตโดยใช้เครื่องกดแรงดันสูงเช่นกัน แต่จะให้ความร้อนแก่แท่งอัลลอยก่อน จนแท่งอัลลอยร้อนและอ่อนตัว (ก่อนที่จะหลอมตัว) แล้วจึงอัดส่วนผสมเข้าไปให้เต็มแม่พิมพ์อย่างรวดเร็ว วิธีนี้จะได้ล้อที่มีความแข็งแรงเทียบเท่ากับการผลิตแบบอัดขึ้นรูป แต่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

 

2. ล้ออัลลอยแบบประกอบ (MULTI-PIECE WHEELS)

จะมีลักษณะเฉพาะ สามารถสังเกตได้ง่าย เนื่องจากประกอบไปด้วยชิ้นส่วน ได้แก่ ขอบล้อ (RIM) และจาน หรือก้าน (DISC) ประกบเข้าด้วยกันจนเป็นล้ออัลลอยสำเร็จรูป และชิ้นส่วนแต่ละชิ้นยังมีกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกันไป เช่น ดุมกลาง อาจขึ้นรูปด้วยวิธีการอัด ขอบล้อ มักใช้วิธีการหล่อแบบเหวี่ยง เป็นต้น ส่วนการประกอบนั้น ขึ้นอยู่กับแบบและโครงสร้างของล้ออัลลอยแต่ละชนิด ดังนี้

 

โครงสร้างแบบ 2 ชิ้น ถอดประกอบได้ (ASSEMBLY 2 PIECE WHEEL)  ล้ออัลลอยประเภทนี้ ถูกผลิตขึ้นจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง ประกอบไปด้วย ขอบล้อ (RIM) และจาน หรือก้าน (DISC) ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ สามารถยึดติดกันได้ด้วยโบลท์ (นอท) ล้อประเภทนี้ถ้าหากชำรุดเสียหาย สามารถถอดออกมาซ่อม หรือเปลี่ยนได้ง่าย และหลังซ่อม สภาพความสวยงามของล้อยังมีเปอร์เซนต์ดีกว่าแบบอื่น แต่ก็ต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงอยู่เสมอ

 

โครงสร้างแบบ 2 ชิ้น ถอดประกอบไม่ได้ (WELDED 2 PIECE WHEEL)  ล้อประเภทนี้ ตอนผลิตจะผลิตมาเป็น 2 ชิ้น ประกอบไปด้วย ขอบล้อ (RIM) และจาน หรือก้าน (DISC) แต่พอนำมาประกอบ จะใช้วิธีเชื่อมติด (WELDING) เข้าด้วยกันแบบถาวร ซึ่งทำให้มีจุดโครงสร้างแบบนี้ ตรงรอยแนวเชื่อม บริเวณรอบขอบล้อ ล้อประเภทนี้มีความแข็งแรงสูง ไม่ต้องกลัวว่าจะคลายตัวจากการใช้งาน แต่ถ้าหากเกิดชำรุดเสียหาย การนำกลับไปซ่อมแซมจะมีความลำบาก และเมื่อซ่อมเสร็จเปอร์เซนต์ความสวยงามอาจน้อยกว่าแบบแรก

 

โครงสร้างแบบ 3 ชิ้น (3 PIECE WHEEL)  ถูกพัฒนาสำหรับการแข่งขัน ตั้งแต่ประมาณปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อความสะดวกในการเพิ่ม หรือลดออฟเซท ที่รถแข่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ สำหรับในปัจจุบัน ล้อลักษณะนี้นิยมนำมาผลิตจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย โดยมีชิ้นส่วนประกอบด้วย ขอบล้อ (RIM) 2 ชิ้น และจาน หรือก้าน (DISC) 1 ชิ้น ที่ประกอบเข้าด้วยกันโดยการเชื่อม หรือใช้วิธียึดนอท ขึ้นอยู่กับการออกแบบ

 

คำศัพท์ล้ออัลลอย ที่ต้องรู้ 
1. RIM WIDTH
2. WHEEL DIAMETER
3. CENTER BORE
4. PCD
5. OFFSET
6. BRAKE PAD SEAT
7. BOLT HOLE DIAMETER
8. CENTER LINE
9. FLANGE
10. RIM CONTOUR
11. BEAT SEAT
12. VALVE HOLE
13. MOUNTING SURFACE DIAMETER

 

ขนาดล้อ คืออะไร

ขนาดล้อ คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อจะใช้หน่วยวัดเป็นนิ้ว ล้อที่ติดมากับรถกระบะจากโรงงานส่วนใหญ่ปัจจุบันจะใช้ขนาด 15 – 17 นิ้ว ปัจจุบันสไตล์การตกแต่งเพิ่มขนาดล้ออัลลอยกำลังได้รับความนิยมคือ เทรนด์ล้อใหญ่ขนาดตั้งแต่ 18 นิ้ว จนถึง 22 นิ้ว

 

ส่วนเรื่องความกว้างของล้อก็ใช้หน่วยเป็นนิ้วเช่นกัน ความกว้างของล้อหากเป็นล้อที่ติดมากับรถกระบะจากโรงงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะใช้ขนาดประมาณ 6 – 7.5 นิ้ว แต่ถ้าเป็นล้ออัลลอยสไตล์แฟชั่นจะมีความกว้างให้เลือกมากมาย นอกจากจะเพิ่มความสวยงามให้ตัวรถ ยังทำให้การยึดเกาะถนนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เพราะความกว้างของล้อที่เพิ่มขึ้นทำให้สามารถใส่ยางที่มีหน้ากว้างกว่าเดิม

 

ออฟเซท คืออะไร

ออฟเซท (OFFSET) คือ ค่าที่บอกตำแหน่งของหน้าพแลนด้านในของล้อ ที่สัมผัสกับดุมล้อเมื่อเทียบวัดกับกึ่งกลางของล้อในด้านข้าง โดยมีหน่วยเป็น มิลลิเมตร ค่าออฟเซทจะส่งผลโดยตรงกับระยะ หรือตำแหน่งของล้อ ว่าจะยื่นออก หรือหุบเข้าไปในตัวถังรถมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น การเลือกล้อที่มีค่าออฟเซทที่ถูกต้องเหมาะสม มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะหากเลือกผิด ตัวถังและยาง อาจกระทบกันเกิดความเสียหายได้ โดยค่าออฟเซทมีด้วยกัน 3 ค่าหลักๆ ดังนี้

 

ออฟเซท ศูนย์ (ZERO OFFSET) หมายถึง ค่าระยะห่างของหน้าพแลนล้อ (HUB MOUNTING SURFACE) ตรงกับเส้นแบ่งครึ่งของล้อ ตามแนวขวางของล้อพอดี

 

ออฟเซท บวก (POSITIVE OFFSET) หมายถึง ระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าพแลนล้อ โดยมีทิศทางไปนอกตัวรถ วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้น ถือค่าเป็นบวก (+) เช่น +20, +30, +45 เป็นต้น ซึ่งมักพบในล้อที่ใช้กับรถยุคปัจจุบัน ทั้งขับเคลื่อนล้อหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ

 

ออฟเซท ลบ (NEGATIVE OFFSET) หมายถึง ระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าพแลนล้อ หรือพูดง่ายๆ ว่า หน้าพแลนของล้อมีระยะเกินเส้นแบ่งครึ่งล้อไปในทิศทางเข้าในตัวรถ วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็น (-) เช่น -5, -10, -20 เป็นต้น ปัจจุบันล้อที่มีค่าออฟเซทเป็นลบ สำหรับรถทั่วไปมีเฉพาะที่ผลิตขายนอกโรงงานเท่านั้น โดยเป็นอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มความสวยงามในสไตล์ที่เจ้าของรถชื่นชอบ เพราะใส่แล้วล้อจะยื่นออกนอกตัวถัง พร้อมกลายสภาพเป็น “รถดูดตำรวจ” ทันที เนื่องจากเข้าข่ายดัดแปลงสภาพรถแบบไม่ต้องเถียง

 

วิธีตรวจสอบออฟเซท

การตรวจสอบออฟเซทของล้ออัลลอยติดรถมาจากโรงงาน สามารถดูได้จากคู่มือรถ หรือจะดูที่ล้อเช่นเดียวกับล้อที่จำหน่ายนอกโรงงานเลยก็ได้ โดยด้านในของล้ออัลลอยจะมีตัวเลขประทับอยู่ในที่ต่างๆ ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตรายนั้นๆ อาทิ ดุม (ด้านในและด้านนอก), ก้าน, สติคเกอร์ติดอยู่ที่ขอบล้อด้านใน เป็นต้น โดยจะเป็นตัวอักษรแล้วตามด้วยตัวเลข เช่น “ET 38″ ก็หมายถึง OFFSET 38 หรือบางบแรนด์อาจมีแค่ตัวเลขลอยๆ ไม่มีตัวหนังสือนำหน้าก็มี เช่น “45” ก็หมายถึง OFFSET 45

 

ตัวอักษรบนล้อแมกบอกอะไร

JWL = JAPAN WHEEL LIGHT METAL เป็นสัญลักษณ์มาตรฐานสำหรับล้อรถเก๋ง ซึ่งออกโดยกระทรวงคมนาคม ของประเทศญี่ปุ่น

VIA = VEHICLE INSPECTION ASSOCIATION เป็นสัญลักษณ์มาตรฐาน จากสมาคมทดสอบยานยนต์ ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานผู้ผลิตล้อ จะต้องผ่านการตรวจสอบ จากสมาคม ฯ จึงจะสามารถนำอักษรนี้มาใช้ได้

ET = อักษรย่อของ ออฟเซท (OFFSET)

 

P.C.D. คืออะไร

พี.ซี.ดี. (P.C.D.) ย่อมาจาก PITCH CIRCLE DIAMETER หมายถึง ระยะห่างของรูนอทบนล้อแมก โดยวัดจากกึ่งกลางรูนอททุกตัว ลากเส้นเป็นวงกลม แล้ววัดผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ถ้าเป็นจำนวนเลขคู่ 4 หรือ 6 รูนอท ก็สามารถวัดจากกึ่งกลางรูนอทด้านหนึ่งไปยังด้านตรงข้ามได้เลย แต่ถ้าเป็นจำนวนเลขคี่ 3 หรือ 5 รูนอท จะต้องวัดจากแนววงกลมกึ่งกลางรูนอท ผ่านเส้นผ่าศูนย์กลางเท่านั้น

 

โดยส่วนใหญ่รถเก๋งขนาดรุ่นใหม่ๆ มักใช้ล้อแบบ 4 หรือ 5 รู สำหรับรถกระบะจะใช้ล้อแบบ 5 หรือ 6 รูนอท แล้วหากเป็นรถบรรทุกจะใช้ล้อแบบ 8 หรือ 10 รู เพื่อรองรับน้ำหนักและความแน่นหนาในการยึดล้อกับดุม สำหรับค่าพีซีดีทั่วไป จะมีขนาด 98, 100, 108, 110, 112, 114.3, 120, 130 เป็นต้น

 

ทำไมค่าพีซีดี จึงต่างกัน

รถยนต์ถูกผลิตมาจากแหล่งที่มาหลากหลาย ไม่ว่าจากเยอรมนี ยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น การคิดค้นพัฒนาและออกแบบจึงมีความต่างกันไป ตามเทคนิคและความเข้าใจของแต่ละค่าย ซึ่งสันนิษฐานว่า ในสมัยก่อน นิยมใช้หน่วยเป็นนิ้ว ต่อมาบางประเทศที่คุ้นเคยกับระบบเมทริค ก็จะใช้หน่วยเป็นมิลลิเมตรแทน จึงมีการเรียกค่านี้แตกต่างกันไป แต่แท้จริงแล้ว ค่าพีซีดี ก็มาจากที่เดียวกันนั่นเอง

 

การวัดระยะพีซีดี ด้วยตนเอง
สามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้ไม้บรรทัด หรือตลับเมตร

ล้อ 4 รู หรือ 8 รู

สามารถวัดได้จากหน้าพแลนของดุมล้อด้านหลัง โดยทาบไม้บรรทัด จากจุด (A) ไปถึงจุด (B) (ตามรูป) แล้วอ่านค่าดู เช่น อ่านค่าได้ 100 มม. นั่นก็คือ ระยะ พีซีดี ของล้ออัลลอย เท่ากับ 100 นั่นเอง

 

ล้อ 5 รู หรือ 10 รู

การวัดล้ออัลลอยที่มี 5 รู หรือ 10 รู นั้น ต้องมีการคำนวณเพิ่มเล็กน้อย
(A) คือ ระยะของเส้นผ่าศูนย์กลางของรูดุมล้อ (CENTER BORE)
(B) คือ ระยะจากขอบรูดุมล้อ กับขอบรูยึดนอท
(C) คือ ระยะของเส้นผ่าศูนย์กลางของรูยึดนอท

สูตรการคิด
ระยะพีซีดี = (A หาร 2)+B+(C หาร 2)

ตัวอย่าง
A = 110, B = 58.5 และ C = 13
(55)+(58.5)+(6.5)
ค่าพีซีดี = 120 มม.
* หรืออาจใช้สูตร A+(2B)+C แทนก็ได้

 

ล้อ 6 รู

การวัดสำหรับล้ออัลลอย 6 รู จะคล้ายกับ 4 รู โดยวัดในแนวเส้นตรงจากขอบด้านในของรูยึดนอท ตรงมายังขอบด้านนอกของรูยึดนอทฝังตรงข้าม ผ่านรูดุมล้อ แล้วทำการวัดจากจุด (A) มายังจุด (B) อ่านค่าได้เท่าไร ก็คือ ค่า พีซีดี นั่นเอง

 

เลือกซื้อ และดูแลให้ถูกวิธี

การเลือกซื้อล้ออัลลอยไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว หลักการง่ายๆ เริ่มจากเลือกล้ออัลลอยที่มีลายโดนใจ ราคาสมเหตุสมผล มีค่า พีซีดี ตรงกับรถ เช่นเดียวกับ ออฟเซท ที่ใส่แล้วล้อไม่ยื่นเกินตัวถัง นอกจากนี้ควรเลือกล้ออัลลอยที่ผลิตจากโรงงานมาตรฐาน และมีการรับประกันคุณภาพสินค้า สำหรับหลายท่านที่มีข้อสงสัยต้องการทราบถึงวิธีการดูแล และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากเปลี่ยนล้อ … คำตอบอยู่ที่นี่ครับ

 

เลี่ยงเส้นทางโหด และบรรทุกหนัก

ล้อบแรนด์ชั้นนำ ออกแบบและผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน ผ่านขั้นตอนทดสอบความแข็งแรง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องใช้งานให้เหมาะสม อาทิ ถ้าต้องบรรทุกหนัก หรือวิ่งในสภาพเส้นทางที่มีแต่หลุม บ่อ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ล้อแบบก้านเรียวเล็กเพราะอาจทำให้ล้อเกิดความเสียหายได้

 

ไม่ควรดัดแปลงรถ

ไม่ควรดัดแปลงรถ เช่น รองสเปเซอร์เพิ่ม ออฟเซท, ใช้อแดพเตอร์แปลง พีซีดี หรือเจาะดุมล้อใหม่ เพื่อนำล้ออัลลอยแบบที่ต้องการใส่เข้าไป ฯลฯ เพราะถ้าดัดแปลงแล้วไม่มีปัญหาตามมาก็ถือว่าโชคอยู่กับคุณ แต่เกิดปัญหาขึ้นก็อาจสร้างความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สินจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และคงจะไม่สามารถตามไปเอาผิดกับใครได้ ขอให้จำไว้ว่าไม่ควรดัดแปลง “รถ” เข้าหา “ล้อ” เด็ดขาด และอีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงจากการเปลี่ยนล้ออัลลอยที่มีขนาดใหญ่และกว้างกว่าเดิม จะส่งผลให้ระบบรองรับทำงานหนักกว่าเดิมพอสมควร โดยข้อดีที่ได้มาคือ เรื่องของสมรรถนะการยึดเกาะกับความสวยงาม ส่วนข้อเสียที่ต้องเตรียมใจไว้ก็มีหลายข้อ อาทิ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากหน้าสัมผัสกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น, ชิ้นส่วนรับน้ำหนัก จุดหมุน และข้อต่อต่างๆ เกิดความสึกหรอมากกว่า เมื่อเทียบกับการใช้ล้อกับยางขนาดเดิมที่ระยะทางเท่ากัน

 

พีซีดี ต้องเท่ากัน
หากดัดแปลงขนาดของพีซีดี อาจทำให้การควบคุมรถด้อยลงกว่าเดิม รวมถึงชิ้นส่วนของระบบรองรับจะมีอายุการใช้งานลดลง

 

ไม่เบียดเบียนชิ้นส่วนอื่นๆ
ข้อควรระวังในการเลือกซื้อล้อวงใหม่ ต้องมีระยะห่างระหว่างล้อ กับระบบช่วงล่าง หรือตัวถัง เพื่อไม่ให้กระทบชิ้นส่วนในระบบรองรับอื่นๆ เช่น ชอคอับ, ขอบซุ้มล้อ, ปีกนก และบุชยาง เป็นต้น

 

ทำความสะอาดล้อให้ถูกวิธี
การทำความสะอาดล้อแมกต้องพิถีพิถันพอๆ กับสีรถยนต์ เพราะหากเลือกวัสดุในการขจัดคราบผิดประเภท ความเงางามของล้อก็อาจลดลงเช่นกัน วิธีที่ถูกต้องเป็นอย่างไร…มาดูกัน

 

น้ำสบู่อ่อนๆ กับฟองน้ำ
คราบสกปรกที่เกิดจากการขับขี่ อาทิ ฝุ่นละออง คราบน้ำมัน ยางมะตอย ฝุ่นผงของผ้าเบรค เศษหิน ดินและโคลน ล้วนเป็นคราบสกปรกจากการใช้งานทั้งสิ้น เมื่อเกิดคราบเหล่านี้ ควรทำความสะอาดโดยเร็ว โดยนำฟองน้ำชุบน้ำสบู่อ่อนๆ และล้างออกด้วยน้ำสะอาด

 

ห้ามใช้แปรงขัดล้อ
ล้อสีโครเมียมเห็นชัดที่สุด หากขจัดคราบสกปรกด้วยแปรงขัดแบบขนแข็ง ฟีล์มหรือแลคเคอร์ที่เคลือบบนผิวอาจหลุดล่อนออก ทำให้ความเงางามจางหายไป ก่อให้เกิดคราบขี้เกลือ หรือสนิมขาว (OXIDATION)

 

งดล้างขณะล้อร้อน
ไม่ควรล้างขณะที่ล้อยังร้อน เพราะเมื่อล้างด้วยน้ำสบู่ ความร้อนทำให้แห้งเร็ว และน้ำสบู่จะติดเป็นคราบ และอย่าลืมทำความสะอาดฟองน้ำ ไม่ให้เศษหินกรวดฝังตัว ซึ่งก่อให้เกิดริ้วรอยหลังการล้าง

 

น้ำมันสน และน้ำมันก๊าด
สลายคราบฝังแน่น

สิ่งสกปรกฝังแน่น เช่น คราบยางมะตอย ให้ใช้เศษผ้าจุ่มน้ำมันสน หรือน้ำมันก๊าด เช็ดออก ต่อจากนั้นใช้วิธีเดิม คือ นำฟองน้ำจุ่มกับน้ำสบู่อ่อนๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง คราบฝังแน่นที่ล้อจะหลุดไปอย่างง่ายดาย

 

สารพันปัญหาล้อ
ถ่วงล้อ
วิธีการถ่วงล้อ ทำได้โดยเอาตะกั่วหลากขนาดมาติดด้านในล้อ ปัจจุบันมีการประเมินผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ป้องกันไม่ให้ล้อ และระบบรองรับสึกหรอ หากล้อขาดสมดุล ไม่ว่าจะเป็นล้อใดก็ตามแต่ จะทำให้ยางสึกไม่เท่ากันและมีอาการสั่นมาถึงพวงมาลัยขณะขับขี่

 

ล้อดุ้ง, ล้อคด

สาเหตุมาจากการกระแทก ไม่ว่าจะเป็นหลุม, บ่อ, สันรอยต่อถนน, ยางแตก หรือกระแทกกับขอบถนน ทำให้ล้อไม่กลม สังเกตได้จากการขับขี่ หากมีอาการสั่น เข้าศูนย์บริการตรวจเชคระบบช่วงล่างก็ไม่หาย สันนิษฐานได้ว่าเป็นอาการของล้อดุ้ง ต้องหาร้านที่เชี่ยวชาญการซ่อมล้อโดยเฉพาะ อย่าฝืนใช้ต่อ เพราะอาจทำให้เสียยางอีกเส้นไปด้วย ถ้ามีงบประมาณจำกัด ก็สามารถซื้อเปลี่ยนเพียงวงเดียวได้

 

ลมรั่ว

รูกลางดุมไม่เท่ากัน
รูกลางของล้อที่นำมาใส่ใหม่อาจหลวมกว่าเดิม ซึ่งทำให้ช่วงล่างเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ให้ใช้ปลอกกันสั่น (HUB RING) เติมช่องว่างระหว่างรูกลางล้อกับดุมให้แนบสนิท เหมือนล้ออัลลอยที่มาจากโรงงาน

 

รู้ลึกเรื่องนอทล้อ

เมื่อซื้อล้อใหม่ อย่าคิดว่าจะใช้นอทล้อเดิมได้เสมอไป ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง มิเช่นนั้นความแข็งแรงในการยึดติดระหว่างล้อกับดุมของรถจะลดลง โดยทั่วไปนอทล้อมี 2 ประเภท ได้แก่

 

นอทล้อแบบไม่มีบ่า

นอทล้อประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะเวลาขันนอทล้อ ความแน่นในการยึดล้อกับดุม จะน้อยกว่านอทล้อแบบมีบ่า และอาจทำให้รูร้อยนอทขยายใหญ่ขึ้น

 

นอทล้อแบบมีบ่า

นอทล้อแบบมีบ่า ออกแบบเพื่อทำให้นอทยึดติดกับดุม และล้อ ให้หนาแน่นยิ่งขึ้น และไม่ทำให้รูล้อขยายใหญ่ นอทล้อแบบนี้มี 2 ชนิด คือ บ่าเฉียง (TAPER) และบ่ากลม (RADIUS, BALL)

 

ขันนอทล้อถูกวิธี

วิธีการง่ายๆ ที่ถูกต้อง คือ ไขนอทล้อให้แน่นตามค่ามาตรฐานตามที่โรงงานผู้ผลิตไว้ในคู่มือประจำรถ โดยค่ากลางที่รถส่วนบุคคลใช้กันอยู่ที่ประมาณ 100 นิวตัน-เมตร หรือ 74 ปอนต์-ฟุต ส่วนจะเพิ่มหรือลดลงนั้นแปรผันไปตามบแรนด์ รุ่นรถ รวมถึงน้ำหนักของรถ และลักษณะการใช้งานอีกด้วย แต่ถ้าหาสมุดคู่มือไม่เจอแล้วอยากทราบค่ามาตรฐานในการไขนอทล้อ สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการ หรือปรึกษาร้านจำหน่ายยางมาตรฐานที่ใช้ ประแจปอนด์ ตรวจสอบความตึงของนอทก่อนส่งมอบรถ เพราะการไขนอทล้อตามค่าที่กำหนด นอกจากจะทำให้ล้อแน่นและปลอดภัย แล้วยังลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับนอทตัวผู้ และนอทตัวเมียอีกด้วย

 

ล้ออัลลอยบแรนด์ดัง
รุ่นไหนน่าสนใจ และมีจุดเด่นอะไรบ้าง โปรดติดตาม

ยี่ห้อ APEX WHEEL
รุ่น APEX RACING
ขนาด 18 นิ้ว
หน้ากว้าง 9.5-11 นิ้ว
สี ดำขอบเงิน
ออฟเซท +12 และ +18
พีซีดี 5 รู 114.3
วัสดุที่ใช้ผลิต อลูมิเนียมคุณภาพสูง
กระบวนการผลิต เทคโนโลยี SFT (SPIN FORGING TECHNOLOGY) ที่มีความแม่นยำในการหล่อขึ้นรูป รวมถึงกระบวนการ FLOW FORMING แข็งแกร่ง และทนทาน
จุดเด่น ขนาดกว้าง ก้านโค้งลึก น้ำหนักเบา แกร่ง

 

ยี่ห้อ COSMIS
รุ่น XT 005 R
ขนาด 18-20 นิ้ว
หน้ากว้าง 9-10 นิ้ว
สี เงินขอบดำ
ออฟเซท +20 และ +25
พีซีดี 6 รู 139.7
วัสดุที่ใช้ผลิต อลูมิเนียมเกรดพิเศษ นำเข้าจากประเทศไต้หวัน
กระบวนการผลิต ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ผ่านการทดสอบและพัฒนาด้วยรถแข่ง ในสนามแข่งรถยนต์ระดับโลก มีขอบที่ลึก และแกร่ง
จุดเด่น ลวดลายสวย ดุดัน และแข็งแกร่ง

 

ยี่ห้อ D. SPEED
รุ่น DS018 WEST SPORT
ขนาด 17-22 นิ้ว
หน้ากว้าง 8-10 นิ้ว
สี ไฮเพอร์ซิลเวอร์, ทองแดงผิวทราย, ดำ, โครเมียมดำ, โครเมียมเงิน, ทอง และเทาด้าน
ออฟเซท +15 และ +20
พีซีดี 6 รู 139.7
วัสดุที่ใช้ผลิต อลูมิเนียม นำเข้าจากต่างประเทศ
กระบวนการผลิต ผลิตด้วยระบบ GRAVITY โดยใช้หุ่นยนต์ และคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มาตรฐาน สินค้าได้รับการรับรองโดยสำนักงานตรวจสอบมาตรฐานสากลจาก TUV, VIA, JWL
จุดเด่น สวยงาม แกร่ง ทน ผ่านการทดสอบการกระแทกจากเครื่องมือทดสอบมาตรฐานสากล

 

ยี่ห้อ FUEL
รุ่น BOOST
ขนาด 17-24 นิ้ว
หน้ากว้าง 8.5-11 นิ้ว
สี ดำด้าน
ออฟเซท -20
พีซีดี 6 รู 139.7
วัสดุที่ใช้ผลิต อลูมิเนียมคุณภาพสูง นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา
กระบวนการผลิต ผ่านการผลิตอย่างพิถีพิถัน ควบคุมไม่ให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมในระหว่างขั้นตอนการทำสี ผ่านการชุบโครเมียมถึง 6 ครั้ง
จุดเด่น แกร่ง ทน น้ำหนักเบา ออกแบบให้สวยงามทุกมุมมอง

 

ยี่ห้อ LENSO
รุ่น INTIMIDATOR 7
ขนาด 20 นิ้ว
หน้ากว้าง 9 นิ้ว
สี ดำ, ดำด้าน, เงิน และแดง
ออฟเซท +10
พีซีดี 6 รู 139.7
วัสดุที่ใช้ผลิต อลูมิเนียมนำเข้าจากประเทศดูไบ
กระบวนการผลิต หล่อเข้าแม่พิมพ์โดยแรงดันต่ำแบบ LOW PRESSURE CASTING ทำให้ล้อแข็งแรง และมีน้ำหนักเบา
จุดเด่น ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจาก ปืนกล M-4 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถสไตล์ดุดัน

 

ยี่ห้อ PIAA
รุ่น –
ขนาด 16 นิ้ว
หน้ากว้าง 8 นิ้ว
สี แมทท์บแลค, คอพเพอร์บรอนซ์, ไฮเพอร์บแลค, ไฮเพอร์ซิลเวอร์ และขาว
ออฟเซท +10, -5 และ -20
พีซีดี 6 รู 139.7
วัสดุที่ใช้ผลิต อลูมิเนียมนำเข้าจากประเทศดูไบ
กระบวนการผลิต หล่อแบบขึ้นรูปด้วยวิธีการทันสมัย ทดสอบความแข็งแกร่งด้วยเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน พิถีพิถันในขั้นตอนการทำสี ทั้งการพ่น อบ เคลือบ สวยงาม และคงทน
จุดเด่น มีออฟเซทให้เลือกหลากหลาย แกร่ง ทน สำหรับรถพิคอัพ และเอสยูวีสไตล์ลุย

 

 



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการบทความและสารคดี
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2556
คอลัมน์ : เนื่องจากปก 4Wheels
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Syp8c
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th