บทความ

สารพันคำถาม น้ำมันเครื่อง


เรื่องของน้ำมันเครื่อง นับเป็นปัญหาคาใจคนรักรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มใช้รถใหม่ๆ ผมมักได้ยินคำถามซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น จะใช้น้ำมันเครื่อง “ยี่ห้อ” อะไรดี ไอ้เจ้าตัวหนังสือและเลขที่อยู่ข้างแกลลอนน้ำมันเครื่องมันคืออะไร ทำไมระยะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องถึงไม่เท่ากัน ฯลฯ ซึ่งคำถามทั้งหมดนี้ที่ได้ยินนั้น เป็นคำถามที่ดี ถ้าเป็นไปได้ผมถือว่าคนใช้รถทุกคนสมควรที่ต้องรู้เรื่องนี้ครับ

 

น้ำมันเครื่องของรถยุคนี้ เปรียบเหมือนของเหลวมหัศจรรย์ก็ว่าได้ เพราะมันทำหน้าที่หลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ซึ่งแต่ละอย่างล้วนเป็นหน้าที่ที่หนักหนาเอาการ และที่สำคัญ น้ำมันเครื่องต้องรับภาระเหล่านี้ด้วยปริมาณเพียงน้อยนิดที่มี ถ้าเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุไม่เกิน 2.0 ลิตร ก็มีปริมาณน้ำมันเครื่องราวๆ 4 ลิตร เท่านั้นเอง

 

ต่อไปนี้เป็นสารพันคำถามน้ำมันเครื่องที่พบบ่อย และคำตอบของเรื่องนี้ครับ

 

น้ำมันเครื่องทำงานอย่างไรในเครื่องยนต์ของเรา ?

ไปดูวงจรการทำงานของมันตั้งแต่ยังนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์กันก่อนครับ เมื่อเราสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ทำงาน ปั๊มน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นปั๊มที่สูบของเหลวแบบฟันเฟือง จะสูบน้ำมันเครื่องจากก้นอ่างผ่านตะแกรงอย่างหยาบ ซึ่งมีไว้ป้องกันสิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่ ไม่ให้เข้าไปทำความเสียหายแก่ปั๊มเท่านั้น

 

จากปั๊มน้ำมันเครื่องจะไหลเข้าสู่หม้อกรองน้ำมันเครื่อง ซึ่งภายในหม้อกรองน้ำมันเครื่องจะมีไส้กรองกระดาษอย่างละเอียดอยู่ภายใน เขม่าและผงโลหะจะถูกกรองดักไว้ในหม้อกรอง “เกือบหมด” เท่านั้น เพราะเราจำเป็นต้องให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านไส้กรองได้ในอัตราที่เพียงพอต่อการหล่อลื่นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ เขม่า และผงโลหะที่มีความละเอียดมาก จึงมักเล็ดลอดไหลปนไปกับน้ำมันเครื่องด้วย แต่เศษผงโลหะและเขม่าเหล่านี้มีความละเอียดระดับที่ไม่ทำให้ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์สึกหรอผิดปกติได้

 

ก่อนถึงทางเข้าหม้อกรองน้ำมันเครื่อง จะมีวาล์วลัดวงจร ซึ่งเป็นทางลัดให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านไปหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้ ในกรณีที่น้ำมันเครื่องยังเย็นอยู่และข้นมาก หรือไส้กรองเริ่มอุดตัน โดยอาศัยหลักที่ว่า “มีน้ำมันเครื่องไม่ถูกกรองไปหล่อลื่น ยังดีกว่ามีน้ำมันเครื่องสะอาด แต่น้อยเกินไป เพราะไหลไม่ทัน”

 

ตรงทางออกจากหม้อกรองน้ำมันเครื่อง จะมีท่อต่อไปยังสวิทช์ความดันน้ำมันเครื่องด้วย เพื่อแจ้งเตือนผู้ขับขี่ให้ทราบว่าความดันน้ำมันเครื่องสูงพอหรือไม่ ถ้าสูงพอและอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไฟเตือนความดันน้ำมันเครื่องที่หน้าปัดก็จะดับไป จากนั้นน้ำมันเครื่องจะไหลไปหล่อลื่นแบริงเพลาข้อเหวี่ยง และก้านสูบ ส่วนที่รั่วออกจากแบริงก้านสูบ จะกระจายออกเป็นฝอย ไปหล่อลื่นผนังกระบอกสูบ

 

มาตราฐาน SAE กับ API คือ อะไร ?

ขึ้นชื่อว่าน้ำมันมักมีความหนืดตามธรรมชาติครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเครื่อง มักมีความหนืดที่หลากหลายและแปรเปลี่ยนได้ตามอุณหภูมิ เราจึงต้องมีหน่วยงานเพื่อควบคุมมาตรฐาน ซึ่งก็คือ SAE หรือ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา น้ำมันเครื่องแบ่งออกแบบกว้างๆ ได้ 2 แบบ คือ น้ำมันเครื่องเกรดเดียว จะเป็นน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดค่าเดียว เช่น SAE 40 และน้ำมันเครื่องเกรดรวม เป็นน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืด 2 ค่า เช่น SAE 20W-50 จะเปลี่ยนแปลงความหนืดตามอุณหภูมิ

 

ส่วน API เป็นมาตรฐานของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน ใช้กำหนดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน มักใช้อักษร “S” เช่น SA SB SC…SN (ไล่ไปถึงสูตรล่าสุด) ส่วนน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล มักใช้อักษร “C” เช่น CD CB…CF4 แต่ถ้าเราเห็นทั้ง “S” และ “C” อยู่ด้วยกัน เช่น SG/CH4 หมายความว่า น้ำมันเครื่องนี้เหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน แต่ก็สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ในระยะสั้น หรือถ้าเจอกลับกัน เช่น CH4/SG หมายความว่า เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล แต่ก็สามารถใช้กับเครื่องยนต์เบนซินได้ในระยะสั้นครับ

 

จะเลือกใช้น้ำมันเครื่องเกรดรวม หรือเกรดเดียวดี ให้เหมาะกับอุณหภูมิบ้านเรา ?
ระดับอุณหภูมิในเมืองไทยโดยเฉลี่ยทั่วไปนั้น ขณะที่เครื่องยนต์ยัง “เย็น” อยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส ในทางเทคนิคถือว่า “ไม่เย็น” ครับ สามารถใช้น้ำมันเครื่องเกรดเดียวในระดับความหนืด SAE 40 ได้สบาย (ระดับ SAE 30 อาจไม่เพียงพอ เพราะใสเกินไป) แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องเขาไม่นิยมผลิตน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงแบบเกรดเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นรถรุ่นปัจจุบัน หรือค่อนข้างใหม่ ใช้แบบเกรดรวมน่าจะดีที่สุดครับ

 

ใช้น้ำมันเครื่องปนกัน 2 ยี่ห้อได้หรือไม่ ?

ต้องบอกว่าได้ครับ เพราะมีข้อบ่งบอกไว้ในมาตรฐานน้ำมันเครื่องอยู่แล้ว แต่ต้องเป็นระดับคุณภาพเดียวกันเท่านั้นนะครับ เช่น SG หรือ SH หรือ SJ เหมือนกัน แต่ถ้าเรารักรถของเราจริงๆ ผมว่าอย่าผสมกันเลยจะดีกว่า เพราะแต่ละยี่ห้อเขามีสูตรส่วนผสมที่แตกต่างกัน แล้วแต่สูตรใครสูตรมัน ถ้าเราเอามาผสมกันจนกลายเป็นสูตร “จับฉ่าย” แต่คงยังให้คุณภาพที่สูงอยู่ เขาคงไม่ลงทุนพัฒนาสูตรเหล่านี้กันเป็น 100 ล้านบาทแน่ครับ ผมคนหนึ่งละที่ไม่เคยยอมผสม ยกเว้นในสถานการณ์จำเป็นจริงๆ เช่น ไปต่างจังหวัดแล้วบังเอิญน้ำมันเครื่องหายต่ำกว่าขีดต่ำสุด อันนี้คงต้องยอมครับ

 

เคยใช้ยี่ห้อไหน แล้วต้องใช้ยี่ห้อนั้นตลอดไป จริงหรือไม่ ?

บอกได้เลยว่าไม่จริงครับ ถ้าเราอยากเปลี่ยนเมื่อไรก็เปลี่ยนได้ เครื่องยนต์นั้นทำจากโลหะ ไม่มีชีวิตจิตใจ จึงไม่มีความเคยชิน หรือความชอบใดๆ ทั้งสิ้น

 

ครั้งแรกที่เปลี่ยนไปใช้ยี่ห้อใหม่ จะต้องมีการผสมกับน้ำมันเครื่องยี่ห้อเดิมที่ตกค้างอยู่ในเครื่องบ้าง ถึงเราจะคอยจนหายหยด ก็ยังคงตกค้างอยู่ตามแอ่งต่างๆ ได้ (บางรุ่นน้ำมันเครื่องไปค้างอยู่ที่ฝาสูบเป็นครึ่งลิตรก็ยังมี)

 

ต้องเติมน้ำมันเครื่องให้ถึงขีดบนทุกครั้ง ใช่หรือไม่ ?

อาจไม่ต้องครับ แต่ “ควร” เติม เพราะยิ่งมีน้ำมันเครื่องมากเท่าไร น้ำมันเครื่องเองก็จะยิ่งรับภาระน้อยลงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเติมน้ำมันเครื่องใหม่หลังจากถ่ายของเดิมทิ้ง ให้เติมถึงขีดบนพอดีทุกครั้ง ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ๆ ซึ่งแทบไม่กินน้ำมันเครื่องเลยก็หมดปัญหาไป แต่ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าที่กินน้ำมันเครื่องพอสมควร ควรหมั่นตรวจเชคระดับน้ำมันเครื่องบ่อยๆ และควรเติมให้ใกล้ขีดบนไว้เสมอ แต่ถ้าเห็นว่าใกล้ถึงระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว ถ้าจะปล่อยให้ระดับลดลงไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ยังไม่ถึงขีดล่าง ไม่มีปัญหาแน่นอน เก็บน้ำมันเครื่องไว้เติมตอนเปลี่ยนคราวต่อไปจะดีกว่าครับ

 

แล้วถ้าเติมเกินขีดบนไปแล้ว จะให้โทษอย่างไรบ้าง ?

คนส่วนมากมักเข้าใจว่า เมื่อเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป น้ำมันเครื่องจะถูกเพลาข้อเหวี่ยงตีจนเป็นฟองไปหมด ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นครับ ผู้ผลิตเครื่องยนต์นั้นเขากะระยะเผื่อมาเหลือเฟือแล้ว ถ้าสมมติว่าช่างเติมพลาด หรือเราเติมเองแล้วเกินขีดบนไปบ้างเล็กน้อย เช่น ประมาณ 2-3 มม. แบบนี้ไม่มีผลเสียอะไรเลยครับ อย่าไปกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือหาทางที่เอามันออกมาเสียส่วนหนึ่งเลยครับ ปล่อยมันไว้แบบนั้นยังไม่เกิดผลเสียอะไรครับ แต่ถ้าเกิดพลาดเติมเกินขีดบนไปกว่า 10-20 มม. แบบนี้อาจเกิดปัญหาได้ ต้องหาทางถ่ายออกจนได้ระดับขีดบน หรือเกินเล็กน้อยพอครับ ไม่อย่างนั้น น้ำมันเครื่องที่มากเกินไปจะพยายามหาทางออกนอกเครื่องยนต์ ส่วนใหญ่จะออกมาทางปะเก็นขอบยางต่างๆ แบบนี้ถึงค่อยเครียดครับ

 

ยังคงมีคำตอบอีกมากมายเรื่องเกี่ยวกับน้ำมันเครื่องที่ล้วนคาใจคนรักรถอย่างพวกเราด้วยกันทั้งนั้น ครั้งนี้เนื้อที่หมด ติดตามได้ในฉบับต่อไปครับ



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ witthawin@autoinfo.co.th
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2556
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ydQX7
อัพเดทล่าสุด
20 Jun 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
679,000
2.
1,079,000
4.
1,269,000
5.
765,000
6.
640,000
7.
1,475,000
8.
14,790,000
9.
1,180,000
10.
970,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th