บทความ

ความร่ำรวยบนความเดือดร้อนของผู้อื่น


การพัฒนาที่อยู่อาศัยใน “แนวดิ่ง” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การสร้างคอนโดมิเนียม บริเวณสองข้างทางที่รถไฟฟ้าแล่นผ่าน กำลังเฟื่องฟูเติบโตในระดับ “บ้าคลั่ง” เพราะมันเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในแบบ ใครที่นึกอยากจะสร้างก็สร้างเลยไม่ต้องมีการคำนึงถึงอุปสงค์ เพียงแค่สั่งนายหน้าค้าที่ดิน หาที่ดินริมถนนหรือในซอยที่ไม่ไกลจากแนวรถไฟฟ้า แล้วหาธนาคารสนับสนุนด้านการเงิน แน่นอนอยู่แล้วว่า การขายที่อยู่อาศัยประเภทนี้ มีกำไรสูง ขายได้เกินครึ่งของจำนวนหน่วย ในช่วงที่เริ่มขาย ก็หมดความเสี่ยงแล้ว แต่ถ้าแข่งกันสร้างจนจำนวนมันมากกว่าความต้องการแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น พวกที่เป็นที่ต้องการนั้น ย่อมประสบความสำเร็จแน่นอนอยู่แล้ว แต่พวกที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ก็คงเป็นผู้สร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจโดยรวม ผมเห็นตัวอย่างจากบรรดาคอนโดมิเนียม ในแนวรถไฟฟ้าที่อยู่บนถนนสุขุมวิท และกำลังถูกสร้างเพิ่มความยาวของเส้นทางต่อไปอีก มองดูบรรดาคอนโดมิเนียม ที่ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดหลังฝนตก ประเมินจำนวนหน่วย เท่าที่เห็นกำลังสร้างเกือบเสร็จ ไปจนถึงพวกที่เริ่มก่อสร้างแล้ว ก็ยังจินตนาการไม่ได้ว่า จะหาลูกค้ามากมายขนาดนี้มาจากที่ไหน นี่ยังไม่รวมพวกที่อยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดิน กับพวกกำลังเตรียมงานตอกเสาเข็มฐานรากนะครับ

ที่กล่าวมาแล้ว เป็นความเสียหายที่ประเมินยาก และมองด้วยตาไม่เห็น แต่ความเสียหายด้านอื่นที่เป็นรูปธรรมมองเห็นได้จากการสร้างคอนโดมิเนียมแบบบ้าคลั่ง ไม่กลัวตาย และพวกเราผู้ใช้รถต้องรับผลกระทบจากมันนั้น ก็คือ การทำลายถนน โดยเฉพาะตามซอย โดยบรรดารถบรรทุกดิน รถบรรทุกเหล็กเส้น ที่แน่นอนอยู่แล้วว่า บรรทุกเกินพิกัดที่ทางการอนุญาต และเมื่อมาแล่นบนถนน ที่ผ่านการโกงกินตอนก่อสร้าง จนความแข็งแรงต่ำกว่ามาตรฐาน ความเสียหายก็เลยเป็นสองเท่า นั่นคือ ถนนที่เป็นซอยเล็ก และมีการก่อสร้างคอนโดมิเนียม ล้วนพังพินาศหมด ใครที่มีบ้านอยู่บริเวณที่ผมกล่าวถึงนี้ จะเข้าใจดี เพราะทุกครั้งที่รถบรรทุกดิน หรือเหล็ก หรือคอนกรีทเหล่านี้แล่นผ่าน น้ำหนักมหาศาลของมันจะขย่มผิวถนนและดินด้านล่าง ส่งความสั่นสะเทือนมาถึงบ้านของพวกเราในระดับเดียวกับแผ่นดินไหว ถ้าเรื่องแบบนี้เป็นละครหรือภาพยนตร์ ก็จบแบบผู้ร้ายได้เงินหรือทองที่ปล้นไป ใช้สบายไปตลอดชีวิต และเจ้าของทรัพย์สินนั่งร้องไห้ ในความเป็นจริงก็คือ ผู้สร้างคอนโดมิเนียม ร่ำรวยจากกำไร แต่ผู้ที่มีบ้านอยู่ริมถนน หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้ถนนเหล่านี้เป็นทางผ่าน กลับเป็นผู้เดือดร้อน รัฐก็สูญเสีย เพราะถนนเหล่านี้ สร้างด้วยเงินที่เก็บจากภาษีของพวกเราไป ตอนสร้างถนนเหล่านี้ เงินส่วนหนึ่งของรัฐ ก็ไหลเข้ากระเป๋าข้าราชการที่เกี่ยวข้องหลายคนไปรอบหนึ่งแล้ว กลับต้องมาถูกทำลายโดยนายทุนผู้สร้างคอนโดมิเนียมขาย ทั้งๆ ที่เหลืออายุใช้งานอีกเป็นสิบปี

อย่างที่ผู้อ่านที่รักทราบกันอยู่แล้วว่า ไม่มีใครออกกฎหมายให้สมบูรณ์แบบป้องกันความเลวร้ายหรือความเสียหายได้ครบถ้วน แต่ผมเชื่อว่า ด้วยอำนาจรัฐ รวมกับสำนึกด้านดีของข้าราชการที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเลี่ยงกฎหมายเล็กน้อย หรือการเข้มงวดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว ก็จะได้รับการยกย่องชมเชยจากประชาชน เช่น นำความรับผิดชอบต่อผิวถนนที่เป็นเส้นทางของรถบรรทุกที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างคอนโดมิเนียม ทำสัญญาว่าจะซ่อมหรือสร้างใหม่ ถนนที่ถูกใช้จนชำรุดจากการขนส่งวัสดุในการก่อสร้าง แล้วไม่ต้องกลัวว่า จะถูกนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ร้องเรียนครับ ขนาดมีหลักฐานว่าฉ้อโกง ยังไม่มีใครอยากมีปัญหากับข้าราชการเลยครับ ถ้าเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ใจ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ยิ่งไม่มีใครกล้าโต้แย้งและขัดขืนหรอกครับ นักธุรกิจที่แท้จริง ต้องการเก็บเกี่ยวผลกำไรแบบราบรื่นปราศจากความขัดแย้งใดๆ ครับ
ความปลอดภัยจอมปลอม

ระยะนี้ผมมักได้ยินผู้ที่ใกล้ชิด และผู้ที่ไม่ได้ใกล้ชิด รวมทั้งผู้รู้จักและผู้ที่ไม่รู้จัก บ่นกันมากว่าความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของพวกเรา มันลดน้อยลงไปทุกที ผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า คนที่บ่นนั้นเปรียบเทียบสถานการณ์ในวันนี้กับสถานการณ์ในช่วงเวลาใดในอดีต

ถ้าเป็นระยะเวลาย้อนไปไม่กี่สิบปี ก็คงจะใช่นะครับ แต่ถ้ามองย้อนไปในอดีตเป็นร้อยปี ผมว่าชีวิตของพวกเราในวันนี้ ก็ยังต้องถือว่าปลอดภัยกว่ามาก ลองนึกภาพกันเอาเองนะครับ ผมไม่ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบและอธิบายเหตุผล เพราะมันเกินขอบเขตของคอลัมน์นี้ และอาจจะกระทบบางอย่างที่ผมไม่ควรจะเขียนถึง

เอาเป็นว่าชีวิตคนเมืองของพวกเราในวันนี้ ปลอดภัยมากพอสมควร ถ้าไม่นับภัยจากการก่อการร้ายที่แพร่ระบาดไปเกือบทั่วโลก ทุกครั้งที่ผมจะขึ้นเครื่องบิน และต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจัง ผมจะรู้สึกมั่นใจ ยิ่งเข้มข้นจริงจังเท่าใด ผมยิ่งชอบ ไม่ว่าจะรู้สึกไม่สะดวกและเสียเวลาไปมากเพียงใด ก็ยินดี เพราะมันหมายถึงความปลอดภัยจากอาชญากรรมระหว่างการเดินทาง คงเหลือเพียงความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ หรือจากปัญหาทางเทคนิค ที่เรายังคงต้องเผชิญกับมันอยู่ดี ไม่ว่าจะเดินทางด้วยยานพาหนะชนิดใดก็ตาม

และเมื่อไปตามศูนย์การค้า หรือที่ชุมนุมของคนจำนวนมาก ผมก็คาดหวังให้มีระบบรักษาความปลอดภัยในระดับดังกล่าวเหมือนกัน แต่เท่าที่สังเกตมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม มันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการครับ หรือจะพูดให้เป็นกลางก็ได้ว่า มันไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งก็คือ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลในการรักษาความปลอดภัยนั่นเอง

ถ้าเราขับรถเข้าศูนย์การค้า หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เราก็ได้พบกับมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือการตรวจสอบที่แปลกประหลาด เช่น การเอากระจกเงาต่อด้ามแหย่เข้าไปบริเวณขอบของท้องรถ ตำแหน่งที่ถูกตรวจนี้ คือ ตำแน่งที่ตรวจง่าย นั่นคือด้านซ้ายของรถ เพราะด้านขวามักจะถูกตู้ยามบังไว้ เนื่องจากคุณกำลังจอดรับบัตรจอดรถอยู่

ที่จริงผมก็ไมรู้หรอกครับ ว่าเจ้าหน้าทีพวกนี้หาอะไรอยู่ เดาเอาว่าหาระเบิด ที่อาจมีผู้ก่อการร้ายปัญญาอ่อน ติดไว้ที่ท้องรถด้านซ้ายให้เห็นชัด ระดับที่แหย่กระจกเข้าไปแล้วพบทันที ที่ซึ่งน่าจะซ่อนระเบิดมากกว่า อย่างที่เก็บของท้ายรถ กลับไม่ถูกตรวจ มีน้อยแห่งมากที่ตรวจในส่วนนี้ด้วย ซึ่งก็ไม่น่าจะพบอะไร เพราะถ้าผมจะซ่อนระเบิดให้ผ่าน ผมก็เพียงแค่ใส่ไว้ในห้องโดยสาร เพราะผมไม่เคยพบเจ้าหน้าที่ที่ไหนตรวจ หรือพยายามมองเข้าไปในห้องโดยสารเลย

ตอนนี้มีขั้นตอนใหม่เพิ่มมาอีกครับ นั่นคือ การติดตั้งกล้องถ่ายหน้าคนที่อยู่ในรถด้วย ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันมีประโยชน์ตรงไหน เพราะแค่เอาแผ่นบังแดดลง กับใส่แว่นตากันแดด ก็คงเกือบหมดประโยชน์แล้ว แต่โทษนั้นมีแน่ เพราะสองแห่งที่ผมเข้าไป “ใช้บริการ” มา ติดตั้งกล้องไว้ในระดับเดียวกับหน้าของผู้ขับรถ และตัวกล้องก็ยื่นออกมาขวางทางด้วย ใครไม่ระวัง ขับเข้าไปใกล้ป้อมเพื่อคืนบัตร กระจกหน้าหรือเสาหลังคาด้านหน้า (เสา A) จะชนกล้องแน่นอน และใครจะรับผิดชอบค่าเสียหายที่รถของเขาชำรุด จากการติดตั้งโดยช่างเทียมพวกนี้ครับ

ใครที่จะซ่อนระเบิดเข้าไปวางในศูนย์การค้า ไม่จำเป็นต้องใส่รถยนต์ส่วนตัวมา อาจจะนั่งรถแทกซี หรือให้ใครมาส่งก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงทางเดินเข้าศูนย์การค้าทุกจุด เราก็ควรจะต้องผ่านการตรวจเหมือนกัน ซึ่งผมยินดีอย่างยิ่ง ยิ่งตรวจละเอียดเข้มงวดเท่าใด ย่อมหมายความว่าความปลอดภัยของเรายิ่งมากเท่านั้น แต่บางครั้งผมพบว่า ผ่านเข้าและออกได้โดยไม่มีการตรวจ ไม่ใช่เพราะผมไม่ได้พกอะไรติดตัวมานะครับ ผมหมายความว่า ไม่มีเจัาหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่นั่นเลย แม้แต่ทางผ่านหลัก ก็ไม่มีการตรวจตลอดเวลา ถ้ามีแต่โต๊ะก็หมายความว่า เจ้าหน้าที่ไปห้องน้ำ หรือไปกินอาหาร เชิญผู้หวังร้ายปฏิบัติงานได้ตามสบาย มันคือละครที่มีชีวิตของผู้บริสุทธิ์เป็นเดิมพัน ที่จริงเจ้าของสถานที่ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง สามารถตรวจสอบความสามารถในการรักษาความปลอดภัยได้ง่ายมากครับ ให้พนักงานนำสิ่งของที่เปรียบเสมือนระเบิดปลอมผ่าน “ด่าน” เหล่านี้ดู ว่าในหนึ่งวัน สามารถนำเข้ามาได้ซักกี่ลูก ถ้าให้ผมทายรับรองว่าหลายสิบลูกครับ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองพวกเราด้วย



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2556
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/3hNJd

บทความที่เกี่ยวข้อง

คันเร่งค้าง ฝันร้ายของผู้ใช้รถ
เรื่องไร้สาระของการใช้
วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
อัพเดทล่าสุด
25 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
679,000
2.
21,900,000
3.
11,530,000
4.
14,900,000
5.
3,699,000
6.
2,930,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th