บทความ

สปอร์ทประตูปีกนกไม่พกถังน้ำมัน


สปอร์ทประตูปีกนกไม่พกถังน้ำมัน
MERCEDES-BENZ SLS AMG COUPE ELECTRIC DRIVE

เชื่อกันโดยทั่วไปว่า ความพยายามในการลดปริมาณของแกสคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศของโลก และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนนั้น รถไฟฟ้าเป็นคำตอบที่ดีคำตอบหนึ่ง เพราะรถไฟฟ้าชนิดที่ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ด้วย ไม่มีการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์จากปลายท่อไอเสีย แต่เมื่อมองอย่างเจาะลึกก็จะพบว่า รถไฟฟ้าก็ปล่อยแกสชนิดนี้เช่นกัน แต่ย้ายที่ปล่อยจากปลายท่อไอเสียเป็นการปล่อยที่โรงผลิตไฟฟ้า พลังงานที่ใช้ในการประจุไฟให้แก่แบทเตอรีซึ่งรถไฟฟ้าทุกคันต้องมี

การวัดปริมาณแกสคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นผลพวงจากรถไฟฟ้า จึงเกี่ยวเนื่องและโยงใยกับปริมาณของแกสชนิดนี้ที่เกิดจากโรงผลิตไฟฟ้า ในประเทศที่กระบวนการผลิตไฟฟ้าทำได้ดีและมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำอย่างฝรั่งเศส คำนวณได้ว่า รถไฟฟ้าแต่ละคันจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียงประมาณ 12 กรัม/กม. แต่ในเยอรมนีซึ่งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กมีนโยบายที่จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหิน มีการศึกษาเมื่อปี 2009 และพบว่า โดยเฉลี่ยรถไฟฟ้าขนาดกลางแต่ละคันจะก่อกำเนิดคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 200 กรัม/กม. ในขณะที่รถเบนซินขนาดเล็กกะทัดรัดแต่ละคันจะปล่อย 170 กรัม/กม. เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วและมองในแง่ดีที่สุด การศึกษาครั้งดังกล่าวก็สรุปผลว่า หากไม่จัดการระบบผลิตไฟฟ้าให้ดีและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ การทำรถไฟฟ้าเพื่อใช้ในเมืองเบียร์จำนวน 1 ล้านคัน จะช่วยลดปริมาณของแกสนี้ได้เพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้นเอง
มีรถไฟฟ้าสัญชาติเยอรมันมานำเสนอในเดือนนี้รวม 2 คัน คันแรกที่เห็นอยู่นี้ เป็นผลงานใหม่ของค่าย “ดาวสามแฉก” ซึ่งเพิ่งอวดตัวแบบ PREMIERE MONDIAL หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนกันยายนปีงูใหญ่ พร้อมกับป้ายชื่อยาวสามวา คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี คูเป อีเลคทริค ดไรฟ (MERCEDES-BENZ SLS AMG COUPE ELECTRIC DRIVE)

ไม่ใช่รถใหม่ชนิดที่เริ่มต้นการออกแบบด้วยกระดาษเปล่า หรือหน้าจอไร้ลายเส้นและตัวอักษร แต่พัฒนาจากรถหน้าตาคล้ายๆ กัน ที่เริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อต้นปี 2010 โดยติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเอส เอเอมจี คูเป (MERCEDES-BENZ SLS AMG COUPE) และติดประตูข้างเปิด/ปิดแบบปีกนกที่ทำให้ดูฟู่ฟ่าสมกับเป็นรถสปอร์ท “ซูเพอร์คาร์” เป็นการพัฒนาที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในส่วนตัวถัง และเครื่องยนต์กลไก และการปรับเปลี่ยนสำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงระบบขับเคลื่อน จากการขับล้อหลังด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 8 สูบ 6,208 ซีซี 420 กิโลวัตต์/571 แรงม้า เป็นขับทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ

ระบบขับทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ารวม 4 ชุด แต่ละชุดขับล้อแต่ละล้อ ให้กำลังรวมสูงสุด 552 กิโลวัตต์/751 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตัน-เมตร/102 กก.-ม. ตัวเลขที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถติดโลโก “ดาวสามแฉก” คันใดๆ ที่ไม่ใช่รถแข่ง ระบบเกียร์ที่ทำหน้าที่กระจายแรงบิดจากมอเตอร์ไปสู่แต่ละล้อเพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด เป็นระบบเกียร์อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า AXIALLY-ARRANGED TRANSMISSION ซึ่งสามารถเลือกลักษณะการทำงาน (ด้วยการหมุนปุ่มบังคับ) ได้ 3 แบบ คือ COMFORT-SPORT-SPORT PLUS ส่วนแบทเตอรีที่ใช้ เป็นแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ระบายความร้อนด้วยของเหลว ขนาด 400 โวลท์ 600 กิโลวัตต์ 548 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่บริษัทในเครือข่ายของค่ายนี้พัฒนาขึ้นเอง และมีน้ำหนักตัวเพียง 548 กก. การประจุไฟแต่ละครั้งด้วยไฟบ้านจะใช้เวลาถึง 20 ชั่วโมง แต่จะลดเหลือเพียงประมาณ 3 ชั่วโมงเมื่อใช้ WALL BOX ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถติดตั้งไว้ในโรงรถ

เมื่อประจุไฟเต็มหม้อ รถซึ่งเดือนมิถุนายนนี้จะออกโชว์รูมพร้อมกับป้ายค่าตัว 416,500 ยูโร หรือประมาณ 16.660 ล้านบาทไทย จะวิ่งได้ไกลประมาณ 250 กม. โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 3.9 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2556
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/AhBCI
อัพเดทล่าสุด
20 Jun 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
1,190,000
2.
1,079,000
4.
1,269,000
5.
765,000
6.
640,000
7.
1,475,000
8.
14,790,000
9.
1,180,000
10.
970,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th