บทความ

สปริง เรื่องเข้าใจง่าย (2)


ค่า K ระบบสปริง ไม่ใช่เรื่องยากจะเข้าใจ จำไว้ว่าต้อง “ทำใจ” ถ้าอยากเป็นรถโฟร์วีลดไรฟสไตล์หลุดโลก…ได้อย่างต้องเสียอย่าง

จั่วเปิดหัวพอหอมปากหอมคอ กับสาระน่ารู้เกี่ยวกับเรื่องการเซทค่า K ระบบสปริงในช่วงล่างรถยนต์ เอาใจขาลุยกันพอสมควร เนื้อหาต่อไปนี้จัดว่าเข้มข้นสุดๆ เพราะถ้าคิดจะข้ามการเติมอาหารสมองในฉบับนี้ แล้วยังดันทุรังแต่งระบบช่วงล่างแบบงูๆ ปลาๆ บอกได้เลยครับหลายท่านออกอ่าวแบบหาฝั่งไม่เจอ เพราะเอาแต่ไปฟังบรรดาขั้นเทพข้อมูลไม่แน่นจริง ว่าต้องแต่งอย่างโน้น หรือทำอย่างนี้ แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ความรู้ในส่วนนี้ จัดว่าเป็นพื้นฐานที่ต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล เพื่อให้ได้สมรรถนะการปรับเซทช่วงล่างที่ตรงใจ ไม่หลงทิศห่างสไตล์การขับขี่ที่ต้องการ

วิเคราะห์ชุดคอยล์สปริงคร่าวๆ ด้วยตาเปล่า

คอยล์สปริง ถือเป็นระบบกันสะเทือนที่ผู้ผลิตรถยนต์นิยมเลือกใช้กับรถยนต์ในปัจจุบัน ด้วยรูปทรงที่ประหยัดพื้นที่ อีกทั้งยังดูแลรักษาง่าย และให้สมรรถนะการใช้งานที่มีประสิทธิภาพโดดเด่นในเรื่องของความนุ่มนวล เกาะถนนดี สามารถเลือกทำการปรับแต่งได้อย่างหลากหลาย ทำให้มีผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ละแบบต่างให้ค่าและสมรรถนะไม่เท่ากัน หลักเบื้องต้นสำหรับช่วยพิจารณาเลือกชุดคอยล์สปริง อาจใช้หลักการนี้ได้ คือ

1. ความโตของสปริง ยิ่งข้อใหญ่ก็จะยิ่งแข็งนั่นเอง

2. เส้นผ่าศูนย์กลางของคอยล์สปริง หาได้โดยการคำนวณเบื้องต้นดังนี้
สูตรการหาค่าเส้นผ่าศูนย์กลางคอยล์สปริง
เส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกของคอยล์สปริง-รัศมีความโตของเส้นสปริง (หน่วยเป็น มม.)
= ผลลัพธ์ของเส้นผ่าศูนย์กลางคอยล์สปริง
(จากผลลัพธ์ที่ได้ สรุปว่า ถ้าตัวเลขของเส้นผ่าศูนย์กลางยิ่งมาก (วงกว้างขึ้น) ค่า K ก็จะยิ่งลดลง)

3. จำนวน และรูปแบบของขดสปริง สปริงที่มีจำนวนขดน้อยกว่า จะมีค่าความแข็งสูงกว่า แต่ก็ยังมีตัวแปรในส่วนรูปแบบของขดสปริงเกี่ยวข้องอีก โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ ดังนี้

LINEAR SPRING คือ สปริงที่มีระยะห่างระหว่างขดเท่ากันตลอดทั้งชิ้น สมมติว่าสปริงแต่ละขดห่างกัน 15 มม. ระยะห่างของแต่ละขดก็จะเท่ากันตลอด ซึ่งค่า K ของสปริงแบบนี้จะเป็นค่าเดียว

STEP SPRING สปริงแบบนี้จะมีระยะห่างแต่ละขด แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ มีทั้งขดถี่ และห่างในวงเดียวกัน เช่น 20 กับ 30 มม. เท่ากับว่ามีค่า K 2 ระดับในคอยล์สปริงขดเดียว คือ เมื่อมีน้ำหนักมากดทับที่ขดสปริงข้อถี่ ซึ่งมีค่า K ที่น้อยจะยุบตัวก่อน และเมื่อมีน้ำหนักกดทับมากขึ้น ขดสปริงที่ห่าง ซึ่งมีค่า K สูง ก็จะเข้ามารับหน้าที่ในส่วนของน้ำหนักที่มากกว่าทันที เป็นการทำงานที่ผสานสมรรถนะการขับขี่ถึง 2 แบบ ไว้ในสปริงขดเดียวอย่างลงตัว ทั้งประสิทธิภาพการขับขี่ที่นุ่มนวล ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ และได้ความมั่นคงในการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

PROGRESSIVE SPRING แบบนี้จะมีระยะห่างระหว่างขดไม่เท่ากัน คือ ชิด แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะความห่างไปเรื่อยๆ ค่า K ของสปริงแต่ละขดก็จะไม่เท่ากัน เท่ากับว่าสปริงแบบ PROGRESSIVE จะนำเสนอตั้งแต่แรงกดน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มอย่างต่อเนื่องไปจนถึงค่า K สูงสุดเลยทีเดียว
ยังไม่จบเพียงเท่านี้ มีเนื้อหาที่เป็นขั้นจบกระบวนยุทธ์ที่พลาดไม่ได้ ติดตามฉบับหน้า



------------------------------
เรื่องโดย : พันทาง
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2556
คอลัมน์ : รู้ลึกอุปกรณ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/LZnne

บทความที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
17 Aug 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
609,000
2.
469,000
3.
469,000
5.
1,239,000
6.
1,399,000
7.
640,000
8.
3,090,000
9.
2,160,000
10.
2,120,000
11.
2,269,000
12.
2,980,000
13.
2,318,000
14.
6,899,000
15.
4,299,000
16.
3,629,000
17.
3,429,000
18.
2,229,000
19.
12,399,000
20.
8,399,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th