บทความ

SHOCK ABSORBER


“SHOCK ABSORBER” หรือ ชอคอับ ชิ้นส่วนสำคัญของระบบรองรับ ช่วยให้การขับขี่สมบูรณ์แบบ โดยใช้ทฤษฎีการทำงานแทนที่ของสสาร การเลือกชอคอับให้เหมาะสมกับการใช้งาน ต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการ “4 WHEELS” อาสาพาไปเจาะลึกชิ้นส่วน ระบบการทำงาน รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เพื่อให้คุณใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในการเลือกซื้อชอคอับครั้งต่อไป

ชอคอับ มีหน้าที่อะไร ?

หน้าที่หลักของชอคอับ คือ ลดแรงกระแทก และดูดซับแรงสั่นสะเทือนของสปริงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น คอยล์สปริง, ทอร์ชันบาร์ หรือแหนบ ที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่ รวมถึงช่วย “หน่วง” การเคลื่อนที่ขึ้น/ลงของระบบรองรับที่ส่งผลมาถึงตัวรถ เพื่อให้ล้อรถสัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลา ขณะที่รถวิ่ง ทั้งยังช่วยลดการสึกหรอของยาง และชิ้นส่วนอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับช่วงล่าง เช่น ลูกหมาก บุชยาง และระบบกันสะเทือนต่างๆ เพื่อให้รถทรงตัวได้ดีที่สุด

ส่วนใหญ่ชอคอับที่ใช้ในปัจจุบันที่ออกมาจากโรงงานผู้ผลิต ด้านหน้าจะถูกพัฒนาให้เป็นแบบสตรัท หรือ คอยล์โอเวอร์ชอค ส่วนด้านหลังเป็นชอคอับที่แยกการทำงานกับสปริง หรือแหนบ

เมื่อมีการสะเทือนหนักๆ ชอคอับจะถูกบีบอัด คล้ายกับถุงลม คอยต้านการยุบตัว ลองคิดง่ายๆ ว่าขณะขับรถแล้วไปกระแทกกับอะไรสักอย่าง หากชอคอับมีค่าความหน่วงน้อย รถจะกระเด้ง ถ้าหน่วงมากไป รถก็จะกระด้าง สำหรับกันสะเทือนหลัง หากปรับแรงต้านให้น้อยมากๆ ชอคอับจะไม่ออกแรงต้านในส่วนนี้มากเกินไป ล้อจะเกาะถนนได้ดี ถ้าปรับแรงต้านมาก จะรู้สึกว่ากระด้าง

ชอคอับที่ใช้ในปัจจุบัน ทำงานด้วยระบบน้ำมันไฮดรอลิค (น้ำมันชอคอับ) บรรจุในภาชนะทรงกระบอก และอาศัยแรงดันของลูกสูบ อัดให้น้ำมันไฮดรอลิคไหลผ่านรูเล็กๆ ที่อยู่ในลูกสูบ เรียกว่า รูออริฟิค (ORIFICES) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและจำกัดการไหลของน้ำมันไฮดรอลิค เมื่อรถได้รับแรงสะเทือนบนทางที่ขรุขระ สปริงหรือแหนบของรถ จะยืดและหดตัวตามการสั่นสะเทือนของล้อรถยนต์

ส่วนประกอบสำคัญ

ส่วนประกอบของชอคอับมีมากมาย มาดูกันว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง

กระบอก เป็นโครงสร้างหลัก ทำหน้าที่เป็นห้องเครื่องของระบบ

แกนชอคอับ จะให้ตัวตามแรงกระทำ

ลูกสูบ ใช้อัดและคายน้ำมันที่อยู่ภายในกระบอก

น้ำมันไฮดรอลิค องค์ประกอบหลักในการทำงาน ทั้งจังหวะยืด และยุบ

ซีล ชิ้นส่วนนี้ปิดกั้นไม่ให้น้ำมันรั่วออกจากกระบอก

หูยึด จุดยึดให้เข้ากับชิ้นส่วนของระบบรองรับ

บุช เป็นชิ้นส่วนที่อยู่ในหูยึด ทำหน้าที่ส่งต่อแรงกระทำไปยังชอคอับ

การออกแบบชอคอับ

ชอคอับจะจำแนกตามการออกแบบของกระบอก โดยทั่วไปมี 2 รูปแบบ ดังนี้

ชอคอับกระบอกคู่ (TWIN TUBE)

ภายในกระบอกชอคอับจะมี 2 ชั้น โดยชั้นแรก เรียกว่า กระบอกแรงดัน (PRESSURE TUBE) จะอยู่ส่วนนอก ใช้เก็บแรงดันภายในกระบอก ส่วนชั้นที่ 2 เรียกว่า กระบอกน้ำมัน (RESERVE TUBE) เป็นกระบอกชั้นใน ใช้เก็บน้ำมันไฮดรอลิค และทำหน้าที่รักษาแรงดัน หรือความหนืด มีลูกสูบยึดติดกับแกนชอคอับ

ด้านล่างกระบอกจะมีเบสวาล์ว (BASE VALVE) ชะลอการไหลของน้ำมัน ในขณะที่ชอคอับยุบตัว ลูกสูบจะเคลื่อนลง น้ำมันส่วนใหญ่จะถูกกดลงเพื่อไหลผ่านไปยังกระบอกชั้นนอก และย้อนกลับไปด้านบน เกิดเป็นแรงต้านการยุบตัว
ขณะยืดตัว ลูกสูบจะเคลื่อนขึ้น น้ำมันที่ไหลย้อนขึ้นด้านบนและเบสวาล์ว จะหน่วงลูกสูบไม่ให้เคลื่อนขึ้นเร็วเกินไป

ชอคอับกระบอกเดี่ยว (MONO TUBE)

โครงสร้างภายในกระบอกจะมีชั้นเดียว ภายในกระบอกจะมีลูกสูบอยู่ 2 ชุด คือ ลูกสูบอิสระ (DIVIDING PISTON) และลูกสูบหลัก (WORKING PISTON) ชุดลูกสูบหลัก และก้านสูบ จะเหมือนกับการออกแบบกระบอกชอคอับแบบกระบอกคู่ ความแตกต่างจะอยู่ที่การทำงาน

ชอคอับกระบอกเดี่ยว จะไม่มีเบสวาล์วควบคุมการทำงานในจังหวะยุบ และจังหวะยืดตัว จะทำโดยชุดลูกสูบหลัก ชอคอับประเภทนี้จะถูกออกแบบให้มีขนาดกระบอกที่ใหญ่ เพื่อให้เหมาะสมกับระยะยืดตัว และมีความทนทานกว่าชนิดแรก

ประเภทของชอคอับ

จะถูกกำหนดด้วยของเหลวที่อยู่ภายในกระบอกชอคอับ ได้แก่

ชอคอับน้ำมัน

ใช้น้ำมันไฮดรอลิคเพียงอย่างเดียว ชอคอับชนิดนี้ในขณะทำงานจะเกิดฟองอากาศ แกนชอคอับต้องเคลื่อนที่ขึ้น/ลงต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้น้ำมันไฮดรอลิคในกระบอกชอคอับเกิดความร้อนสะสมสูงขึ้น คุณสมบัติของน้ำมันเปลี่ยนไป ค่าความหนืดจะลดลง ทำให้เกิดฟองได้ง่าย ส่งผลให้การทำงานด้อยลง คือ เกิดอาการยวบ หรือเรียกว่า เฟด (FADE)

ชอคอับน้ำมัน+แกส

โครงสร้างหลักเหมือนกับชอคอับน้ำมันทุกอย่าง เพียงแต่บรรจุแกสเข้าไปภายในกระบอกชอคอับ เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศของน้ำมันขณะทำงาน จึงทำให้ชอคอับชนิดนี้ทำงานได้อย่างราบเรียบ และสม่ำเสมอ

การพัฒนาล่าสุด

ปัจจุบันชอคอับยังคงใช้โครงสร้างแบบเดิม แต่มีการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่อความทนทานและสะดวกสบายต่อการใช้งาน วิวัฒนาการต่างๆ ถูกพัฒนาหลากรูปแบบ ดังต่อไปนี้

ปรับค่าความหนืด

การปรับตั้งค่าความหนืด เป็นการพัฒนาที่ได้รับความนิยม เพราะไม่ต้องไปเปลี่ยนชอคอับใหม่ ให้มีค่าความหนืดที่น้อย หรือมาก ค่าต่างๆ สามารถปรับตั้งได้ตามต้องการในระดับต่างๆ ด้วยตัวเอง

ล่าสุดมีเทคโนโลยีใหม่ ควบคุมการปรับระดับด้วยรีโมทคอนทโรลไร้สาย แต่มีราคาค่าตัวที่สูงกว่าแบบเดิม

ซับแทงค์
กระบอกเสริม หรือซับแทงค์ (SUB TANK) เป็นที่นิยมสำหรับขาลุย เนื่องจากการใช้งานที่ทนทาน เพราะเป็นการเพิ่มปริมาณแกสไนโตรเจน โดยน้ำมันไฮดรอลิคจะถูกบรรจุอยู่ในกระบอกชอคอับ ส่วนแกสไนโตรเจนจะถูกบรรจุอยู่ภายในกระบอกเสริม ซึ่งแกสไนโตรเจนส่วนหนึ่งจะเข้าไปบรรจุอยู่ภายในกระบอกชอคอับด้วยเช่นกัน รวมถึงสามารถปรับเติมแกสไนโตรเจนได้ทางช่องเติมที่กระบอกเสริมอีกด้วย

ชอคอับแบบสตรัทปรับเกลียว

ชอคอับประเภทนี้ นิยมในกลุ่มรถดัดแปลง หรือใช้แข่งขัน เน้นเรื่องสมรรถนะ การทำงานไม่ต่างจากทั่วๆ ไป แต่ปรับระดับความสูง/ต่ำของรถโดยมีเบ้ารองสปริงเป็นตัวควบคุม ซึ่งสามารถทำให้รถสูง หรือเตี้ยลง แต่การใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ชอคอับและสปริงต้องทำงานสัมพันธ์กันตลอดเวลา

10 ข้อควรรู้เมื่อคิดเปลี่ยนชอคอับ

1. ต้องเปลี่ยนเป็นคู่พร้อมกัน ไม่ควรแยกเปลี่ยนข้างใดข้างหนึ่ง

2. ควรติดตั้งด้วยช่างผู้ชำนาญเท่านั้น

3. ไม่ควรแกะหรือดัดแปลง เพราะจะเป็นต้นตอของอาการรั่วซึม อายุการใช้งานของชอคอับก็จะสั้นลง

4. การเปลี่ยนชอคอับ จะคำนึงถึงเรื่องการยึดเกาะถนนเป็นหลัก ดังนั้น ความนุ่มนวลในการขับขี่จะลดลง

5. การขับขี่แบบนุ่มนวล และหลีกเลี่ยงสภาพถนนที่เป็นหลุม บ่อ เป็นวิธีการที่ทำให้ชอคอับมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

6. หลังจากเปลี่ยนชอคอับใหม่ สิ่งที่ต้องจัดการต่อไป คือ การตั้งศูนย์

7. “ช่วงชัก” หรือระยะการยืด-ยุบตัว ต้องใกล้เคียงกับของเดิม เนื่องจากถ้าระยะยืด-ยุบ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สมรรถนะเรื่องการยึดเกาะถนนก็จะด้อยตาม

8. “หูชอคอับ” โดยทั่วไปและเป็นที่นิยมจะมี 5 แบบ วิธีการที่ดีที่สุด คือ การถอดเอาของเดิมไปเทียบ เพราะส่วนใหญ่แล้ว หูชอคอับด้านบนกับด้านล่างจะไม่เหมือนกัน

9. “ความใหญ่ของกระบอกชอคอับ” รถกระบะส่วนใหญ่ ระบบช่วงล่างจะเป็นแบบปีกนกคู่ ชอคอับจะอยู่ระหว่างกลางปีกนกบน ถ้าเลือกชอคอับที่กระบอกใหญ่เกินไป เวลาที่ปีกนกเคลื่อนที่ ชอคอับจะเสียดสี หรือกระแทกกับปีกนก เป็นเหตุให้การทำงานไม่สมบูรณ์ และชำรุด

10. อายุการใช้งานของชอคอับอยู่ที่ 60,000-80,000 กม. อย่าดันทุรังใช้ต่อ เพราะอาจจะทำให้ชิ้นส่วนอื่นๆต้องชำรุดตามไปด้วย

 

ชอคอับเสีย รู้ได้อย่างไร?
1. กระบอกชอคอับเปรอะเปรื้อนคราบน้ำมัน เนื่องจากการรั่วซึม

2. กระบอกชอคอับ บุบ บิดเบี้ยว แกนชอคอับคด หรืองอ

3. ควบคุมรถยาก เพราะชอคอับไม่สามารถควบคุมสปริงได้ ทำให้ช่วงล่างรถยนต์เต้นจนลอยจากพื้นถนน ถ้าเกิดในขณะที่ขับรถเข้าโค้ง แม้ว่าชอคอับจะเสียเพียงข้างเดียว ผลที่เกิดขึ้นก็จะทำให้สมดุลการทรงตัวของรถทั้งคันเสียไป เป็นเหตุให้การใช้รถไม่ปลอดภัย

4. ยางสึกผิดปกติ เป็นอาการหนึ่งที่บ่งบอกได้ว่าเกิดความผิดปกติที่ชอคอับได้เช่นกัน โดยการสึกจากชอคอับชำรุด ยางจะมีลักษณะเป็นหลุมๆ สึกเป็นช่วงๆ

5. การขับขี่ขณะออกตัวด้วยความเร็วปกติ หน้ารถเชิดขึ้น และเบรคในความเร็วต่ำ หน้ารถทิ่มลง นั่นคือ สัญญาณเตือนว่า ชอคอับเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว

6. ขับรถข้ามเนินลูกระนาด หรือคอสะพาน รถจะสั่นไม่นุ่มนวล และมีอาการกระเด้งกระดอน หรือมีเสียงดังผิดปกติทุกครั้งที่ชอคอับทำงาน

7. ลองขย่มตัวรถแล้วหยุดดูอาการ ถ้าชอคอับที่ยังไม่เสื่อมสภาพ จะคืนตัวในระดับปกติทันที ไม่เด้งขึ้น/ลงหลายครั้ง
ปรับแต่งถูกวิธี ใช้งานดี เดินทางปลอดภัย

การปรับแต่งสมรรถนะของรถ ถือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของรถให้ความสนใจ แต่ก่อนที่จะลงทุน มาเสริมภูมิจากการแนะนำวิธีการปรับแต่งที่ถูกต้อง ก่อนที่จะยากเกินแก้

 

เสริมสมรรถนะระบบกันสะเทือน ให้รถสแตนดาร์ด

รถโฟร์วีลดไรฟที่ต้องการปรับแต่งสมรรถนะของระบบกันสะเทือนแบบพื้นฐาน ต้องอาศัยการเปรียบเทียบข้อมูลสเปคของชอคอับแต่ละยี่ห้อ ว่าแตกต่างกันเพียงไร ส่วนเรื่องความยาว และช่วงชัก ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เพียงแค่เทียบค่าขนาดความยาวให้เท่ากับสแตนดาร์ดก็เป็นอันใช้ได้

การเลือกชอคอับที่มีระดับความยาวมากเกินมาตรฐาน ในระดับความสูงเดิม อาจส่งผลเสียให้ประสิทธิภาพด้อยลง โดยเฉพาะในจังหวะการยุบตัว เนื่องจากชอคอับมีขนาดที่ยาว ทำให้กินพื้นที่ของจังหวะยุบไปบางส่วน และอาจเกิดการยันระหว่างกระบอก และแกนชอคอับ ส่งผลให้เกิดความเสียหายจากการกระแทกได้สูงมาก เนื่องจากชอคอับไม่มีระยะยุบตัวนั่นเอง

วิธีหาขนาดความยาวของชอคอับ ให้เหมาะกับชุดยก

สำหรับเจ้าของรถโฟร์วีลดไรฟ ที่ตัดสินใจนำรถไปใส่ชุดยก ซึ่งจุดยึดของปีกนกตัวบน และตัวล่าง มีระยะห่างเพิ่มขึ้น เพราะชุดยกจะอาศัยการดรอพจุดยึดระบบต่างๆ ให้ต่ำลง แต่จุดยึดด้านบนยังคงตำแหน่งเดิมฉะนั้นช่วงชักของชอคอับต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ข้อจำกัดของชุดยกช่วงล่างมีอยู่หลายด้าน และปัญหาที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำ คือ จังหวะการยุบตัวจะทำได้น้อยกว่าช่วงยืดตัวชอคอับ หลายสำนักแต่งนิยมนำชอคอับเดิมมาต่อขา เพื่อให้ได้ความยาวตามต้องการ ซึ่งเป็นวิธีแก้ที่ประหยัดเงิน แต่ประสิทธิภาพยังด้อยอยู่
ทางแก้ไขที่ถูกต้อง คือ การหาชอคอับที่ได้ระดับเดียวกับความสูงของชุดยก เช่น อยากได้ชุดยก 4 นิ้ว ให้นำชอคอับเดิมมาวัดความยาว แล้วบวกด้วยความสูงของชุดยก ตัวเลขที่ได้ คือ ขนาดความยาวที่เหมาะสมกับชุดยกนั้นๆ

เลือกให้เหมาะกับรถคานแข็ง

นอกจากระบบช่วงล่างที่ต่างกัน รถขาลุยที่เป็นระบบรองรับแบบคานแข็ง หรือรถแต่งที่นำคานแข็งมาเซทช่วงล่าง การคำนวณใช้วิธีเดียวกับรถที่ใช้ชุดยก ถ้าต้องการให้มีประสิทธิภาพ ต้องเลือกค่าเค สปริง ให้เหมาะสมกับน้ำหนักและความสูงของรถ เช่นเดียวกับชอคอับ ที่ต้องเลือกขนาดความยาว และค่าความหนืดให้ตรงใจที่สุด

หลังจากทราบข้อมูลอย่างหมดเปลือก ทีนี้อยู่ที่ตัวคุณว่าจะเลือกชอคอับแบบไหน ให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง

ขอขอบคุณ
ร้าน V.V.P. 4×4 CENTER และกลุ่มซุ้มวัดป่า เอื้อเฟื้อภาพประกอบ และสถานที่ถ่ายทำ



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2556
คอลัมน์ : เนื่องจากปก 4Wheels
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/bXPmj

บทความที่เกี่ยวข้อง

NEW ISUZU D-MAX V-CROSS MAX 4x4
SUBARU FORESTER
ISUZU D-MAX BLUE POWER V-CROSS 4x4
TOYOTA HILUX REVO SMART CAB PRERUNNER 2.4E PLUS AT
CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY 4x4
อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th