บทความ

รู้หลัก และการทำงาน


สำหรับคอลัมน์ เทคนิค ในฉบับนี้ เป็นเรื่องราวของอุปกรณ์ที่เรียกว่า พาสสีฟ ครอสส์โอเวอร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเสียงในรถยนต์ โดยปกติพาสสีฟ ครอสส์โอเวอร์ เป็นวงจรกรองความถี่ผ่านให้กับลำโพงแต่ละตัวในระบบลำโพง เช่น วูเฟอร์ มิดเบสส์ มิดเรนจ์ และทวีเตอร์ หรือมากกว่านี้ (ซูเพอร์ทวีเตอร์) และป้องกันความเสียหาย

ไม่ให้เกิดขึ้นกับลำโพง โดยที่ลำโพงจะถูกตัดความถี่ด้วยครอสส์โอเวอร์ในแต่ละแบบ โลว์พาสส์, ไฮพาสส์ และ
แบนด์พาสส์ เพื่อความเหมาะสมกับการทำงาน

วงจรพาสสีฟ ครอสส์โอเวอร์ ประกอบด้วย ขดลวด ตัวเก็บประจุ โดยค่าขดลวด และตัวเก็บประจุจะทำหน้าที่ตัดผ่านความถี่ที่ต้องการ เพื่อให้ลำโพงแต่ละตัว สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยที่วงจรครอสส์โอเวอร์ในแต่ละแบบยังส่งผลต่อคุณภาพเสียงอีกด้วย

โลว์พาสส์ ฟิลเตอร์

เป็นวงจรที่ทำหน้าที่กรองความถี่ต่ำ สำหรับมิดเรนจ์ และวูเฟอร์ ตัวอย่างเช่น ครอสส์โอเวอร์แบบออร์เดอร์ที่ 1 (6 ดีบี/ออคเทฟ) โดยการต่อใช้งานเพื่อกรองความถี่ต่ำนี้ จะใช้ขดลวดต่ออนุกรมกับลำโพง โดยขดลวดจะเพิ่มค่าความต้านทานไปยังวงจร และลดพลังงาน 3 ดีบี หรือ 50 % (ดูภาพประกอบ CROSSOVER FREQUENCY POINT) ซึ่งจุดตรงนี้จะเป็นช่วงที่รูปคลื่นลาดชันลงมา และขนาดขดลวดจะกำหนดความต้านทานของลำโพง จุดตัดข้ามความถี่ โดยที่หน่วยขดลวด เรียกว่า มิลลิเฮนรี(MILLIHENRIES)

ไฮพาสส์ ฟิลเตอร์

เป็นวงจรที่ทำหน้าที่กรองความถี่สูง สำหรับทวีเตอร์ ตัวอย่างเช่น ครอสส์โอเวอร์แบบออร์เดอร์ที่ 1
(6 ดีบี/ออคเทฟ) สำหรับวงจรกรองความถี่สูงนี้ใช้ตัวเก็บประจุต่ออนุกรมกับลำโพง โดยตัวเก็บประจุจะเพิ่มค่า
ความต้านทานไปยังวงจร และลดเพาเวอร์ 3 ดีบี หรือ 50 % เช่นเดียวกัน สำหรับหน่วยของตัวเก็บประจุ เรียกว่า ไมโครฟารัด หรือฟารัด (MICROFARADS หรือ FARADS)

แบนด์พาสส์ ฟิลเตอร์

เป็นวงจรกรองช่วงความถี่บางช่วงผ่านไปได้ โดยที่วงจรแบนด์พาสส์ ฟิลเตอร์ จะประกอบไปด้วย วงจรโลว์พาสส์ และไฮพาสส์ ต่อรวมกัน เพื่อลดทอนความถี่ที่ต่ำกว่า และสูงกว่าออกไป โดยใช้ขดลวด และตัวเก็บประจุต่ออนุกรมกับลำโพง

ประสิทธิภาพของเสียง และกำลัง

เมื่อใดก็ตามที่ลำโพง 2 ตัวกำลังเล่นความถี่ในเฟสเดียวกัน และในตำแหน่งเดียวกัน ที่นั่นเสียงจะขึ้นไปถึง 3 ดีบี
หรือประสิทธิภาพของเสียงที่ส่งออกมา (ACOUSTICAL OUTPUT) เมื่อครอสส์โอเวอร์ถูกนำมาใช้ ส่วนความถี่จุดตัดข้ามระหว่างไฮพาสส์ และโลว์พาสส์จะลดลง 3 ดีบี ซึ่งบริเวณนั้นจะเกิดแอ่งที่เกิดจากความลาดชันของคลื่นความถี่ที่บรรจบตัดกัน หรือ CROSSOVER FREQUENCY POINT (บางทีก็เรียกว่า จุดตัดไขว้, จุดตัดข้าม)

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุบางประการ ที่ทำให้ความดังเสียงเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้ จากการต่อเพาเวอร์แอมพ์กับโหลดที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น เพาเวอร์แอมพ์กำลังขับ 100 วัตต์/แชนแนล ที่โหลด 4 โอห์ม เมื่อต่อที่โหลด 8 โอห์ม กำลังขับจะได้ที่ 50 วัตต์/แชนแนล และจะเหลือ 25 วัตต์ เมื่อต่อเล่นที่โหลด 16 โอห์ม แต่ถ้าต้องการกำลังขับ 200 วัตต์/แชนแนล ก็ควรต่อเล่นที่โหลด 2 โอห์ม เป็นต้น ซึ่งก็ต้องดูด้วยว่าเพาเวอร์แอมพ์ยี่ห้อนั้นถูกออกแบบให้สามารถขับเล่นที่โหลด 2 โอห์ม ได้ด้วย นอกจากนี้การต่อเพาเวอร์แอมพ์กับลำโพงที่โหลดแตกต่างกัน ยังส่งผลต่อความดังเสียงที่แตกต่างกันด้วย ดูตัวอย่างได้จากตาราง

ตารางแสดงกำลังขับเพาเวอร์แอมพ์ที่ 100 วัตต์/แชนแนล เมื่อขับที่โหลดต่างๆ
โหลด วัตต์/แชนแนล % ของกำลังขับที่ 4 โอห์ม ระดับ DB
1 โอห์ม 400 400 % +6
2 โอห์ม 200 200 % +3
4 โอห์ม 100 100 %
8 โอห์ม 50 ลดลง 50 % -3
16 โอห์ม 25 ลดลง 75 % -6


------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2556
คอลัมน์ : เทคนิค
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/HpJsb
อัพเดทล่าสุด
13 Aug 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th