บทความ

วิธีเลือกเพาเวอร์แอมพ์


คำถามที่ได้ยินกันอยู่เสมอ หรือพบบ่อย ก็คือ ใช้เพาเวอร์แอมพ์กำลังขับเท่าไร ถึงจะเหมาะสมกับลำโพงซับวูเฟอร์ ? หรือ เสียงเบสส์ไม่ค่อยออก แนะนำเพาเวอร์แอมพ์ดีๆ ให้หน่อย คอลัมน์นี้จะบอกถึงวิธีเลือก และเล่นเครื่องเสียงตามปกติในระดับมาตรฐาน ซึ่งสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกเพาเวอร์แอมพ์ ให้กับระบบเสียงในรถของคุณได้

เพาเวอร์แอมพ์จะได้รับสัญญาณจากเฮดยูนิท (วิทยุรถยนต์) เพื่อขยายสัญญาณเสียงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเพียงพอก่อนที่จะส่งไปขับลำโพงรถยนต์ เป็นการดีที่จะใช้เพาเวอร์แอมพ์แยกขับต่างหากสำหรับความถี่สูง และความถี่ต่ำ แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็น เพราะปัจจุบันมีเพาเวอร์แอมพ์ประเภทมัลทิแชนแนล สามารถขับลำโพงกลาง/แหลม และซับวูเฟอร์ได้ครบทั้งระบบเสียง แต่มีหลายคนที่เริ่มต้นเล่นระบบเสียงโดยนึกถึงพลังเสียงเบสส์ของซับวูเฟอร์ก่อนเป็นอันดับแรก และใช้เฮดยูนิทที่มีไฮเพาเวอร์ขับลำโพงกลาง/แหลม ซึ่งภาคขยายในตัววิทยุนั้นให้ความดังเสียงไม่เพียงพอกับการได้ยิน

กำลังขับเท่าไรถึงจะดี

มีหลายวิธีในการวัดกำลังวัตต์ของเพาเวอร์แอมพ์ติดรถยนต์ หลายคนอาจคิดว่าเพาเวอร์แอมพ์ของตัวเองมีกำลังขับมากกว่าคนอื่น แต่เมื่อดูกฎฟิสิกส์จะบอกได้ว่า พลังงาน (POWER) เป็นผลคูณระหว่าง กระแส และแรงดันไฟฟ้า (POWER VOLTAGExCURRENT) ตัวอย่างเช่น ถ้าเพาเวอร์แอมพ์ใช้แรงดันไฟฟ้า 12 โวลท์ และกินกระแสไฟฟ้าที่ 20 แอมพ์ ดังนั้นเพาเวอร์แอมพ์ของคุณจะมีกำลังขับอยู่ที่ 240 วัตต์ แต่ในความเป็นจริง เพาเวอร์แอมพ์ทั่วไปจะสูญเสียพลังงานถึง 50 % ซึ่งกลายเป็นรูปแบบพลังงานความร้อน ดังนั้น เพาเวอร์แอมพ์จึงมีกำลังขับจริงเพียง 120 วัตต์เท่านั้น

วิธีตรวจสอบกำลังวัตต์จริง

มีหลายวิธีในการวัดค่าพลังงาน (POWER) ซึ่งสามารถวัดที่ปลายสุดของสัญญาณ (วัดที่จุด PEAK หรือ MAX) เริ่มตั้งแต่ 0 องศา ของรูปคลื่นสัญญาณ ไปที่ 90 องศา (บางครั้งเรียก MUSIC POWER) วิธีที่ถูกต้องที่สุดในการวัดพลังงานจะใช้หน่วยเป็น RMS (ค่าเฉลี่ยต่อเนื่องของพลังงานไฟฟ้า)

วิธีหาค่าเฉลี่ย RMS จากการวัดพลังงานไฟฟ้า ที่ระบุเป็น PEAK หรือ MAX นั้น ทำได้ด้วยการหารด้วย 3 ซึ่งค่า MUSIC POWER เป็นค่าครึ่งหนึ่งของค่า PEAK POWER ตัวอย่างเช่น เพาเวอร์แอมพ์มีกำลังขับสูงสุดที่ 100 วัตต์/แชนแนล PEAK ดังนั้นค่า MUSIC POWER จะได้เพียงแค่ 50 วัตต์/แชนแนล และค่ากำลังขับที่ใช้หน่วย RMS จะได้เป็น 33 วัตต์/แชนแนล คุณควรจะตรวจสอบรายละเอียดด้านสเปคของเพาเวอร์แอมพ์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าเพาเวอร์แอมพ์ตัวนั้นมีกำลังขับจริงตรงตามที่คุณต้องการ

ในบางครั้งก็มีบางบริษัทที่ระบุโดยใช้เงื่อนไขบางอย่างในการวัดค่าพลังงานของเพาเวอร์แอมพ์ เช่น การคำนวณพลังงานที่แรงดันไฟฟ้า 15 โวลท์ และโหลดความต้านทานที่ต่ำกว่า 2 โอห์ม เป็นต้น เพื่อความแน่ใจควรดูแรงดันไฟฟ้าที่ใช้วัดทดสอบที่เกิดขึ้นจริง และใช้โหลดปกติที่ 4 โอห์ม

ต้องการกำลังขับเท่าไร

ยกตัวอย่างเช่น ลำโพงกลาง และแหลม ใช้เพาเวอร์แอมพ์กำลังขับตั้งแต่ 30-50 วัตต์/แชนแนล RMS
ส่วนลำโพงซับวูเฟอร์ควรใช้กำลังขับไม่น้อยกว่า 80-150 วัตต์ (หรือมากกว่านี้) เนื่องจากหูมนุษย์มีความ
ไวต่อความถี่สูงมากกว่าความถี่ต่ำ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีเพาเวอร์แอมพ์ขนาด 50 วัตต์x4 แชนแนล ขับลำโพงกลาง/แหลมทั้งหมด (กำลังขับรวม = 200 วัตต์) ดังนั้นเพาเวอร์แอมพ์สำหรับขับลำโพงซับวูเฟอร์ควรจะมีกำลังขับอย่างน้อย 200 วัตต์ หรือมากกว่านี้
หลายคนสงสัยกันว่า กำลังขับเพาเวอร์แอมพ์มากเกินไปจะสร้างความเสียหายให้กับลำโพงได้ แต่ความเสียหายของลำโพงที่เกิดขึ้นจะมาจากความเพี้ยน ไม่ใช่กำลังขับ ถ้าลำโพงได้รับการตัดความถี่ที่เหมาะสม และไม่มีความเพี้ยน เป็นเรื่องยากที่จะเกิดความเสียหาย และเพาเวอร์แอมพ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าจะต้องการระบบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถจ่ายไฟให้กับระบบเครื่องเสียงในรถได้อย่างเพียงพอ

มองอะไรในเพาเวอร์แอมพ์

โดยปกติเพาเวอร์แอมพ์ที่มีจำหน่ายในตลาดเครื่องเสียงจะใส่วงจรครอสส์โอเวอร์ไว้ในตัว โดยไม่ต้องไปซื้อครอสส์โอเวอร์เพิ่มเติม ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น ถ้าหากในระบบเสียงมีลำโพงหลายตัว จำเป็นต้องตรวจสอบด้วยว่า เพาเวอร์แอมพ์มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะขับเล่นที่โหลด 2 โอห์ม (หรือน้อยกว่า) ได้หรือไม่ นอกจากนี้อาจจะต้องวางแผนเพื่อที่จะยกระดับระบบเสียงของคุณให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น และควรดูที่ค่าความเพี้ยน THD ด้วย เพราะค่านี้ยิ่งต่ำมากเท่าไร นั่นก็หมายถึง ความชัดเจนของเสียงดนตรีที่จะเพิ่มตามไปด้วย

เพาเวอร์แอมพ์ในแต่ละ CLASS

เพาเวอร์แอมพ์ CLASS A นั้นจะให้เสียงดนตรีที่ถูกต้องมากที่สุด แต่ก็มีข้อบกพร่องบางอย่างที่ทำให้ไม่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของความร้อน ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานเพียง 25 % เท่านั้น ดังนั้นเพาเวอร์แอมพ์ประเภทนี้จึงมีแผงฮีทซิงค์ และพัดลมระบายความร้อนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีราคาที่แพง

เพาเวอร์แอมพ์ CLASS B นั้นจะพบมากที่สุด การทำงานจะใช้ทรานซิสเตอร์เอาท์พุท 2 ตัว โดยที่ตัวหนึ่งทำงานในซีกบวกของสัญญาณ และอีกตัวหนึ่งทำงานในซีกลบของสัญญาณ โดยนำสัญญาณทั้งสองมารวมกัน ปัญหาการออกแบบวงจร CLASS B จะเกิดความเพี้ยนเล็กๆ ที่บริเวณรอยต่อของสัญญาณซีกบวกกับซีกลบ แต่ก็เป็นที่ยอมรับของนักเล่นเครื่องเสียง และมีความร้อนน้อยกว่าแบบ CLASS A ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก และมีประสิทธิภาพในการทำงานประมาณ 50 %

เพาเวอร์แอมพ์ CLASS AB เป็นการออกแบบรวมกันของเพาเวอร์แอมพ์ทั้ง 2 ชนิดข้างต้น ซึ่งการทำงานจะใช้วงจร CLASS A ขยายสัญญาณในระดับต่ำก่อนที่จะสวิทช์การทำงานไปเป็น CLASS B เพื่อให้กำลังขยายมีระดับเสียงที่เพิ่มมากขึ้น

เพาเวอร์แอมพ์ CLASS D เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ เครื่องขยายเสียง CLASS D (เครื่องขยายเสียงดิจิทอล) เพาเวอร์แอมพ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นดิจิทอลจริงๆ แต่ทำงานในทำนองเดียวกับการแปลงสัญญาณดิจิทอลเป็นแอนาลอก สามารถให้กำลังขับได้สูงกว่า 1,000 วัตต์ และมีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่า 80 %



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2555
คอลัมน์ : เทคนิค
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/DxhEb
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th