บทความ

สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี


มาซดา เป็นรถอีกยี่ห้อที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการ รถยนต์คันแรก จนต้องปรับแผนงาน ทั้งด้านการผลิต และการบริการ เพื่อรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว “ฟอร์มูลา” สนทนา สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ฟอร์มูลา : ยอดขายของ มาซดา ที่เติบโตเพิ่มขึ้นเกิดจากปัจจัยใดบ้าง ?

 

สุรีทิพย์ : ยอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้นของ มาซดา ไม่ใช่เกิดจากการตลาดประสบความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่มีผลมาจากโครงการ รถยนต์คันแรก ที่ช่วยทำให้ยอดขายเติบโตอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ มาซดา เจ้าเดียว แต่ส่งผลดีทั้งตลาด เนื่องจากลูกค้ามีความคิดเห็นว่า เมื่อได้สิทธิ์ในการซื้อรถยนต์คันแรก และได้ภาษีคืนเป็นสิทธิ์ที่รัฐบาลมอบให้ ดังนั้นจึงต้องใช้สิทธิ์นี้ ทำให้เกิดยอดจองรถที่พุ่งสูงอย่างมาก และยังขยายเวลารับรถออกไปอีก

 

สำหรับ มาซดา เมื่อตลาดเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างนี้ จึงไม่ต้องการพลาดการขาย ดังนั้นการตลาดของ มาซดา จึงเน้นที่การสร้างภาพลักษณ์ ให้เห็นการเป็นตัวตนของ มาซดา เพราะ มาซดา ต่อสู้เพื่อส่วนแบ่งการตลาด ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมา ส่วนแบ่งการตลาดของ มาซดา เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่าง เช่น มาซดา 2 เปิดตัวเมื่อเดือน พย. 2554 ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพียงระยะเวลาเพียง 2-3 เดือน สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 10 % จากรถยนต์ในกลุ่มบีคาร์

 

ฟอร์มูลา : หลายฝ่ายชี้ว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมจะเติบโตเกิน 1 ล้านคัน มาซดา จะเติบโตมากน้อยเพียงใด ?

 

 

สุรีทิพย์ : ปีนี้ตลาดรถยนต์เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากการกระตุ้นตลาดของภาครัฐ โดยยอดขาย 7 เดือนที่ผ่านมา มีถึง 37,642 คัน เพิ่มขึ้น 57 % มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 13.5 % โดยเมื่อ 2554 บริษัท ฯ มียอดขายรวม 41,980 คัน ส่วนปีนี้ในต้นปีตั้งเป้ามียอดขาย 60,000 คัน และล่าสุดได้ปรับเป้ายอดขายเป็น 70,000 คัน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่บริษัท ฯ มองคือ เรื่องการบริการหลังการขาย

 

นอกจากนี้ยังต้องเร่งหาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถเพิ่มขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งที่ผ่านมาจะมีปัญหาเรื่องบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

 

เนื่องจากปกติการเติบโตของรถยนต์โดยรวม จะอยู่ที่ประมาณ 10-20 % หรือมีการเติบโตเป็นสเตพ แต่ปีนี้ตลาดเติบโตอย่างมากถึง 50 % เมื่อรถเติบโตเพิ่มมากก็จะทำให้มีจำนวนรถยนต์ที่จะเข้าไปในศูนย์บริการที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นการบริการหลังการขาย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงเรื่องของอะไหล่ ที่จะต้องมีการเจรจากับซัพพลายเออร์ให้ผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการ เพราะการลงทุนด้านต่างๆ จะต้องเป็นการลงทุนในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม มาซดา จำเป็นที่จะต้องเตรียมแผนรองรับไว้ให้ได้ เพราะหากไม่มีการเตรียมแผนรองรับกับปริมาณของรถที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถให้บริการได้ ก็จะส่งผลเสียแก่บแรนด์

 

พร้อมกันนี้ภาครัฐต้องดูเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนน ที่จอดรถ ซึ่งการเพิ่มจำนวนรถยนต์นั้น ในต่างจังหวัดไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ในกรุงเทพ ฯ เมื่อมีจำนวนรถเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการแออัดบนท้องถนน และที่จอดรถที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น เห็นได้ชัดเจนคือ ในห้างสรรพสินค้า ที่เดิมจอดรถจักรยานยนต์จะใช้ช่องจอดแค่นิดเดียว แต่รถยนต์ขนาดเล็กต้องใช้ช่องจอดที่ใหญ่ขึ้น นั่นเป็นปัญหาที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนล่วงหน้า

 

ฟอร์มูลา : คุณวางแผนการขยายโชว์รูม และศูนย์บริการไว้อย่างไร ?

 

สุรีทิพย์ : บริษัท ฯ ตั้งเป้าปีนี้จะขยายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการให้ครบ 150 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพ ฯ และปริมณฑล ตามแผนนโยบาย “ONE MAZDA” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บแรนด์ โดยโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการแห่งใหม่ จะอยู่ภายใต้คอนเซพท์ MCI (MAZDA CORPORATE IDENTITY) ซึ่งเป็นภาพลักษณ์โฉมใหม่ ที่ถูกออกแบบใหม่หมด เน้นการสื่อสารบแรนด์ และความทันสมัยในการออกแบบเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ซูม-ซูม แบบยั่งยืนของ มาซดา ทั่วโลก

 

ฟอร์มูลา : ปีนี้จะมีรถยนต์รุ่นใหม่เปิดตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

 

สุรีทิพย์ : สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ปีนี้ไม่มีเปิดตัว แต่จะมีการแนะนำรถยนต์รุ่นตกแต่งพิเศษในสไตล์ มาซดา เช่น เรซิง ซีรีส์ โมเดล 2012 มาซดา 3 เครื่องยนต์ 1.6 รุ่นตกแต่งพิเศษ

 

ฟอร์มูลา : ตลาดที่เติบโตขึ้น จะส่งผลอย่างไรกับสถานการณ์ปีหน้า ?

 

สุรีทิพย์ : การกระตุ้นตลาดทำให้เกิดความต้องการ คนที่มีสิทธิ์จองก็จะจองไว้ก่อนตามสิทธิ์ เพราะขณะนี้ รัฐบาลได้มีการขยายเวลาการส่งมอบไปถึงปีหน้า แต่การจองจะต้องเป็นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ทำให้ยอดจองจะเกิดขึ้นอีกมาก โดยยอดจองที่เกิดขึ้นจะส่งเป็นยอดขายของปีหน้า ทำให้เกิดสงครามการจอง บแรนด์ใดมียอดจองมากทำให้รู้ได้ว่ายอดขายปีหน้าจะเป็นเท่าไร ซึ่งขณะนี้ทุกบแรนด์โหมโฆษณา โดยเฉพาะรถเล็ก และอีโคคาร์ ซึ่งทำให้ มาซดา ต้องออกมาแข่งขันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ โดยใช้ มาซดา 2 เป็นตัวธง สำหรับการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด

 

ฟอร์มูลา : ภาพรวมของตลาด จะกลับมาเป็นจริงเมื่อไร และ มาซดา วางแผนไว้อย่างไร ?

 

สุรีทิพย์ : ความต้องการของตลาดเกิดขึ้นจากอีโคคาร์ รวมถึงโครงการ รถยนต์คันแรก ทำให้เกิดความต้องการซื้อ โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ที่ต้องการความสะดวกสบาย และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ต้องดูที่วัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นเป็นการโหมกระแส ทุกคนที่มีสิทธิ์จอง ก็จองไว้ก่อน แต่ถ้าไม่จองก็จะหมดสิทธิ์ ทำให้เกิดยอดขายเติบโตอย่างมากโดยเฉพาะช่วงเดือน พค.-กค. 2555 ทำให้คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมปีนี้จะเติบโตถึง 1.2 ล้านคัน โดยจะแบ่งเป็นรถพิคอัพ 40 % และ 60 % เป็นรถยนต์นั่ง

 

สำหรับตลาดรถยนต์จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม จะเป็นสงครามการจอง บแรนด์ใดที่ได้ยอดจองมากที่สุด จะทำให้รู้ว่าปีหน้าจะมียอดขายเท่าไร เป็นสาเหตุให้ปัจจุบันทุกค่ายออกมาโหมโฆษณาอย่างหนัก โดยเฉพาะรถเล็ก และอีโคคาร์ ซึ่งคาดว่าจะมียอดจองอีกเป็นแสนคัน ด้วยสาเหตุนี้ มาซดา อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องออกมาแข่งขัน แต่จะเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ของบแรนด์ เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด ยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น จะเป็นไปได้ยากที่จะส่งให้แก่ลูกค้าได้ทัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มการผลิต เพราะทุกค่ายต่างผลิตกันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเน้นที่ลดการส่งออก และมาทดแทนตลาดในประเทศมากกว่า ซึ่งต้องมีการเจรจากับตลาดต่างประเทศ หากทำได้จะทำให้มีปริมาณเพิ่มมากกว่า 1.2 ล้านคัน ส่วนมาซดา ไม่สามารถที่จะเพิ่มได้แล้ว จะได้เพียงแค่ 70,000 คันเท่านั้น ในปีนี้ ซึ่งในเรื่องของโรงงาน มาซดา ไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตไปสูงมาก ซึ่งหากถ้าเราเร่งกำลังการผลิต อาจจะทำให้มียอดจำหน่ายในปีนี้ถึง 80,000-90,000 คัน แต่เรามองว่าโอกาสการขายมีสูง ถ้าลงทุนไปแล้วแต่ไม่สามารถหาตลาดได้ในอนาคต นั่นหมายถึงการสูญเสีย ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ไม่สามารถผลักไปที่ตลาดในประเทศและส่งออกได้ ดังนั้น มาซดา จึงไม่ลงทุนเพิ่มแต่ใช้แผนลดการส่งออก เน้นในประเทศ แต่หลังจากนั้นก็จะกลับสู่สภาพปกติ 50:50 หรือ 60:40 ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด ณ เวลานั้น

 

ฟอร์มูลา : คุณวางนโยบายและทิศทางการตลาดปีหน้าไว้อย่างไร ?

 

สุรีทิพย์ : สำหรับปีหน้ามุ่งเน้นเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เพราะในช่วงไตรมาส 3 จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ซีเอกซ์-5 เนื่องจาก มาซดา จะเน้นในทิศทาง ซูม-ซูม รถที่มีกำลังเหมาะสม ที่ไม่ใช่นโยบายของ มาซดา ดังนั้นจึงเลือกเทคโนโลยี สกายแอคทีฟ ที่ให้ในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน รถมีสมรรถนะ กำลังแรงสูง เป็นทางเลือกของลูกค้าที่รักการขับขี่ เพราะในความคิดของลูกค้า มักคิดว่ารถที่ประหยัดน้ำมันจะมีกำลังแรงที่ลดลง แต่สำหรับสกายแอคทีฟนั้น ความประหยัดไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์ลดแรงลง ซึ่งปีหน้า มาซดา จะเริ่มต้นด้วยการให้ความรู้ จัดกิจกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้มองเห็นถึงคุณสมบัติพิเศษของเครื่องยนต์อย่างแพร่หลาย



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : ราชวัตร แสงจันทรา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2555
คอลัมน์ : สนทนาธุรกิจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/d0DqE
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th