บทความ

ทาคายูกิ คิมูระ


“นิสสัน” เป็นรายแรกของประเทศไทย ที่เปิดตัวอีโคคาร์ และประสบความสำเร็จเกินคาด ทั้งรุ่น มาร์ช และ อัลเมรา เป็นสาเหตุให้ต้องเร่งสร้างฐานการผลิตที่เข้มแข็ง เพื่อให้ทันรองรับการขยายตัวของตลาด “ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์ ทาคายูกิ คิมูระ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ฟอร์มูลา : คุณเริ่มทำงานกับ นิสสัน ตั้งแต่เมื่อไร ?

 

คิมูระ : ผมมีประสบการณ์การทำงานด้านอุตสาหกรรมรถยนต์มามากกว่า 20 ปี โดยเริ่มทำงานร่วมกับ นิสสัน เมื่อปี 2551 รับหน้าที่เป็นประธาน พีที. นิสสัน มอเตอร์ ประเทศอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทย เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2555 มีหน้าที่รับผิดชอบคือ ดำรงตำแหน่ง ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และยังได้รับแต่งตั้งเป็น ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก จำกัด และ รองผู้จัดการใหญ่ส่วนภูมิภาคของทวีปเอเชีย และโอเชียเนีย (ยกเว้นประเทศจีน)

 

ฟอร์มูลา : ก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง คุณมองว่าตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างไร ?

 

คิมูระ : ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งในประเทศไทย ตลาดในประเทศไทยเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะอีโคคาร์ และมองว่า นิสสัน อัลเมรา น่าจะเป็นรถที่จะนำพา นิสสัน สู่ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ผมรู้สึกแปลกใจที่ลูกค้ามีความผูกพันกับ นิสสัน มาร์ช อย่างมาก และมาร์ช ก็ประสบความสำเร็จในประเทศไทย โดยภาพร่วมทั้งการตลาดและการขาย ถือว่าทำได้ดี

 

ฟอร์มูลา : การเติบของ นิสสัน เกิดขึ้นจากอะไร ?

 

คิมูระ : นิสสัน เติบโตอย่างมากในปีนี้ ไม่ใช่ผลงานของผมอย่างแน่นอน แต่การเติบโตครั้งนี้เกิดขึ้นจากการเตรียมความพร้อมในทุกด้านสำหรับการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจในเรื่องของความเสี่ยง การเตรียมความพร้อม ทุ่มเทอย่างมากสำหรับอีโคคาร์

 

นอกจากนี้สินค้ายังสามารถตอบสนองความต้องการของตลาด และผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ทำให้เติบโตเพิ่มขึ้นและประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหน้าที่ของผมคือ ทำอย่างไรให้ นิสสัน เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน

 

ฟอร์มูลา : คุณวางนโยบายและทิศทางของ นิสสัน ไว้อย่างไร ?

 

คิมูระ : นโยบายและทิศทางที่วางไว้อันดับแรกคือ ต้องเตรียมความพร้อมของสินค้า โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำอีโคคาร์ต่อไป 2. ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทยปัจจุบันตลาดของรถซีดานเติบโตเพิ่มขึ้น บริษัท ฯ จะเพิ่มรุ่นของรถยนต์ซีดาน 3. รถพิคอัพ ที่ปัจจุบันมีอัตราการเติบโตลดลง แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นตลาดหลักเช่นกัน บริษัท ฯ เตรียมแผนที่จะรุกตลาดพิคอัพรุ่นใหม่ในอนาคต และ 4. การปรับปรุงเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาได้ขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเพิ่มขึ้นทุกปี บริษัท ฯ ตั้งเป้าในปี 2556 จะมีโชว์รูมและศูนย์บริการ 210 สาขา และในปี 2559 จะเพิ่มเป็น 260 สาขา ทั้งนี้เพื่อรองรับกับการเติบโตเพิ่มขึ้นของยอดขายและปริมาณลูกค้า และสิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับเรา ปรับปรุงบริการให้เป็นที่ยอมรับ

 

ฟอร์มูลา : ด้านการผลิต ปัจจุบันและอนาคต มีเพียงพอกับความต้องการมากน้อยเพียงใด ?

 

คิมูระ : ที่ผ่านมาบริษัท ฯ ได้มีการปรับปรุงเรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้มีการปรับไลน์การผลิตล่าสุด เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ โดยปัจจุบันการผลิตของโรงงานผลิตเต็มกำลัง คือ 220,000 คัน ในส่วนของรถเก๋ง และพิคอัพอีก 60,000 คัน/วัน

 

ฟอร์มูลา : บริษัท ฯ มีแผนที่จะลงทุนเพิ่มในด้านการผลิต รวมถึงส่วนอื่นๆ อีกหรือไม่ ?

 

คิมูระ : ด้านการผลิตจะต้องมีการลงทุนเพิ่มอย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนงาน โดยเมื่อพร้อมจะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการลงทุนด้านอื่นๆ มีการลงทุนทุกปี ไม่ว่าจะเป็น การตลาด การขาย การส่งเสริมการขาย การสร้างภาพลักษณ์ของสินค้า รวมถึงการทำกิจกรรมเพื่อสังคม

 

ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนมากน้อยเพียงใด ?

 

คิมูระ : ปีนี้ตลาดในประเทศไทยเติบโตอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ตลาดส่งออกเติบโตด้วย ที่ผ่านมายอดการผลิตทั้งหมดจะแบ่งเป็นในประเทศ 50 % และส่งออก 50 % แต่เมื่อตลาดในประเทศเติบโตมากกว่าบริษัท ฯ จึงต้องลดการส่งออก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องปรับให้สมดุลกัน แต่อย่างไรก็ตามการเติบโตต้องโตแบบมั่นคง และหากโตก็จะโตไปด้วยกัน การปรับเปลี่ยนสัดส่วนก็จะเป็นไปตามความต้องการของตลาด ดังนั้นเรื่องการลงทุนขณะนี้จึงไม่สามารถที่จะประมาณการได้

 

ฟอร์มูลา : ตลาดในปีนี้ขยายตัวอย่างมาก ในปีหน้าตลาดอาจทรงตัว นิสสัน เตรียมรับมือไว้อย่างไร ?

 

คิมูระ : ยอดขายรถโดยรวมของปีนี้ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากโครงการรถคันแรก ทำให้มีปริมาณความต้องการเกิดขึ้น เห็นได้จากยอดจีดีพี เพิ่มขึ้นจากที่คาดไว้ 5 % ส่วนตลาดรถยนต์เติบโต 10 % ซึ่งหากไม่มีโครงการรถคันแรก ยอดโดยรวมที่วางไว้น่าจะอยู่ที่ 1 ล้านคัน แต่เมื่อมีการกระตุ้นตลาดจากภาครัฐ ทำให้ยอดรวมเกินกว่า 1 ล้านคัน รวมถึงปีนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วิกฤตต่างๆ ทำให้ตลาดอยู่ในสภาพที่ดี ดังนั้นปีหน้าตลาดก็ไม่น่าจะแตกต่างจากปีนี้เท่าไรนัก

 

ฟอร์มูลา : ปีนี้ นิสสัน จะมียอดขายเท่าไร ?

 

คิมูระ : ปีนี้บริษัท ฯ จะมียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 120,000 คัน หรือมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10 % สำหรับปีนี้คาดว่ายอดขายจะไม่แตกต่างจากปีก่อนเท่าไรนัก แต่จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัท ฯ เตรียมแผนที่จะรุกตลาดรถพิคอัพปีหน้าอีกด้วย

 

ฟอร์มูลา : เปรียบเทียบกับตลาดในภูมิภาคเดียวกัน ประเทศไทยมีจุดแข็งและจุดอ่อน อะไรบ้าง ?

 

คิมูระ : ประเทศไทยและอาเซียนถือว่าแข็งแรงอยู่ในจุดยืนที่สมดุล ตลาดทั้งในและต่างประเทศสมดุล อีกทั้งยังมีในเรื่องของชิ้นส่วนและอะไหล่รองรับเหมาะสมตามความต้องการของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจุดยืนที่ดีทั้งรถพิคอัพ และรถเก๋ง โดยเฉพาะอีโคคาร์ ซึ่ง นิสสัน ถือว่ามีการปรับตัวที่ดี รองรับตลาดได้ อีกทั้งรถที่ผลิตก็สามารถส่งไปจำหน่ายได้ทั่วโลก ตัวอย่าง เช่น นิสสัน อัลเมรา ถือเป็นรถยนต์รุ่นล่าสุด ที่ส่งไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น

 

หากมองเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซีย ในอนาคตตลาดจะแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะประเทศอินโดนีเซีย มีจำนวนประชากรมากกว่า แต่อินโดนีเซียจะเน้นการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ โดยแบ่งเป็น 80 % ในประเทศ และส่งออก 20 % เท่านั้น อีกทั้งความต้องการของตลาดยังเน้นรถเอมพีวี รถพิคอัพไม่เป็นที่นิยม จึงไม่มีการส่งรถออกไปจำหน่ายทั่วโลก และถึงแม้ว่าจะปรับมาเน้นรถยนต์ขนาดเล็ก หรืออีโคคาร์ แต่ส่วนใหญ่จะรองรับตลาดในประเทศเท่านั้น อีกทั้งในเรื่องของชิ้นส่วนและอะไหล่ ในด้านการผลิตของไทยมีความพร้อมมากกว่า ดังนั้นเห็นได้ว่าต่อไปในอนาคตประเทศไทยถือว่าได้เปรียบ

 

ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายการทำงานไว้อย่างไร ?

 

 

คิมูระ : การบริหารงานในประเทศไทย ก็เหมือนกันหมด คือ ทำให้แต่ละประเทศแข็งแรงและมีโอกาสมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับผมคือ การทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน มีโอกาสในการพัฒนาความสามารถ หากพนักงานได้พัฒนาความสามารถ บริษัท ฯ ก็จะพัฒนาตามไปด้วย

 

ฟอร์มูลา : นิสสัน ประเทศไทย มีสิ่งใดที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข ?

 

คิมูระ : สิ่งที่ต้องเร่งปรับปรุง ผมคิดว่าน่าจะเป็นในส่วนของการผลิตที่จะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพให้ดีมากยิ่งขึ้น รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งจุดนี้ได้ทำการแก้ไขไปบ้างแล้ว รวมถึงการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ดีขึ้น การทำงานให้เร็วขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากคู่แข่งขันจะเป็นรถญี่ปุ่นเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างในส่วนของบุคลากรให้มีคนไทยเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น โดยปัจจุบันมีคนไทยที่เป็นบอร์ดกว่า 50 %

 

ฟอร์มูลา : คุณมองว่าปีนี้ นิสสัน ประสบความสำเร็จสูงสุดแล้วหรือยัง ?

 

คิมูระ : ปีที่แล้วจากเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย นิสสัน ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หากเปรียบเทียบกับยี่ห้ออื่น แต่ผลจากความสำเร็จของปีนี้ก็ยังไม่พอใจ ผมมองว่าต้องทำได้มากกว่านี้ ซึ่งจุดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

 

นิสสัน สามารถที่จะทำอะไรได้อีก และในอุตสาหกรรมรถยนต์ของเมืองไทย นิสสัน ยังสามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อีก โดยเป้าหมายของความสำเร็จ คือ การเป็นอันดับ 2 เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเป้าหมายที่วางไว้ในอีก 6 ปีข้างหน้าจะมีส่วนแบ่งการตลาด 15 % หรือมียอดขายอยู่ประมาณ 140,000-150,000 คัน เฉพาะในประเทศ

 

ฟอร์มูลา : การสร้างบแรนด์ลอยัลที เป็นเรื่องยากหรือไม่ ?

 

คิมูระ : มันควรจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด สิ่งที่ยากที่สุดคือ การดึงลูกค้ามาจากบแรนด์อี่น ซึ่งที่ผ่านมา นิสสัน อาจจะยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ผมมองว่าไม่ยาก ถ้าเรารู้ว่าควรจะเดินไปทางไหน ซึ่งสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นคือ การที่บริษัท ฯ มีอีโคคาร์ ทำให้มีลูกค้าตรงนี้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องปรับปรุงจุดนี้ให้ดีขึ้น

 

ฟอร์มูลา : แผนความพร้อมด้านการผลิตในปีหน้า ?

 

คิมูระ : ปีหน้า นิสสัน จะผลิตรถออกจำหน่าย โดยนำเสนอรถที่ตรงกับความต้องการของตลาด ปรับปรุงในส่วนบริการก่อนและหลังการขาย เน้นการเป็นบแรนด์ผู้นำ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่ หรือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่เป็นเรื่องที่ทุกบแรนด์จะต้องสร้างเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าอยู่กับเราตลอดไป

 

ฟอร์มูลา : ปีหน้า นิสสัน จะมีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม ?

 

คิมูระ : นิสสัน มั่นใจว่าบริษัท ฯ เตรียมความพร้อมในเรื่องสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม รวมถึงจะมีรถยนต์รุ่นใหม่แนะนำออกสู่ตลาด



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ/ธนมนวรรณ ขวัญนาค
ภาพโดย : เกรียงศักดิ์ ปันสม
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2555
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/YCrig
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th