บทความ

“แอร์” รถหน้าร้อน (ตอนจบ)


ตอนนี้จบแน่ครับ ถึงจะเหลืออีกหลายจุดที่จะต้องกล่าวถึงก็ตาม คอมเพรสเซอร์ คือ ส่วนที่ทำงานหนักที่สุดของระบบปรับอากาศ ชิ้นส่วนภายในมีการเสียดสีกันอย่างรุนแรง และอยู่ภายใต้อุณหภูมิสูงอีกด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับการหล่อลื่นอย่างดี น้ำมันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ของระบบปรับอากาศ ต้องไม่เสื่อมสภาพ หรือลดคุณสมบัติในการหล่อลื่น เมื่อคลุกเคล้ากับ “น้ำยาแอร์” ทั้งในสถานะของเหลวและแกส นอกจากนั้นน้ำมันนี้ยังมีคุณสมบัติในการช่วยดูดความชื้นที่หลงเหลืออยู่ในระบบด้วย เป็นสารประเภทไฮโดรสโคพิค ทำนองเดียวกับน้ำมันเบรค โดยจะดูดความชื้นเข้าไปสะสมในตัว หรือใน “เนื้อ” ของมันอยู่ตลอดเวลาที่มีโอกาส เพราะฉะนั้นการ “เปิด” ระบบทำความเย็นเพื่อซ่อมแซม ต้องคำนึงเรื่องความชื้นไว้เสมอครับ ถ้าใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัย จะมีการนำน้ำยาออกจากระบบมาเก็บไว้ เพราะน้ำยาแอร์ไม่เสื่อมสภาพ ส่วนน้ำมันหล่อลื่นจะถูกแยกออกจากน้ำยา เพราะเป็นสารที่เสื่อมสภาพตามการใช้งาน และยังอาจดูดความชื้นไว้ในตัวมากเกินไปแล้วด้วย เมื่อประกอบชิ้นส่วนเรียบร้อยแล้ว ต้องเติมน้ำมันหล่อลื่นใหม่ให้มากกว่าปริมาณที่ถูกนำออกมาจากระบบเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่ามีน้ำมันหล่อลื่นเพียงพอ อุปกรณ์ที่ว่านี้ราคาสูงครับ จึงไม่ค่อยมีใครลงทุนซื้อใช้ แต่ถึงไม่มี ถ้าปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยความเข้าใจ ก็สามารถซ่อมให้ได้ผล ใช้งานได้ทนทานเหมือนกัน

การปล่อยน้ำยาออกจากระบบ ต้องปล่อยช้าๆ เพื่อไม่ให้น้ำมันหล่อลื่นทะลักตามน้ำยาออกมา หรือถ้าจะปล่อยให้น้ำมันตามออกมา ต้องมีภาชนะรองรับไว้ เพื่อให้รู้ปริมาณน้ำมันที่ออกจากระบบ และต้องเทน้ำมันที่ติดค้างอยู่ในชิ้นส่วนที่จะเปลี่ยนใหม่ออกให้หมด ใส่ในภาชนะที่เล็กพอจะกะปริมาณได้ เพื่อจะได้เติมน้ำมันใหม่เข้าไปชดเชยให้เพียงพอ ถ้าให้แน่ใจ ตวงได้เท่าไร ใส่น้ำมันใหม่ให้มากกว่าสัก 10 ถึง 15 % ครับ รีบทำให้เร็ว แล้วปิดระบบเพื่อทำสุญญากาศ มิฉะนั้นน้ำมันหล่อลื่นและดรายเออร์ จะสัมผัสกับความชื้นในอากาศ และดูดความชื้นเข้าตัวมันโดยไม่จำเป็น ถ้านานต้องอุดปลายท่อที่เปิดอยู่ทางเข้าและทางออกต่างๆ ให้ครบ ไม่ให้ความชื้นเข้าได้

น้ำมันหล่อลื่นที่คุณภาพสูง จะถูกบรรจุภาชนะมาอย่างดี ไม่ให้อากาศภายนอกซึมเข้าได้ ใครที่จะสั่งเป็นถังใหญ่ มาแยกบรรจุจำหน่าย จะต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วยครับ ช่างแอร์ทุกคนที่ผมเคยพบ จะไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ คิดว่าน้ำมันหล่อลื่นคอมเพรสเซอร์ ก็คงเหมือนน้ำมันหล่อลื่นอื่นๆ เปิดฝาใช้งานครั้งแรกแล้วก็ไม่มีการใส่ใจที่จะปิดให้สนิท คันไหนได้เติมตอนเปิดครั้งแรกก็โชคดีไปครับ นอกนั้นจะได้น้ำมันที่ดูดความชื้นจนอิ่มตัว แล้วปริมาณน้ำมันที่ “ติด” ชิ้นส่วนเก่าออกมาด้วย ก็ไม่มีใครใส่ใจที่จะเทออกมาจนหมด แล้วตวงให้รู้ปริมาตรเพื่อจะเติมน้ำมันใหม่เข้าไปชดเชยให้เพียงพอ พวกเราก็เลยได้ใช้ระบบปรับอากาศที่น้ำมันหล่อลื่นไม่เพียงพอบ้าง น้ำมันเสื่อมแล้วบ้าง ดรายเออร์อิ่มตัวจนกำจัดความชื้นไม่ได้เลยบ้าง ผลก็คือ คอมเพรสเซอร์หลวม หรือพังก่อนหมดอายุใช้งานที่แท้จริง อีเวพอเรเตอร์ หรือ “คอยล์เย็น” รั่วก่อนกำหนด เพราะถูกกรดจากความชื้นผสมน้ำยา กัดจนทะลุ ทำกำไรกันสนุกสนานทั้งร้านขาย ทั้งอู่ซ่อมและศูนย์บริการ พวกเราจะถูกล้างสมองแบบซึมลึก ว่าชิ้นส่วนเหล่านี้มัน “อายุสั้นเท่านี้เอง เป็นธรรมดา”
ผมเชื่อว่าการชำรุดของชิ้นส่วนใดๆ ของระบบปรับอากาศ ที่พวกเราต้องเสียเงินซื้อใหม่นั้น กว่าครึ่งเป็นการชำรุดจากความบกพร่องของช่าง ถ้าไม่เป็นเพราะความไม่รู้ ก็เป็นเพราะความชุ่ย อย่ายอมให้ช่างนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว มาใส่ระบบแอร์กับรถของเราเด็ดขาดครับ ซึ่งช่างที่ดีมีความรู้เขาย่อมไม่ทำอยู่แล้ว นอกจากนี้น้ำมันนี้ จะต้องถูกแยกประเภทกันด้วย ว่าสำหรับใช้กับน้ำยาแบบ อาร์-12 หรือ อาร์ 134-เอ

ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ถึงจะเป็นงานและหน้าที่ของช่างโดยตรง แต่ก็ยังมีประโยชน์สำหรับพวกเราผู้ใช้รถครับ อย่างน้อยก็มีความรู้ประกอบ ในการเฝ้าสังเกตและประเมินการทำงานซ่อมของช่าง ไม่ถูกใครหลอกต้มตุ๋นได้ง่ายๆ เกือบลืมบอกไปครับ ว่าไม่มีชิ้นส่วนใดของระบบ อาร์-12 ที่สามารถนำมาใช้กับระบบ อาร์ 134-10 แม้แต่ชิ้นเดียว แม้กระทั่งแหวนยางกันรั่วตามข้อต่อต่างๆ ก็ใช้ปนกันไม่ได้ครับ

ผมได้ข่าวมาว่ามีการนำน้ำยาอื่นผสมกับ อาร์ 134-10 ขายกันแล้ว เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง ในการจัดการกับมิจฉาชนพวกนี้ สำหรับพวกเรา ผู้ใช้รถที่มีระบบปรับอากาศก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องเหมือนกันครับ เพื่อให้ใช้งานมันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทนทาน และไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้วย ก่อนอื่นใดต้องมีความหนักแน่นครับ อย่าเชื่ออะไรโดยไม่มีเหตุผลทางตรรกมารองรับ ยกตัวอย่างเช่น การล้างตู้แอร์โดยไม่ต้องถอดออกมา ถ้าล้างตู้แอร์ที่ยังไม่อุดตัน ให้มันสะอาดขึ้นนั้นได้แน่ครับ คำถามก็คือ จำเป็นต้องทำหรือเปล่า ส่วนตู้แอร์ที่มีปัญหาเพราะถูกอุดตัน จากวัสดุนานาชนิด เช่นเส้นด้าย เส้นใยจากเสื้อผ้า พรมปูพื้น เส้นขนจากสัตว์ เส้นผมจากคน สิ่งเหล่านี้จะปลิวมากับอากาศที่ถูกพัดลมดูดผ่านอีเวพอเรเตอร์หรือคอยล์เย็นใน “ตู้แอร์” ซึ่งเปียกอยู่เสมอขณะทำงาน จากการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศ สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ ค่อยๆ ปลิวมาติดสะสมทีละน้อยทับซ้อนกันในเวลาเป็นปีครับ เปียกบ้างแห้งบ้างสลับกัน จึงยึดติดเป็นปึก ไม่มีทางหลุดออกได้ ถ้าไม่ถอดออกมาล้างและถูให้หลุด

สมมติว่าทำให้หลุดได้โดยไม่ต้องแกะออกมาล้าง ก็ต้องถามต่อว่า แล้วจะเอามันออกมาจากตู้แอร์ทางไหน แค่หล่นลงมาด้านล่างเพียงชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียวก็ทำให้ท่อระบายน้ำตันแล้ว ขนาดไม่มีอะไรหล่นลงมา ยังถูกเศษวัสดุดังกล่าวอุดตันกันบ่อยอยู่แล้ว ถ้าตันเมื่อไรน้ำในอ่างของตู้แอร์ก็จะล้นออกมา แล้วหยดใส่พรมปูพื้นรถด้านหน้า ถ้าใช้ยางปูพื้นทับพรมของรถเอาไว้ (ซึ่งรถพวกเราเกือบทุกคันเป็นแบบนี้) จะสังเกตได้ยากครับ เพราะมองไม่เห็น เมื่อใดที่รู้สึกว่ามีความชื้นแถวๆ ที่วางเท้าด้านหน้า ต้องตรวจดูทันทีครับ ถ้าปล่อยไว้นาน พรมจะขึ้นรา เรื่องกลิ่นที่จริงแล้วยังไม่น่ากลัวเท่าปัญหาเชื้อโรค เพราะอากาศในรถปรับอากาศเป็นแบบปิดหมุนเวียน ไม่มีการนำอากาศภายนอกรถเข้ามา นอกจากเปิดประตูหรือหน้าต่าง

ข้อถัดมาคือการเลือกอุณหภูมิครับ มีหลักง่ายมาก คือ ให้เย็นเท่าที่รู้สึกสบาย หรือเย็นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เย็นเกินเมื่อไร หมายถึงการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็นเมื่อนั้นและยังเสี่ยงต่อการป่วยด้วย ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าหน่อย เลือกตำแหน่งความเย็นที่พอใจไว้เป็นประจำก็พอครับ ยกเว้นเมื่ออากาศภายนอกเย็นลง เช่น ฝนตก อาจลดความเย็นลงมาให้เหมาะอีกที ส่วนรถรุ่นใหม่ ที่มีระบบผสมอากาศอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ต้องคิดหรือทำอะไรมาก แต่พอใช้จริงๆ แล้ว หากผู้ใช้เข้าใจวิธีทำงานของมัน กลับต้องเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของระบบอัตโนมัติ ถ้าเป็นของรถราคาไม่สูงนัก สัดส่วนการผสมระหว่างอากาศที่ผ่านคอยล์เย็นกับที่ไม่ผ่าน จะขึ้นอยู่กับการเลือกความเย็นครับ เช่น ถ้าเลือกเย็นสุด มันจะให้อากาศทั้งหมดผ่านคอยล์เย็น หรือถ้าเลือกตำแหน่งเย็นน้อยมันก็จะเปิดลิ้นเพื่อปล่อยอากาศของห้องโดยสารที่ไม่ผ่านคอยล์เย็น เข้าไปผสมกับอากาศที่ผ่านคอยล์เย็น แล้วจึงคลุกเคล้ากันก่อนออกมาทาง “ช่องลมแอร์” รถประเภทนี้สังเกตง่ายครับ คือ ชุดปรับความเย็นจะเป็นแบบคันโยก (แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเป็นแบบคันโยก แล้วจะมีระบบผสมอากาศนะครับ) เพราะต้องมีกลไกจากคันโยกไปอ้าหรือปิดลิ้น ลองโยกคันนี้กลับไปกลับมาได้ครับ จะรู้สึกหนัก และตอนโยกไปด้านเย็นสุด อาจได้ยินเสียงลิ้นผสมอากาศกระทบขอบตอนปิด ถ้ารถของเรามีระบบนี้ ตอนเริ่มใช้งานและอากาศในรถยังร้อน ต้องโยกมาที่ตำแหน่งเย็นสุดครับ เพื่อให้อากาศจากช่องลม ผ่านคอยล์เย็นทั้งหมดโดยไม่ถูกผสม พอห้องโดยสารเย็นพอสมควรแล้ว จึงลดความเย็นลง ที่จริงแล้วรถที่ใช้ระบบนี้มีไม่มากครับ มักเป็นรถนำเข้ารุ่นไม่แพงมากนัก และมีชุดทำความร้อนห้องโดยสารติดมาด้วย

ส่วนรถหรูหราราคาสูง จะมีระบบไฟฟ้าควบคุมลิ้นผสมอากาศที่ว่านี้ ต้องลองใช้ดูครับ ถ้าตั้งอุณหภูมิที่ชอบไว้ แล้วตอนห้องโดยสารร้อน มันยังผสมอากาศออกมา ก็ต้องปรับอุณหภูมิให้ต่ำลงไปอีก พออากาศในรถเริ่มเย็นแล้วจึงปรับกลับมา ระบบนี้จะปรับความเร็วของพัดลมโดยอัตโนมัติด้วย มันจะดูจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ กับอุณหภูมิอากาศในรถ ถ้าห่างกันมันจะเลือกความเร็วของพัดลมสูง ถ้าใกล้กันก็จะลดความเร็วของพัดลมลงตามลำดับ ถ้าเราเลือกอุณหภูมิต่ำเพื่อให้อากาศทั้งหมดผ่านคอยล์เย็น ระบบอัตโนมัติมันก็จะเลือกพัดลมแรงสุดด้วยครับ ถ้าดังเกินไปจนรำคาญ ต้องยกเลิกระบบอัตโนมัติที่คุมความเร็วพัดลม เพื่อเลือกความเร็วพัดลมตามที่เราชอบ แต่ถ้าอยากให้เย็นเร็วด้วย และชอบลมเบาๆ เงียบๆ ด้วย แบบนี้ไม่ได้นะครับ เพราะผิดหลักทางฟิสิคส์ การทำให้อากาศในห้องโดยสารเย็นเร็ว ต้องให้อากาศไหลผ่านคอยล์เย็นในอัตราที่สูงครับ ต้องทนฟังเสียงดังหน่อย สำหรับผู้ใช้รุ่นธรรมดา คงได้คำตอบแล้วนะครับว่าตอนเริ่มใช้รถ โดยเฉพาะเมื่อจอดตากแดดไว้ต้องใช้ความเร็วพัดลมในตำแหน่งแรงสุดเสมอ ถ้าต้องการให้ห้องโดยสารเย็นเร็ว แล้วจึงค่อยๆ ลดตำแหน่งลงทีละขั้น

ปัญหาที่มักจะถกเถียงกันโดยไม่มีข้อยุติก็คือเรื่องปิดแอร์ก่อนหรือหลังดับเครื่องยนต์ จึงจะถูกต้อง ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าหน่อยปิดก่อนดับเครื่องยนต์นะครับ เพื่อไม่ให้ลืมปิดเท่านั้นเอง เพราะตอนติดเครื่องยนต์ เราไม่ควรให้สตาร์เตอร์ต้องออกแรงขับคอมเพรสเซอร์ไปด้วย แต่ที่จริงก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรหรอกครับ ยกเว้นแบทเตอรีอ่อนอยู่แล้ว แบบแค่ “พอไหว” มันก็จะกลายเป็น “ไม่ไหว” ไปส่วนรถรุ่นใหม่ที่มีระบบอัตโนมัติควบคุมให้คอมเพรสเซอร์ทำงานเมื่อเครื่องยนต์หมุนเร็วพอ จะเปิดแอร์ไว้หรือไม่ก็ตาม ตอนติดเครื่องยนต์ คอมเพรสเซอร์จะไม่ทำงานครับ เพราะฉะนั้นเปิดแอร์ไว้ตลอดได้เลย ไม่ต้องเป็นภาระ ที่ผมอยากให้ระวังกันหน่อยก็คือ กรณีที่ขับรถอยู่โดยไม่เปิดแอร์ เมื่อตัดสินใจจะเปิด ไม่ควรเปิดตอนเครื่องยนต์หมุนด้วยความเร็วสูงครับ เพราะน้ำมันหล่อลื่นไหลลงด้านล่างลงไปหมดแล้ว ควรให้คอมเพรสเซอร์เริ่มทำงานหลังจากพักมานานที่ความเร็วต่ำก่อน แค่ 10 ถึง 15 วินาทีก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหานี้จะไม่เกิด เพราะตอนเราติดเครื่องยนต์ คาดเข็มขัดนิรภัย ใส่เกียร์ตรวจความเรียบร้อย ระดับเชื้อเพลิง ภายในคอมเพรสเซอร์ก็ถูกหล่อลื่นพร้อมแล้ว ส่วนตอนขับเร็ว ถึงคอมเพรสเซอร์จะหยุดพักเพราะความเย็นพอ ก็เป็นเวลาไม่ถึงครึ่งนาที น้ำมันหล่อลื่นยังติดอยู่ทุกส่วนเพียงพอครับ

ถ้าออกรถเช้ามืด แล้วปิดแอร์ขับมาได้ตั้งนานเมื่ออยากจะเปิด ถ้าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ ชะลอหรือหยุดนิดเดียวครับ เปิดแอร์แล้วค่อยไปต่อ ถ้าเป็นรถเกียร์ธรรมดาก็ง่ายมาก แค่เหยียบคลัทช์ถอนคันเร่ง หรือจะปลดเกียร์ว่างเลยก็ได้ แล้วเปิดแอร์ที่รอบเดินเบาสัก 10 วินาทีก็พอ ส่วนผู้ที่ชอบสะสมรถ ถ้ามีระบบปรับอากาศต้องให้มันทำงานเป็นระยะนะครับ ปล่อยทิ้งไว้นานเป็นเดือนไม่ได้ เพราะซีลจะแห้ง เพราะขาดน้ำมันหล่อลื่น ผมว่าสัก 2 อาทิตย์ครั้งก็ดีครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2555
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Lev7b

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
จงหวงแหนถนนของพวกเรา
ระบบเบรค ถ้าไม่ตรวจอาจดับได้
ยิ่งเบรคเร็ว ยิ่งปลอดภัย
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
23 Aug 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
609,000
2.
469,000
3.
469,000
5.
1,239,000
6.
1,399,000
7.
640,000
8.
3,090,000
9.
2,160,000
10.
2,120,000
11.
2,269,000
12.
2,980,000
13.
2,318,000
14.
6,899,000
15.
4,299,000
16.
3,629,000
17.
3,429,000
18.
2,229,000
19.
12,399,000
20.
8,399,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th