บทความ

การจัดชุดระดับ SQ


ไม่ว่าคุณจะเล่นเครื่องเสียงระดับไหน ? เพิ่งจะเริ่มต้น หรือออดิโอไฟล์หูทอง ผมเชื่อว่า แต่ละคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ คุณภาพเสียงสมบูรณ์แบบ SQ (SOUND QUALITY) ที่สามารถสะกดให้หยุดฟัง และเคลิ้มตามได้ทันที

หากเป็นเครื่องบ้าน คุณเซทเครื่องเสียงดีๆ สักชุด ลำโพงคุณภาพแมทช์กัน 1 คู่ ก็สามารถสร้างเสียงที่สมบูรณ์แบบได้ไม่ยาก เพราะปรับตั้งตำแหน่งลำโพงได้ทันทีตามต้องการ แต่ภายในรถยนต์ นอกจากสภาพอคูสติคภายในห้องโดยสารที่จำกัดแล้ว การปรับตั้งตำแหน่งลำโพงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

 

อคูสติคในรถ

รถยนต์แต่ละรุ่น มีสภาพห้องโดยสารที่แตกต่างกัน ห้องโดยสารขนาดเล็กดูจะเสียเปรียบในด้านการติดตั้ง แต่การเค้นเสียงนั้นทำได้ดีกว่า รถรุ่นใหม่ๆ ที่มีหน้าคอนโซลลึก ช่วยให้ตำแหน่งลำโพง สร้างมิติ และเวทีเสียงได้สมจริงมากขึ้น รถขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องใช้ลำโพงที่มีวัตต์สูงมาก เลือกขนาดทนกำลังขับต่อเนื่อง 35-100 วัตต์ (RMS) ก็เพียงพอ คุณฟังได้สบายๆ จนถึงอัดเต็มห้องโดยสาร ส่วนรถขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับลำโพงวัตต์สูง ทนกำลังขับต่อเนื่อง 75-200 วัตต์ (RMS) ซึ่งมีให้เลือกกันหลากบแรนด์ หลายรุ่น

 

ลำโพง/ซับวูเฟอร์

สิ่งที่มีความสำคัญสำหรับคุณภาพเสียง ก็คือ ชุดลำโพง เมื่อออกรถมาใหม่ ระบบเสียงในรถก็ฟังสบายดีอยู่หรอก แต่พออัดไปอัดมา ทำไม่เสียงมันเพี้ยนไปหมด นั่นเพราะลำโพงติดรถยนต์ คุณภาพจะเป็นเกรดธรรมดา ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนลำโพงคุณภาพเข้าไปแทนที่ เสียงจะดีขึ้นผิดหูผิดตา แต่ก็ฟังได้ในระดับไฮเพาเวอร์ ใช้ภาคขยายในฟรอนท์เอนด์ขับเท่านั้น

การเลือกชุดลำโพง ประการแรก คือ เลือกวัตต์ให้เหมาะสมกับสภาพอคูสติค ผมขอแนะนำชุดลำโพงประเภท แยกชิ้น 2 ทาง 6″ ประกอบด้วย มิดเบสส์ ทวีเตอร์ และตัวพาสสีฟ ครอสส์โอเวอร์ อย่างละ 1 คู่ ใช้ทำงานร่วมกัน มีให้เลือกมากมาย ราคาไม่สูง ติดตั้งง่าย หากแต่ต้องการความเป็นไฮเอนด์มากขึ้น หรือในรถที่มีห้องโดยสารใหญ่ๆ สามารถติดตั้งชุดลำโพงประเภท แยกชิ้น 3 ทาง ได้ ซึ่งจะมี มิดเรนจ์เพิ่มมาอีก 1 คู่ ที่สำคัญตัวเลขวัตต์สูง แต่การติดตั้งจะยุ่งยากมากกว่า

ถัดมาให้ดูวัสดุ โครงสร้าง โดยทั่วไปโครงสร้างของชุดลำโพงจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ โลหะปั๊มขึ้นรูป กับหล่อขึ้นรูป มีความสวยงามทนทานแตกต่างกัน โดยแบบปั๊มจะเบากว่า ส่วนแบบหล่อจะแข็งแรง สวยงาม ทนทานกว่า ต้นทุนก็สูงกว่าด้วย ให้ดูขนาดแม่เหล็กไม่ใหญ่เทอะทะเกินไป และความลึกติดตั้งไม่มากเกินไป เพื่อที่จะติดตั้งได้ง่าย ในช่องเดิมบริเวณแผงประตู

วัสดุกรวยเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับคุณภาพเสียง ถ้าเป็นยุคแรกๆ ผมจะแนะนำกรวยแบบกระดาษขึ้นรูป แต่ปัจจุบันมีการคิดค้นกรวยใหม่ๆ ที่ให้เสียงได้เป็นธรรมชาติ ทั้ง เคฟลาร์ คาร์บอนไฟเบอร์ หรือโพลีพโรไพลีน เซอร์ราวน์ดโดยทั่วไปเป็นยาง สำหรับทวีเตอร์ มีทั้งแบบซอฟท์โดม หรือใยไหมถักขึ้นรูป และฮาร์ดโดม อย่างไททาเนียม หรืออลูมิเนียม

ปิดท้ายตัวพาสสีฟ ครอสส์โอเวอร์ ถ้ามีสวิทช์เลือกระดับสัญญาณทวีเตอร์ด้วยก็ดีครับ เพราะติดตั้งไปแล้วเสียงอาจจี๊ดจ๊าดเกินไป แต่ก็สามารถปรับแต่งเสียงได้ ทั้งจากฟรอนท์เอนด์ และเพาเวอร์แอมพ์

ในกรณีที่เป็นชุดลำโพงแยกชิ้น 3 ทาง ตัวมิดเรนจ์ขนาด 4″ ส่วนใหญ่จะออกแบบเหมือนกับมิดเบสส์ เพียงแต่มีขนาดที่เล็กกว่า หมดห่วงครับ อย่าลืมว่าที่สำคัญ ต้องดูรายละเอียดทางเทคนิค คือ ตัวเลขทนกำลังขับต่อเนื่อง (RMS) ความถี่ตอบสนองอยู่ในช่วง 60-20,000 HZ และความไวตอบสนองมากกว่า 87 ดีบี

สำหรับซับวูเฟอร์ มีให้เลือกหลายบแรนด์ ผมแนะนำขนาด 10″ ข้างเดียว เพราะติดตั้งง่าย ต้องการปริมาตรตู้น้อย ให้เสียงเบสส์ได้ลึก ทำงานร่วมกับชุดลำโพงได้อย่างกลมกลืน ส่วนใครที่ชอบเสียงเบสส์ลึกมากๆ และไม่กังวลเรื่องการติดตั้ง จะเพิ่มเป็นขนาด 12″ ก็ไม่ว่ากันครับ โครงสร้างวัสดุ มีแบบปั๊ม และหล่อขึ้นรูปเหมือนกับมิดเบสส์ วัสดุกรวยมีแบบกระดาษขึ้นรูป อัดขึ้นรูป และสารสังเคราะห์ฉีดขึ้นรูป เซอร์ราวน์ดส่วนใหญ่จะเป็นโฟม

รายละเอียดทางเทคนิคที่ต้องดู คือ ตัวเลขวัตต์ทนกำลังขับต่อเนื่อง (RMS) เน้นให้แมทช์กับชุดลำโพง เช่น ชุดลำโพงทนกำลังขับ 200 วัตต์ (RMS) ซับวูเฟอร์ก็ควรมีตัวเลขวัตต์ไม่เกิน 2 เท่า หรือ 400 วัตต์ (RMS) ความถี่ตอบสนองลงได้ลึกๆ เข้าใกล้ 20 HZ เท่าไรยิ่งดี

 

เพาเวอร์แอมพ์

ส่วนสำคัญในภาคขยายที่จะขาดไม่ได้ เมื่อคุณเปลี่ยนชุดลำโพงแล้ว ภาคขยายในฟรอนท์เอนด์ช่วยได้เพียงส่วนหนึ่ง สำหรับฟังเบาๆ เท่านั้น แต่หากต้องการฟังสบายๆ ต่อเนื่อง ถึงระดับคับห้องโดยสาร เพาเวอร์แอมพ์จะช่วยได้มากกว่า โดยเฉพาะหากเพิ่มซับวูเฟอร์ ยิ่งต้องใช้เพาเวอร์แอมพ์ขับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งสำคัญต้องเลือกตัวเลขวัตต์ให้แมทช์กัน เช่น ชุดลำโพง 200 วัตต์ (RMS) ก็ต้องใช้เพาเวอร์แอมพ์ 200-250 วัตต์ (RMS) หากคุณใช้ลำโพงชุดเดียว ขับด้วยเพาเวอร์แอมพ์ 2 แชนแนล เครื่องเดียวก็เพียงพอ ส่วนซับวูเฟอร์ก็เช่นกัน ตัวเลขวัตต์ต้องแมทช์กัน เช่น ซับวูเฟอร์ 400 วัตต์ (RMS) ต้องใช้เพาเวอร์แอมพ์ 400-500 วัตต์ (RMS) คุณมี 2 ทางเลือก คือ ใช้เพาเวอร์แอมพ์ 2 แชนแนล บริดจ์ขับ หรือใช้เพาเวอร์แอมพ์โมโนขับโดยตรง

นี่คือการจัดชุดที่ลงตัว หากคุณใช้ชุดลำโพง 1 ชุด และซับวูเฟอร์ 1 ข้าง สามารถใช้เพาเวอร์แอมพ์ 4 แชนแนล ขับร่วมกันได้ โดยใช้แชนแนล 1/2 ขับชุดลำโพง และแชนแนล 3/4 บริดจ์ขับซับวูเฟอร์ แต่ที่ห้ามลืม !! คือตัวเลขวัตต์นะครับ เพราะหากเพาเวอร์แอมพ์มีวัตต์น้อยกว่าลำโพง และซับวูเฟอร์ ก็จะขับไม่ออก แต่หากวัตต์สูงกว่ามากๆ เผลอเร่งวอลูม ก็ทำให้ลำโพงขาดได้

 

ตำแหน่งติดตั้ง

ผมจะกล่าวถึงตำแหน่งติดตั้งชุดลำโพงเป็นสำคัญ โดยเฉพาะทวีเตอร์ ที่จะเป็นตัวเปิดมิติ และเวทีเสียงด้านหน้าได้อย่างดี รถขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีตำแหน่งติดตั้งที่ลงตัว เช่น ที่มุมกระจกมองข้าง หรือมุมคอนโซลหน้า อีกตำแหน่งที่น่าสนใจคือ เสา A-PILLAR ตรงจุดนี้ จะยกเวทีเสียงขึ้นมาได้ดี ที่สำคัญคือ การปรับมุม ควรปรับแบบตัดไขว้ ยิงเข้าหาตำแหน่งกึ่งกลางเพดานของรถ หรือยิงเข้าหาผู้ฟังด้านตรงข้าม กล่าวคือ ถ้าคุณหันหน้าไปมองทวีเตอร์ฝั่งตรงข้าม จะเห็นตำแหน่งแบบ ON-AXIS ส่วนฝั่งเดียวกันจะเป็น OFF-AXIS ห้ามหันทวีเตอร์เข้าหาผู้ฟังด้านเดียวกันเด็ดขาด เพราะเสียงแหลมซ้าย/ขวาจะเดินทางมาถึงหูไม่พร้อมกัน จะได้ยินตัวที่อยู่ใกล้ก่อน ทำให้เกิดความสับสน

สำหรับตัวมิดเบสส์ ตำแหน่งคุ้นเคยจะเป็นช่องเดิมบริเวณแผงประตู ถ้าลงได้พอดีก็ลงตัว แต่ถ้าลงไม่ได้ คงต้องทำซาวน์ดเพิ่มเติมกัน ส่วนตัวมิดเรนจ์ คุณสามารถยกเสียงกลางขึ้นมาได้ ตำแหน่งติดตั้งมีทั้งด้านบนของแผงประตู มุมคอนโซลหน้า และเสา A-PILLAR คู่กับทวีเตอร์ มิติ และเวทีเสียงก็จะเปิดกว้างมากขึ้น

ปิดท้ายซับวูเฟอร์ ตำแหน่งที่เหมาะสมเป็นมุมด้านท้ายรถ ซึ่งมีตู้สูตรไฟเบอร์เข้ารูปให้เลือกกัน ประหยัดเนื้อที่ ทนทาน ติดตั้งง่าย สำหรับรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีเนื้อที่ด้านหน้า สามารถออกแบบตู้สูตรติดตั้งด้านหน้าได้ เช่น ใต้คอนโซล ใต้เบาะ หรือคอนโซลกลาง จะทำให้เสียงเบสส์กลมกลืนทางด้านหน้าได้มากขึ้น

 

การปรับแต่งเสียง

การแบ่งความถี่ให้กับชุดลำโพงมีความสำคัญ ตัวพาสสีฟ ครอสส์โอเวอร์นั้น ผ่านการคำนวณมาอย่างลงตัว แต่สำหรับการตัดความถี่ให้กับชุดลำโพง และซับวูเฟอร์ เป็นหน้าที่ของผู้ที่ติดตั้ง ในระบบทั่วไปเราใช้ฟังค์ชันอีเลคทรอนิค ครอสส์โอเวอร์ ในเพาเวอร์แอมพ์ได้ หากติดตั้งชุดลำโพงอย่างเดียว ให้ปรับไฮพาสส์เป็นฟูลล์เรนจ์ได้เลย แต่ถ้าติดตั้งซับวูเฟอร์ด้วยให้ตัดไฮ/โลว์พาสส์จุดเดียวกัน โดยดูค่าความถี่ตอบสนองของชุดลำโพง เป็นจุดต่ำสุด และสูงสุดไม่เกิน 250 HZ เช่น ชุดลำโพงตอบสนองความถี่ 60-20,000 HZ ให้ตัดความถี่ไฮโลว์พาสส์ได้ 60-250 HZ อย่าตัดความถี่ค่อมกัน เช่น ตัดโลว์พาสส์ 250 HZ และตัดไฮพาสส์ 60 HZ ช่วงความถี่ดังกล่าวก็จะทำงานซ้อนกัน ออกมาทั้งมิดเบสส์และซับวูเฟอร์ เสียงเบสส์ก็จะโด่งนำเกินไป หรือตัดกลับกัน เสียงเบสส์ช่วงดังกล่าวก็จะขาดหาย

ส่วนการปรับแต่งเสียงเบสส์/กลาง/แหลม สามารถปรับได้ในฟังค์ชันของฟรอนท์เอนด์ เพาเวอร์แอมพ์ และพาสสีฟ ครอสส์โอเวอร์ (บางรุ่น) ให้ปรับจากตัวพาสสีฟก่อน จากนั้นมาปรับที่เพาเวอร์แอมพ์ และฟรอนท์เอนด์ ตามลำดับ คุณสามารถแก้ไขปรับแต่งจนได้เสียงที่พอใจ หรือหากเพิ่มเติมพรีแอมพ์เข้าไปในระบบ ตรงนี้ก็ง่ายขึ้นเยอะครับ

 

สรุป

การให้ได้มาซึ่งคุณภาพเสียงระดับ SQ ก่อนอื่น ต้องเข้าใจถึงสภาพอคูสติคในรถ ที่แตกต่างกัน การทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชนิด ตำแหน่งการติดตั้งที่เหมาะสม รวมถึงการปรับแต่งเสียงให้มีประสิทธิภาพ แต่หัวใจสำคัญก็คือ แนวดนตรีที่คุณชอบ…นั่นเอง



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพโดย : อินเตอร์เนท
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2555
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/zykDj
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th