บทความ

ระเบียงรถใหม่


เอสยูวี เปิดประทุนหุ่นนางแบบ
RANGE ROVER EVOQUE CONVERTIBLE CONCEPT

สมัยที่ยังเป็นเด็กไม่มีหนวดไม่มีเคราและยังมีรถรางไฟฟ้าวิ่งอยู่ในเมืองกรุง รู้จัก “เอสยูวี” หรือ “รถกิจกรรมกลางแจ้ง” แค่ 2 ยี่ห้อ คือ จีพ (JEEP) กับ แลนด์ โรเวอร์ (LAND ROVER) แต่ใครอย่ามาถามว่าเป็นรถของชาติไหน ? ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ายี่ห้อแรกเป็นรถสัญชาติอเมริกัน ส่วนยี่ห้อหลังเป็นรถสัญชาติอังกฤษ เพราะตอนนั้นมีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์อยู่แค่หางอึ่ง ยังไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการรถยนต์เหมือนตอนนี้ หนังสือรถยนต์อย่าง “ฟอร์มูลา สาระสะใจคนรักรถ” ฉบับนี้ก็ยังเป็นวุ้นอยู่

ว่ากันไปแล้ว ตอนนี้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ก็ยังคงมีแค่หางอึ่ง หากเทียบกับความรู้ทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับรถยนต์ที่มีอยู่ในโลกใบนี้ อย่างไรก็ตามถึงจะรู้น้อยก็ยังมากเพียงพอที่จะรู้ว่า ในยุคสมัยที่โลกเขาไปกันถึงไหนๆ แต่คนไทยยังทะเลาะกันไม่เลิกอยู่นี้ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แทบทุกรายล้วนมี เอสยูวี หรือ รถกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในบัญชีรายชื่อสินค้าของตนด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีขาดตก ยกเว้นแม้กระทั่งผู้ผลิตรถหรูของเมืองมะกันอย่าง แคดิลแลค (CADILLAC) และ ลินคอล์น (LINCOLN) ผู้ผลิตรถสปอร์ทสัญชาติเยอรมันอย่าง โพร์เช (PORSCHE) ผู้ผลิตรถจิ๋วของเมืองผู้ดีอย่าง มีนี (MINI) และไม่ใช่เรื่องที่ต้องประหลาดใจอะไรเลย หากในอนาคตที่ไกลไม่เกิน 4 หรือ 5 ปี เราจะได้พบได้เห็นรถกิจกรรมกลางแจ้งสุดหรูติดป้ายยี่ห้อ ลัมโบร์กินี (LAMBORGHINI) แฟร์รารี (FERRARI) หรือ เบนท์ลีย์ (BENTLEY) วิ่งอยู่ตามท้องถนน

เดือนนี้รถใหม่ที่ “ระเบียงรถใหม่” นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง เป็น “เอสยูวี” หรือ “รถกิจกรรมกลางแจ้ง” ล้วนๆ เคล้าคละปะปนกันไปทั้งที่ยังมีฐานะเป็น CONCEPT CAR หรือ “รถแนวคิด” และที่เป็น PRODUCTION CAR หรือ “รถตลาด” สมบูรณ์แบบ และมีตั้งแต่รถขนาดเล็กกะทัดรัดสัญชาติเยอรมันอย่าง โอเพล มคคา (OPEL MOKKA) ไปจนถึงรถสายพันธุ์ยุ่นขนาดโตเต็มพิกัดอย่าง เลกซัส แอลเอกซ์ 570 (LEXUS LX570) รถญี่ปุ่นที่ไม่ยักกะมีขายในญี่ปุ่น

เริ่มต้นด้วย เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค คอนเวอร์ทิเบิล คอนเซพท์ (RANGE ROVER EVOQUE CONCEPT) ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องซึ่งเพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมปีงูใหญ่

เป็นรถแนวคิดซึ่งดัดแปลงจากรถกิจกรรมกลางแจ้งยอดฮิทติดลม เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค คูเป (RANGE ROVER EVOQUE COUPE) โดยทีมงานเมืองผู้ดีที่มี เกอร์รี แมคโกเวิร์น (GERRY McGOVERN) ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบวัย 56 ปีของค่ายนี้เป็นผู้นำ และเป้าหมายหลัก คือ การศึกษาหาลู่ทางหากจะตัดสินใจบรรจุรถชื่อเดียวกันนี้ในตัวถังเปิดประทุนเข้าสู่สายการผลิต

หน้าตาและรูปทรงองค์เอวเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยจากรถซึ่งเป็นที่มา คือ เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค คูเป ซึ่งปรากฏตัวใน “ระเบียงรถใหม่” ฉบับเดือนสิงหาคม 2554 จุดเปลี่ยนจุดสำคัญมีอยู่เพียงจุดเดียว คือ หลังคา หลังคาแข็งที่เคยเห็นในรถคูเปถูกแทนที่ด้วยประทุนหลังคาแบบอ่อน ที่ทีมงานผู้รังสรรค์ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าทำจากอะไร ? เปิด/ปิดยังไง ? และใช้เวลาเปิด/ปิดยาวนานแค่ไหน ? บอกแต่เพียงว่ามีช่องเก็บประทุนอยู่ติดกับเบาะหลัง และส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อพื้นที่ภายในห้องโดยสาร เบาะหลังยังนั่งได้ 2 คน เหมือนเมื่อใช้หลังคาแข็ง

ติดตามจนถึงปลายเดือนมิถุนายน ก็ยังไม่พบรายงานข่าวใดๆ ที่ระบุว่ามีการตัดสินใจแล้วว่าจะบรรจุ เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค เข้าสู่สายการผลิตหรือไม่ ? มีเพียงข้อมูลจากแหล่งข่าววงในที่บอกว่า หากตัดสินใจเปิดไฟเขียว ก็คงต้องรอไม่น้อยกว่า 2 ปี ก่อนที่รถจะพร้อมออกสู่ตลาด

บอกเป็นข้อมูลไว้สักนิดว่า เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค ซึ่งขณะนี้มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 3 ประตู ยาว 4.355 ม. กับตัวถัง 5 ประตู ยาว 4.365 ม. เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งหน้าตาดีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้ใช้รถในยุโรป เฉพาะในเมืองแม่ คือ อังกฤษซึ่งเพิ่งหักอกแฟนกีฬาลูกหนังในเมืองไทยด้วยการตกรอบฟุตบอลยูโร 2012 ผู้สั่งซื้อรถแบบนี้ต้องรออีกครึ่งปีค่อนปีจึงจะได้รถไปขับ

เปลี่ยนรถสุดหรูเป็นรถจอมลุย
BENTLEY EXP 9 F

ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีรถแนวคิดอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” อยู่หลายคัน อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า คันที่ได้รับความสนใจและเรียกเสียงวิจารณ์จากสื่อมวลชนได้อึงคะนึงที่สุดไม่ใช่ เบนท์ลีย์ อีเอกซ์พี 9 เอฟ (BENTLEY EXP 9 F) ที่เห็นอยู่นี้

เป็นรถแนวคิดที่ทีมงานของยอดผู้ผลิตรถระดับอัครฐานของเมืองผู้ดีรังสรรค์ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า หากจะทำรถกิจกรรมกลางแจ้งที่เร็วที่สุดในโลก (290 กม./ชม.) และแพงที่สุดในโลก (150,000 ปอนด์ หรือเท่ากับประมาณ 7.5 ล้านบาทไทย) รถคันที่ว่านี้หน้าตาควรจะเป็นยังไง และมีรายละเอียดอย่างไร ? เป็นรถที่ตั้งชื่อด้วยอักษรย่อ แต่มีชื่อที่เรียกขานกันภายในว่า FALCON หรือ “น้องเหยี่ยว” รวมทั้งเป็นประจักษ์พยานยืนยันให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้แต่ผู้ผลิตรถสุดหรูสุดเลิศรายแก่เก่าเล่ายี่ห้ออย่าง เบนท์ลีย์ ก็ยังคิดจะหาเงินกับรถ เอสยูวี

“เรามองที่จุดสุดยอดเลยกับรถแบบนี้” โวล์ฟกัง เดร์ไฮเมร์ (WOLFGANG DURHEIMER) ซีอีโอหรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เบนท์ลีย์ กล่าวกับสื่อมวลชน “เราต้องการให้มันเป็นรถ เอสยูวี รุ่นสำคัญที่สุด เร็วที่สุด และแพงที่สุดที่ซื้อได้ด้วยเงิน เราจะวางตำแหน่งของมันให้อยู่สูงกว่ารถ เรนจ์ โรเวอร์ รถ โพร์เช กาเยนน์ และรถ เอาดี คิว 7 ซึ่งเป็นรถ เอสยูวี สายพันธุ์ยุโรปค่าตัวแพงที่สุดในขณะนี้ เราไม่เคยทำรถประเภทนี้มาก่อน แต่เราเชื่อมั่นว่าจะทำได้”

แหล่งข่าววงในระบุว่า ผู้ก่อกำเนิดโครงการพัฒนารถ “น้องเหยี่ยว” ก็คือ โวล์ฟกัง เดร์ไฮเมร์ ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหมายเลข 1 เมื่อต้นปี 2011 คนนี้นี่เอง ว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย ที่เยอรมันชนวัย 53 ปี ผู้นี้อยากให้ เบนท์ลีย์ ทำรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับสุดยอด เพราะเมื่อทศวรรษก่อนสมัยที่ยังทำงานอยู่กับยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทอย่าง โพร์เช เขาคนนี้นี่แหละที่เป็นผู้ผลักดันโครงการออกแบบและพัฒนารถกิจกรรมกลางแจ้งติดป้ายชื่อ โพร์เช กาเยนน์ (PORSCHE CAYENNE) แม้มีแรงต้านอย่างแข็งขันจากผู้ร่วมงาน ผู้แทนจำหน่าย และผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับรถสปอร์ท โพร์เช 911 (PORSCHE 911)

นอกจากสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาแล้ว ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองผู้ดี ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอะไรนักเกี่ยวกับรถแนวคิดคันนี้ ที่พอจะทราบกันก็คือ เป็นรถ 4+1 ที่นั่ง ซึ่งมีตัวถังยาวกว่า 5.000 ม. และกว้างกว่า 2.000 ม. ติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ DOHC ดับเบิลยู 12 สูบ 5,998 ซีซี บลอคเดียวกับที่ใช้อยู่ในขณะนี้กับรถ เบนท์ลีย์ มุลซานน์ (BENTLEY MULSANNE) และรถ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล จีที (BENTLEY CONTINENTAL GT) แต่ปรับแต่งให้ได้พละกำลังสูงขึ้น ใช้ระบบรองรับอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า AIR SUSPENSION และมีระบบการขับแบบ “โฟร์วีลดไรฟ” ที่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นถนนทราย ถนนกรวด ถนนที่เละไปด้วยโคลน หรือถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวข้างต้นคงจะเปลี่ยนไปไม่น้อยเมื่อถึงปี 2015 อันเป็นปีที่รถแนวคิดคันนี้เปลี่ยนสภาพเป็นรถตลาด ตัวอย่าง คือ ตัวถังน่าจะแคบลงบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ขุมพลังที่ใช้นอกจากเครื่องเทอร์โบเบนซินดับเบิลยู 12 สูบ ที่ว่าไปแล้ว ก็น่าจะมีเครื่องดีเซล วี 8 สูบ รวมทั้งระบบขับแบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟซึ่งใช้เครื่องเบนซิน วี 6 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้เลือกใช้อีกต่างหาก

แหล่งข่าววงในคนเดิมบอกด้วยว่า ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองผู้ดี ซึ่งมีเจ้าของอยู่ในเมืองเบียร์ ตั้งเป้าหมายการผลิต และการขายรถแบบนี้ไว้ที่ระดับ 3,500-5,000 คัน/ปี เป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อพิจารณาว่า ในรอบปีกระต่ายที่เพิ่งผ่านพ้นไป รถติดป้ายชื่อ “เบนท์ลีย์” ขายในตลาดทั่วโลกได้เพียง 7,000 คันเท่านั้นเอง ส่วนตลาดเป้าหมายก็คงหนีไม่พ้นตลาดที่กำลังเติบโตและเต็มไปด้วยเศรษฐีใหม่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับรัสเซีย ที่ละเลยไม่ได้เช่นกันก็คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้เป็นตลาดหลักของรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่โตมโหฬาร

เมื่อรถกระทิงทิ้งมาดรถสปอร์ท
LAMBORGHINI URUS

เมื่อผู้ผลิตรถหรูอย่าง เบนท์ลีย์ (BENTLEY) ยังคิดจะเอาดีกับการผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้ง จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไรเช่นกัน ที่ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทอย่าง ลัมโบร์กินี (LAMBORGHINI) ตั้งใจจะทำอย่างเดียวกันบ้าง เพราะอย่างที่คงจะทราบกันอยู่แล้วว่า ทั้ง เบนท์ลีย์ และ ลัมโบร์กินี ต่างก็เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาอันไพศาลของ โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี และของยุโรป

เป็นรถแนวคิดซึ่งบ่งบอกแนวทาง และความน่าจะเป็น ของรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับสุดหรูสุดแรงที่ค่าย “กระทิงดุ” ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดในปี 2016 โดยตั้งเป้าหมายการผลิต การขายไว้ที่ระดับ 3,000 คัน/ปี เพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ปักกิ่งครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และก็เช่นเดียวกับรถติดป้ายยี่ห้อ ลัมโบร์กินี รุ่นอื่นๆ ชื่อรุ่นคือ อูรุส (URUS) เป็นชื่อของวัวกระทิงซึ่งรู้จักกันดีในสเปน

วิจารณ์กันว่า รถกิจกรรมกลางแจ้งรุ่นที่ว่านี้ เป็นรถที่ทรงความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการอยู่รอดของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ ปัจจุบันผู้ผลิตรถสปอร์ทเจ้าของเครื่องหมายการค้า “กระทิงดุ” มีรถอยู่เพียง 2 แบบ ในสายการผลิต คือ ลัมโบร์กินี กัลญาร์โด (LAMBORGHINI GALLARDO) กับ ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ (LAMBORGHINI AVENTADOR) และมียอดผลิตยอดขายต่อปีอยู่ที่ระดับ 1,500-2,000 คัน เท่านั้นเอง

“ลัมโบร์กินี จำเป็นต้องมีรถแบบที่ 3 เพื่อเป็นหลักประกันผลกำไร และยอดขายที่มั่นคง “ชเตฟาน วินเคลมันน์ (STEPHAN WINKELMANN) นายใหญ่ของค่ายนี้เปิดใจกับสื่อมวลชน “เราเจาะเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของตลาด แล้วก็เห็นได้ชัดว่ารถ 4×4 คือ โอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุด ตลาดของรถสปอร์ทระดับซูเพอร์คาร์อย่างที่เราทำ มีช่วงเวลาของการเติบโต และการถดถอยสลับสับเปลี่ยนกันไป และค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อการตกต่ำของภาวะเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ลัมโบร์กินี จำเป็นต้องขยับขยายฐานลูกค้า เพื่อเป็นหลักประกันผลกำไรในระยะยาว”

นายใหญ่ของ ลัมโบร์กินี ตั้งเป้าให้รถ เรนจ์ โรเวอร์ (RANGE ROVER) และ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 6 เอม (BMW X6 M) เป็นคู่ต่อสู้โดยตรงของรถกิจกรรมกลางแจ้งติดตรา “กระทิงดุ” ซึ่งจะออกโชว์รูมโดยติดป้ายค่าตัวระดับ 185,000 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 7.5 ล้านบาท “ผลการศึกษาของเราชี้ชัดว่า ผู้เป็นเจ้าของรถ ลัมโบร์กินี เกือบทุกคน ล้วนมีรถกิจกรรมกลางแจ้งอย่างน้อย 1 คัน จอดอยู่ในโรงรถ ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เราเชื่อมั่นว่า ช่องทางที่เราเลือกนี้ น่าจะเป็นการขยายตัวที่สมบูรณ์แบบ”

รถแนวคิด ลัมโบร์กินี อูรุส มีขนาดตัวถังยาว 4.990 ม. กว้าง 1.990 ม. และสูง 1.660 ม. เป็นตัวถังที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง และใช้ระบบขับทุกล้อชุดเดียวกันกับที่จะใช้ในรถ เอาดี คิว 7 (AUDI Q7) รุ่นใหม่ที่จะออกตลาดในปี 2014 รวมทั้งรถ “น้องเหยี่ยว” ที่เพิ่งผ่านตาไป รูปทรงองค์เอว และรายละเอียดของตัวถังซึ่งมีจุดสะดุดตาสะดุดใจอยู่มากมาย คาดว่าจะเปลี่ยนไปไม่มากเมื่อกลายเป็นรถตลาดอย่างสมบูรณ์แบบ ยกเว้นล้อขนาด 24 นิ้ว ซึ่งดูจะใหญ่โตเกินความจำเป็นไปหน่อย ที่น่าจะเปลี่ยนแปลงมาก คือ รายละเอียดในห้องโดยสาร ที่ทำไว้อย่างวิลิศมาหราฟู่ฟ่าในรถแนวคิด

ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนของเครื่องยนต์ บอกแต่เพียงว่า เครื่องยนต์ที่จะทำให้รถ “กระทิงดุ” รุ่นนี้กลายเป็นรถ 4×4 ที่มีอัตราเร่งเยี่ยมยอดที่สุดในโลกนี้ เป็นเครื่องเบนซินที่ให้กำลังสูงระดับ 440 กิโลวัตต์/600 แรงม้า และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เยี่ยมยอดที่สุดเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกันทุกรุ่นทุกแบบ ตัวเลขดังกล่าวทำให้มีการคาดหมายกันว่า น่าจะเป็นระบบขับแบบไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน วี 8 สูบ 4.0 ลิตร ที่เคยเห็นกันมาแล้วในรถติดตรา “สี่ห่วง” หลายรุ่น ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลัง ก็น่าจะเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ

เอสยูวี ที่เร็วจี๋เหมือนรถสปอร์ท
PORSCHE CAYENNE GTS

ในขณะที่ผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองมะกะโรนีอย่าง ลัมโบร์กินี เพิ่งคิดจะทำรถกิจกรรมกลางแจ้ง ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์อย่าง โพร์เช กลับตักตวงเงินทองไปแล้วไม่รู้กี่พันตุ่มกี่พันไห ? จากการขยับขยายฐานกิจการ เข้าสู่ธุรกิจของการผลิตและจำหน่ายรถประเภทนี้ แม้ว่าเพิ่งทำขึ้นเพียงแบบเดียว คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งระดับหรู ติดป้ายชื่อ PORSCHE CAYENNE ซึ่งนายใหญ่ของ “สื่อสากล” ให้คำแนะนำที่ไม่ทำตามไม่ได้ ต้องเรียกเป็นไทยว่า โพร์เช กาเยนน์

ยอดรถผู้ผลิตรถสปอร์ทของเยอรมนีเริ่มนำรถ โพร์เช กาเยนน์ ออกสู่โชว์รูมในเมืองเบียร์เมื่อปี 2003 อันเป็นช่วงเวลาที่ยังเป็นเอกเทศจากค่าย โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและของยุโรป รถรุ่นดังกล่าวเป็นผลงานจากความร่วมมือกับ โฟล์คสวาเกน และใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมทั้งพแลทฟอร์มชุดเดียวกันกับรถติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน ตูอเรก (VOLKSWAGEN TOUAREG) ซึ่งออกขายในปีเดียวกัน

หลังจากอยู่ในสายการผลิตยาวนานถึง 7 ปี ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทซึ่งตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดในการแบ่งมือข้างหนึ่งไปทำรถกิจกรรมกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนรุ่นรถอนุกรมนี้ โดยเริ่มนำรถรุ่นที่ 2 ออกสู่ตลาดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2010 นอกจากหน้าตาและรูปทรงองค์เอวที่ดูดีกว่ารถรุ่นเดิมแล้ว จุดเด่นของรถรุ่นใหม่นี้ คือ นอกจากโมเดลที่ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งมีให้เลือกทั้งเครื่องเบนซินและเครื่องดีเซลแล้ว ยังมีโมเดลที่ขับด้วยระบบไฮบริดแบบไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟให้เลือกใช้อีกต่างหาก
ส่วน โพร์เช กาเยนน์ จีทีเอส (PORSCHE CAYENNE GTS) ที่เลือกมาให้ชมกันในเดือนนี้ เป็นรถรุ่นที่ 2 โมเดลใหม่ล่าสุด นอกเหนือจากรถรวม 5 โมเดล ซึ่งมีขายอยู่แล้วก่อนหน้านี้ คือ PORSCHE CAYENNE (220 กิโลวัตต์/300 แรงม้า) PORSCHE CAYENNE S (294 กิโลวัตต์/400 แรงม้า) PORSCHR CAYENNE S HYBRID (279 กิโลวัตต์/380 แรงม้า) PORSCHE CAYENNE TURBO (368 กิโลวัตต์/500 แรงม้า) และ PORSCHE CAYENNE DIESEL (176 กิโลวัตต์/240 แรงม้า)

รถโมเดลนี้เพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ปักกิ่งครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นในนครหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตัวถังยาว 4.846 ม. กว้าง 1.954 ม. และสูง 1.685 ม. ซึ่งมีช่วงฐานล้อยาว 2.895 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.37 มีรูปลักษณ์และรายละเอียดในหลายจุดๆ ที่แตกต่างไปจากรถโมเดลอื่นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ แผงกระจังหน้า ช่องดักลมคู่หน้า และท่อไอเสียซึ่งเป็นท่อคู่ทั้ง 2 ด้าน ดังที่เห็นในภาพประกอบ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างประการสำคัญจากรถโมเดลอื่นๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวถัง หากอยู่ที่เครื่องยนต์ และกลไกอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบขับเคลื่อน

โพร์เช กาเยนน์ รุ่นที่ 2 โมเดลที่ 6 ติดตั้งเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ ความจุ 4,806 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 309 กิโลวัตต์/420 แรงม้า ที่ 6,500 รตน.และให้แรงบิดสูงสุด 515 นิวตัน-เมตร/52.6 กก.-ม. ที่ 3,500 รตน. ส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าคู่หลังผ่านระบบขับทุกล้อแบบใช้คลัทช์หลายแผ่น อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ELECTRONICALLY CONTROLLED MULTIPLATE CLUTCH ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ TIPTRONIC S

นับเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับหรูขนาดกลางอย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า MID-SIZE LUXURY CROSSOVER SUV ที่เร็วสะจิตสะใจทั้งตีนต้นและตีนปลาย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 5.7 วินาที อัตราเร่ง 0-160 กม./ชม.ทำได้ใน 13.3 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด คือ 261 กม./ชม. ที่น่าจะทำให้คนรักสีเขียวรำคาญใจอยู่นิดๆ ก็คือ ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ระดับ 10.7 ลิตร/100 กม.หรือ 9.3 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยที่สูงถึง 251 กรัม/กม.นั่นเทียว
ออกขายแล้วในเมืองแม่ โดยติดป้ายค่าตัว 90,774 ยูโร หรือประมาณ 3.63 ล้านบาทไทย

รถสายฟ้าบึ่งมาจากเมืองโสม
OPEL MOKKA

จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่นำเรื่องราวของรถกิจกรรมกลางแจ้งติดเครื่องหมาย “สายฟ้า” มาเล่าสู่กันฟังใน “ระเบียงรถใหม่” ต้องย้อนปฏิทินถอยหลังไปกี่ปีหรือกี่ชาติ ? บอกได้แต่เพียงว่านานมากแล้ว นานจนเกินจดเกินจำ จึงกล้ากล่าวยืนยันโดยไม่เกรงและไม่กลัวว่าจะมีใครโต้แย้ง โอเพล มคคา (OPEL MOKKA) ที่กำลังอวดโฉมอยู่นี้ เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบใหม่แบบแรกในรอบหลายๆ ปี ของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันเจ้าของโลโก “สายฟ้า”

เพิ่งอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 ซึ่งมีขึ้นในเมืองนาฬิกาเมื่อต้นเดือนมีนาคมปีงูใหญ่ พร้อมคำประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ต้องรอตอนปลายปีรถจึงจะออกโชว์รูม เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดซึ่งมีโครงสร้างตัวถังแบบรถเก๋ง อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUBCOMPACT CROSSOVER SUV และเป็นคู่ฝาคู่แฝดกับรถหน้าตาคล้ายๆ กัน ซึ่งอีกไม่กี่เดือนก็จะออกขายในอเมริกาเหนือโดยติดป้ายชื่อ บิวอิค อังกอร์ (BUICK ENCORE) อย่าถามว่าไฉนจึงเป็นยังงั้น ? ลืมไปแล้วหรือไรว่าทั้ง บิวอิค และ โอเพล ล้วนเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ที่เกือบยุบ คือ เจเนอรัล มอเตอร์ส คัมพานี (GENERAL MOTORS COMPANY) ที่เรียกกันย่อๆ ว่า จีเอม

เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งที่พัฒนาจากรถเก๋งแฮทช์แบค โอเพล โคร์ซา (OPEL CORSA) ซึ่งเป็นรถยอดนิยมของค่ายนี้ ชื่อรุ่นถึงไม่บอกก็คงเดาได้ว่ามาจากชื่อของกาแฟชนิดหนึ่ง เป็นรถติดป้ายยี่ห้อยุโรปที่ไม่ได้ผลิตในยุโรป แต่ใช้โรงงานที่เมืองอินชอนในเกาหลีใต้ของบริษัท GM KOREA เป็นที่ผลิต และมีตัวถังให้เลือกใช้เพียงแบบเดียว เป็นตัวถังยาว 4.280 ม. กว้าง 1.775 ม. และสูง 1.646 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน และมีห้องเก็บของท้ายรถที่กว้างขวางพอสมควร คือจุถึง 1,372 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถังที่ว่านี้ เห็นทั้งในรูปและตัวจริงก็ดูยังงั้นยังงั้น ไม่มีจุดสะดุดตาอะไรให้กล่าวถึงเป็นพิเศษ

ชุดที่กำลังจะออกโชว์รูมในเมืองแม่ คือ เยอรมนีก่อนสิ้นปีงูใหญ่ มีทั้งรถขับล้อหน้าและขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 3 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบ DOHC 4 สูบเรียง 1,364 ซีซี 103 กิโลวัตต์/140 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,686 ซีซี 96 กิโลวัตต์/130 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

รถที่กำลังจะออกขายในเมืองเบียร์ดังที่กล่าวข้างต้น แบ่งการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส SELECTION EDITION INNOVATION ลูกค้าชอบใจแบบไหนก็เลือกใช้แบบนั้นถ้าไม่เกี่ยงค่าตัวซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่รายละเอียดที่เลือก ถ้าไม่เลือกมาก และอยากได้แบบที่ค่าตัวย่อมเยาที่สุด ก็สามารถเป็นเจ้าของรถรุ่นนี้ได้โดยจ่ายค่าตัวเพียง 18,990 ยูโร หรือประมาณ 760,000 บาทไทย เป็นตัวเลขที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ไว้เรียบร้อยแล้ว และคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน เงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 40 บาทถ้วนๆ

ส่วนสีรถซึ่งเป็นเรื่องสำคัญชนิดคอขาดบาดตายของผู้ใช้รถบางผู้บางราย เหมือนผู้ใช้รถบางคนในบ้านเราที่ขับรถสีเงินแต่ติดป้ายว่านี่คือรถสีแดง ขับรถสีเทาแต่ติดสติคเกอร์ว่ารถคันนี้สีเหลือง มีให้ผู้ใช้รถในเมืองเบียร์เลือกสั่งเลือกซื้อได้รวม 9 สี สีมาตรฐานซึ่งไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มมีอยู่เพียงสีเดียว คือ สีขาว SCHNEEWEISS สีพิเศษซึ่งเป็นสีเมทัลลิคที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 530 ยูโร หรือประมาณ 21,000 บาท มีอยู่ 7 สี คือ สีฟ้า BORACAYBLAU สีเทา DIAMANTGRAU สีดำ GRAPHITSCHWARZ สีเทา SEIDENGRAU สีเงิน ARGONSILBER สีแดง ORIENTROT และ สีน้ำตาล ESPRESSOBRAUN ส่วนสีสุดพิเศษซึ่งเป็นสีเคลือบมุกและต้องจ่ายเงินเพิ่ม 680 ยูโร หรือประมาณ 27,000 บาทไทย ก็มีอยู่เพียงสีเดียว คือ สีขาว CREMEWEISS

ลูกเล่นน่ารักของยักษ์รอง
FORD KUGA

ในบรรดารถตลาดแบบใหม่ๆ รวม 7 แบบ ที่ “ระเบียงรถใหม่” นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนแห่งการชมนุมรถกิจกรรมกลางแจ้งนี้ มีอยู่มากกว่าครึ่งมากกว่าค่อน ที่ผู้ผลิตเลือกใช้งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่เพิ่งผ่านไป เป็นที่อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” คันที่ 2 คือ ฟอร์ด คูกา (FORD KUGA) ที่เห็นอยู่นี้ อวดตัวเป็นครั้งแรกในงานที่ว่าด้วยรูปลักษณ์ของรถตลาดสมบูรณ์แบบแล้วก็จริง แต่จะยังไม่ออกโชว์รูม จนกว่างูใหญ่จะเลื้อยลงรู และปีคริสต์ศักราชที่พิมพ์อยู่ในปฏิทินเปลี่ยนหมายเลขเป็น 2013

คนรักรถในบ้านเราไม่น่าจะคุ้นเคยกับชื่อ ฟอร์ด คูกา แม้ว่าชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อใหม่ ค่าย ฟอร์ด ยุโรปเคยทำรถชื่อนี้ออกขายมาแล้ว 1 รุ่น รถรุ่นดังกล่าวเริ่มออกโชว์รูมในยุโรปเมื่อไตรมาสแรกของปี 2008 ในฐานะตัวตายตัวแทนของรถรุ่นเดิมที่จำหน่ายในชื่อ ฟอร์ด มาเวอริค (FORD MAVERICK) และนับเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบแรกของ ฟอร์ด ยุโรปที่ตัวถังมีโครงสร้างแบบรถเก๋ง เป็นตัวถังรับแรงซึ่งเรียกกันในภาษารถยนต์ว่า UNIBODY หรือ MONOCOQUE

ฟอร์ด คูกา รุ่นแรก เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัด อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า COMPACT CROSSOVER SUV ตัวถัง 5 ประตู 5 ที่นั่ง ทรง 2 กล่อง ยาว 4.443 ม. กว้าง 1.842 ม. และสูง 1.677 ม. ออกแบบและพัฒนาโดยขอหยิบขอยืมชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมทั้งพแลทฟอร์มจากรถเก๋ง ฟอร์ด โฟคัส (FORD FOCUS) ที่ผู้ใช้รถในบ้านเราคงคุ้นเคยกันดี ส่วนสถานที่ผลิต คือ โรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองซาร์ลูอิส (SAARLOUIS) ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนีและอยู่ติดกับพรมแดนของฝรั่งเศส

ส่วนรถรุ่นใหม่ซึ่งเพิ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ในสวิทเซอร์แลนด์ ดังที่กล่าวข้างต้น ก็ยังคงเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คนเช่นเดียวกับรถรุ่นแรก ความแตกต่างประการสำคัญของรถ 2 รุ่นนี้อยู่ตรงที่ว่า รถรุ่นแรกมีขายเฉพาะในตลาดยุโรป ไม่มีการผลิตขายในตลาดอเมริกาเหนือ แต่รถรุ่นใหม่นี้จะมีขายในอเมริกาเหนือด้วย เป็นรถรูปทรงองค์เอวเหมือนๆ กัน หน้าตาพิมพ์เดียวกัน แต่ติดป้ายชื่อต่างกัน คือ รถที่จำหน่ายในตลาดอเมริกาเหนือจะติดป้ายชื่อ ฟอร์ด เอสเคพ (FORD ESCAPE)

วิจารณ์กันในยุโรปว่า ฟอร์ด คูกา รุ่นใหม่นี้น่าจะโดนใจผู้ใช้รถในทวีปที่กำลังย่ำแย่มากกว่ารถรุ่นเก่า เพราะหน้าตาดูดีกว่า รูปทรงองค์เอวก็สะโอดสะองกว่า ห้องเก็บของท้ายรถจุได้มากกว่า ฯลฯ แถมยังมีเทคโนโลยีอยู่หลายรายการที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถรุ่นแรก ตัวอย่าง คือ ระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่ปรับอัตราการกระจายแรงบิดสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังมากกว่า 100 ครั้งในทุกๆ วินาที เพื่อให้ได้แรงขับเคลื่อนและสมรรถนะการเลี้ยวที่เหมาะสมที่สุดในทุกๆกรณี กับระบบควบคุมแรงบิด TORQUE VECTORING CONTROL SYSTEM ซึ่งทำงานโดยการส่งแรงเบรคไปยังล้อหน้าที่เกิดอาการหมุนฟรี และส่งกำลังทั้งหมดไปยังล้อข้างที่มียึดเกาะถนนดีที่สุด

ที่น่าจะเรียกรอยยิ้มได้จากผู้ใช้รถที่ชอบหอบข้าวหอบของ ก็คือ ระบบเปิดประตูบานท้ายโดยไม่ต้องใช้มือที่ค่ายนี้เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า KICK-ACTIVATED AUTOMATIC TAILGATE ระบบนี้ทำให้ผู้ใช้รถสามารถเปิดหรือปิดประตูบานท้าย ด้วยการใช้ปลายเท้าเตะอย่างเบาๆ ใต้กันชนหลังอย่างที่เห็นในภาพล่างสุดซ้ายมือ อาจมีคำถามว่าเปิดประตูได้ง่ายๆอย่างนี้ขโมยขโจรก็ยิ้มน่ะสิ ? ไม่ต้องตกใจเพราะผู้ผลิตเขาคิดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จะเปิดได้ก็แต่เพียงผู้ที่มีกุญแจซึ่งทำไว้เป็นพิเศษพกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง กระเป๋ากระโปรง กระเป๋ากระเปรง กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าหิ้ว เท่านั้น คนที่ไม่มีจงถอยไปห่างๆ

เมื่อออกโชว์รูมในไตรมาสแรกของปีงูเล็ก ฟอร์ด คูกา จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้หลายขนาด ที่มีแน่นอนคือเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงความจุ 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 140 และ 163 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน ECOBOOST ความจุ 1.6 ลิตร ที่เน้นเป็นพิเศษในเรื่องความประหยัดและคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ

รถสองสัญชาติหมายเลขหนึ่ง
PEUGEOT 4008

เมื่อปี 2007 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน (MITSUBISHI MOTORS CORPORATION) แห่งประเทศญี่ปุ่น สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยส่งรถกิจกรรมกลางแจ้งผลิตในญี่ปุ่น ลงเรือไปขึ้นบกที่เมืองท่าของฝรั่งเศส แล้วนำออกสู่โชว์รูมโดยติดป้ายชื่อ เปอโฌต์ 4007 (PEUGEOT 4007) ปีนี้ปรากฏการณ์เดิมอุบัติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้เป็นกรณีของรถ เปอโฌต์ 4008 (PEUGEOT 4008) รถเปลี่ยนสัญชาติอนุกรมใหม่ล่าสุดของค่าย “สิงห์เผ่น”

สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง เปอโฌต์ 4007 กับ เปอโฌต์ 4008 ก็คือ ต่างก็เป็นรถญี่ปุ่นพันธุ์แท้ที่ไม่ติดยี่ห้อญี่ปุ่นและไม่มีขายในญี่ปุ่น รวมทั้งเป็นผลลัพธ์จากความพยายามของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์รองเมืองน้ำหอม ที่อยากจะทำรถประเภทนี้กับเขาบ้าง แต่เมื่อยังไม่พร้อมที่จะทำ ก็จำเป็นต้องเลือกใช้วิธี “อาศัยเต้าสาวอื่นระบายสี” อุ๊ย ! ขอโทษ “อาศัยจมูกคนอื่นหายใจ” ส่วนสิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือ เปอโฌต์ 4007 เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ผลิตจากโรงงานในญี่ปุ่น ตามแบบของรถ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ (MITSUBISHI OUTLANDER) รุ่นที่ 2 ซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองยุ่นเมื่อเดือนตุลาคม 2005 ในขณะที่ เปอโฌต์ 4008 เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ซึ่งก็ผลิตในญี่ปุ่นเช่นกัน แต่ผลิตตามแบบของรถ มิตซูบิชิ อาร์วีอาร์ (MITSUBISHI RVR) รถแบบใหม่ในชื่อเก่า ซึ่งเพิ่งออกตลาดในเมืองยุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2010 นี่เอง

ตัวถังทรง 2 กล่อง ยาว 4.340 ม. กว้าง 1.768 ม. และสูง 1.625 ม. ของรถญี่ปุ่นแต่ติดป้ายชื่อฝรั่งเศสคันนี้ มีรูปทรงองค์เอวที่แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากรถซึ่งเป็นแม่พิมพ์ แต่ที่ดูไม่เหมือนกันเลยก็คือหน้าตา เพราะชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นหน้าตาของตัวรถล้วนออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแผงกระจังหน้า ดวงโคมไฟหน้า ช่องดักลมคู่หน้า หรือแม้แต่กันชนหน้า เป็นหน้ารถที่ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนสาวอ้วนที่กำลังฉีกยิ้มอย่างเปี่ยมสุข

ค่าย “สิงห์เผ่น” จะนำรถแบบใหม่นี้ออกสู่ตลาดในรัสเซียและยูเครนไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนในฝรั่งเศสซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นเมืองแม่ รถเพิ่งออกโชว์รูมเมื่อเดือนพฤษภาคม

ในฝรั่งเศส รถหน้ายิ้ม เปอโฌต์ 4008 ซึ่งมีทั้งแบบขับล้อหน้าและขับทุกล้อ มีเครื่องยนต์ให้ลูกค้าที่ไม่รังเกียจรังงอนรถเปลี่ยนสัญชาติเลือกใช้เพียง 2 ขนาด คือเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,560 ซีซี 84 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,799 ซีซี 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ซึ่งก็ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะเช่นเดียวกัน

แต่ในตลาดอื่นๆ ที่ผู้ใช้รถบางคนจะรังเกียจรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเหมือนหลายคนในบ้านเรา ค่าย “สิงห์เผ่น” จะมีเครื่องเบนซินให้เลือกใช้ด้วย เป็นเครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,560 ซีซี 84 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ซึ่งทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ซึ่งมีระบบเกียร์ให้เลือก 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่อง (เกียร์ CVT)

ในเมืองน้ำหอม ค่าย “สิงห์เผ่น” นำรถแบบนี้ออกสู่โชว์รูมโดยติดป้ายราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 33,700 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1.35 ล้านบาทไทย และดูจะไม่ค่อยอินังขังขอบลูกค้าที่ถือสีรถเป็นเรื่องสำคัญสักเท่าไร เพราะมีสีตัวถังให้เลือกใช้เพียง 5 สีเท่านั้นเอง คือ สีขาว OPAQUE BLANC ANTARCTIQUE สีเงิน METALLISEE GRIS COOL SILVER สีดำ METALLISEE NOIR PERLE สีฟ้า METALLISEE GRIS TATANIUM และสีขาว NACREE WHITE PEARL โดยที่สีแรกเป็นสีมาตรฐานซึ่งไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม สามสีถัดมาเป็นสีพิเศษที่ต้องจ่ายค่าตัวเพิ่ม 640 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 26,000 บาทไทย ส่วนสีสุดท้ายเป็นสีพิเศษกว่าที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 790 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 32,000 บาทไทย หากต้องการได้รถสีนี้

รถสองสัญชาติหมายเลขสอง
CITROEN C4 AIRCROSS

รถกิจกรรมกลางแจ้งเปลี่ยนสัญชาติอีกแบบหนึ่งที่เลือกมาให้ชมกันในเดือนนี้ เป็นรถติดป้ายชื่อ ซีตรอง เซ กัตร์ แอร์ครอสส์ (CITROEN C4 AIRCROSS) ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของค่าย “จ่าโท” ซึ่งก็เพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมเช่นกัน

ซีตรอง เซ กัตร์ แอร์ครอสส์ ก็เช่นเดียวกับคู่ฝาคู่แฝดที่ติดป้ายชื่อ เปอโฌต์ 4008 (PEUGEOT 4008) คือ เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ผลิตจากโรงงานของมิตซูบิชิในญี่ปุ่น ตามแบบของรถ มิตซูบิชิ อาร์วีอาร์ (MITSUBISHI RVR) รุ่นปัจจุบันซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองยุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2010 จากนั้นก็ส่งลงเรือลำโตไปขึ้นบกที่เมืองน้ำหอม แล้วก็นำออกสู่โชว์รูม โดยติดป้ายชื่อฝรั่งเศส

เนื่องจากเป็นรถคู่ฝาคู่แฝดกัน ตัวถังยาว 4.340 ม. กว้าง 1.800 ม. และสูง 1.630 ม. ของ ซีตรอง ซี กัตร์ แอร์ครอสส์ จึงมีรูปทรงองค์เอวที่แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากรถ เปอโฌต์ 4007 แต่ที่ดูไม่เหมือนกันเลยก็คือหน้าตา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างออกแบบ ถ้าถามว่าของใครดูดีกว่า ? สัมผัสตัวจริงมาแล้วทั้ง 2 คัน ก็ยังไม่กล้าฟันธง เพราะเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง จะเด็ดบัวตูมก็ยังเสียดายบัวบาน
ออกโชว์รูมในเมืองน้ำหอมไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีระบบขับให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ขับล้อหน้ากับขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ทั้งเบนซิน และดีเซลให้เลือก 3 ขนาด กับระบบเกียร์ 2 แบบ

เครื่องยนต์เบนซินซึ่งมีอยู่เพียงขนาดเดียว เป็นเครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,590 ซีซี 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 135 กรัม/กม.

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด ประกอบด้วยเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,560 ซีซี 82 กิโลวัตต์/112 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,798 ซีซี 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เครื่องแรกมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 119 กรัม/กม.เมื่อเป็นรถขับล้อหน้า และจะเพิ่มเป็น 129 กรัม/กม. เมื่อเป็นรถขับทุกล้อ ส่วนเครื่องหลังตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น 142 กับ 147 กรัม/กม. ตามลำดับ

จะทำยังไงถ้าไม่ชอบรถดีเซลและเห็นว่าเครื่องเบนซินที่มีให้เลือกก็เล็กเกินไป ? คำตอบก็คือ อย่าซื้อรถแบบนี้ในฝรั่งเศส ลองหาดูในประเทศอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียง เพราะในบางประเทศจะมีเครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี 113 กิโลวัตต์/154 แรงม้า ให้เลือกใช้ด้วย เครื่องนี้เมื่อทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ จะมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 181 กรัม/กม. เมื่อเป็นรถขับล้อหน้า และเพิ่มเป็น 186 กรัม/กม. เมื่อเป็นรถขับทุกล้อ แต่ถ้าเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่อง (เกียร์ CVT) ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น 185 และ 192 กรัม/กม. ตามลำดับ

ในเมืองน้ำหอม ค่าย “จ่าโท” แบ่งการตกแต่งแะอุปกรณ์ของรถแบบนี้เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส ATTRACTION CONFORT EXCLUSIVE และมีสีตัวถังให้เลือกใช้รวม 8 สี คือมากกว่ารถคู่แฝดถึง 3 สี สีมาตรฐานซึ่งไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มมีอยู่เพียงสีเดียวเช่นกัน คือ สีขาว BLANC ANTARCTIQUE OPAQUE สีพิเศษซึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่ม 640 ยูโร หรือประมาณ 26,000 บาท มีอยู่รวม 6 สี คือ สีเงิน GRIS COOL SILVER METALLISE สีดำ NOIR PERIE NACRE สีแดง ROUGE CHILI’S METALLISE สีน้ำตาล BRUN MANGARO METALLISE สีเทา GRIS PAPYRUS METALLISE และ สีฟ้า GRIS TATANIUM METALLISE ส่วนสีพิเศษซึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่ม 790 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 32,000 บาทไทย ก็มีอยู่เพียงสีเดียวเหมือนรถคู่ฝาคู่แฝด คือ สีขาว BLANC NACRE

เสนอราคาค่าตัวของรถที่ซื้อขายกันในเมืองน้ำหอม เริ่มต้นที่ระดับ 23,200 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 928,000 บาท เมื่อคิดว่า ต้องใช้เงินไทย 40 บาท เพื่อแลกเงินฝรั่ง 1 ยูโร

เอสยูวี โฉมใหม่ของค่ายสามเพชร
MITSUBISHI OUTLANDER

คันสุดท้ายของรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบใหม่รวม 5 แบบ ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุด และ “ระเบียงรถใหม่” นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ เป็นผลงานชิ้นใหม่เอี่ยมของค่าย “สามเพชร” ซึ่งต้องจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปีงูใหญ่ รถจึงจะออกตลาดพร้อมกับป้ายชื่อ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ (MITSUBISHI OUTLANDER)

เมื่อต้นปี 2001 ค่าย”สามเพชร”นำรถแบบใหม่อนุกรมหนึ่งออกสู่ตลาด เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดซึ่งพัฒนาจากรถเก๋ง อย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า COMPACT CROSSOVER SUV ในเมืองแม่รถอนุกรมนี้ออกสู่โชว์รูมพร้อมกับป้ายชื่อ มิตซูบิชิ แอร์ทเรค (MITSUBISHI AIRTREK) แต่ในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดเป้าหมาย ชื่อที่ใช้กับรถรุ่นนี้เปลี่ยนเป็น มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ (MITSUBISHI OUTLANDER) ซึ่งให้ความหมายดีกว่าเกือบ 5 ปีหลังจากนั้น คือ เมื่อเดือนตุลาคม 2005 ค่าย “สามเพชร” ก็เปลี่ยนรุ่นรถอนุกรมนี้เป็นครั้งแรก รถรุ่นที่ 2 มีขนาดตัวถังโตกว่ารถรุ่นแรกเล็กน้อยในทุกมิติ และในทุกตลาดรวมทั้งในเมืองแม่รถรุ่นออกโชว์รูมโดยติดป้ายชื่อ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ (MITSUBISHI OUTLANDER) ส่วนรถรุ่นเดิมซึ่งติดป้ายชื่อ มิตซูบิชิ แอร์ทเรค (MITSUBISHI AIRTREK) ก็ยังคงอยู่ในสายการผลิตต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2008 ยอดขายในทุกตลาดของรถ 2 รุ่นแรกนี้เมื่อนับจนถึงสิ้นปี 2011 มียอดรวมสูงกว่า 950,000 คัน

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ รุ่นที่ 2 นี่เอง คือจุดกำเนิดของความร่วมมือ ระหว่างค่าย มิตซูบิชิ ของญี่ปุ่น กับกลุ่ม เปอโฌต์-ซีตรอง ของฝรั่งเศส ในการผลิตและจำหน่ายรถกิจกรรมกลางแจ้ง 2 สัญชาติ โดยที่ฝ่ายแรกเป็นผู้ผลิตรถในญี่ปุ่น ตามแบบของรถ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ รุ่นที่ 2 แล้วส่งลงเรือไปยังเมืองน้ำหอม เพื่อนำออกสู่โชว์รูมโดยติดป้ายชื่อ เปอโฌต์ 4007 (PEUGEOT 4007) กับ ซีตรอง เซ-ครอสเซอร์ (CITROEN C-CROSSER)

ส่วนที่กำลังอวดโฉมอยู่นี้ เป็นรถรุ่นที่ 3 เพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดดังที่กล่าวข้างต้น ยักษ์เล็กของเมืองยุ่นให้รายละเอียดว่า ฤดูร้อนของปีงูใหญ่จะเริ่มนำรถรุ่นนี้ออกสู่โชว์รูมในรัสเซีย และอีก 2-3 เดือน หลังจากนั้น จึงจะถึงคิวของยุโรปประเทศอื่นๆ ตามมาด้วยการออกตลาดในเมืองแม่ ในภูมิภาคโอเชียเนีย ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และในทวีปอเมริกาเหนือ ตามลำดับ

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ รุ่นที่ 3 อยู่ในตัวถังทรง 2 กล่องยาว 4.655 ม. กว้าง 1.800 ม. และสูง 1.680 ม. ซึ่งเห็นในภาพแล้วให้ความรู้สึกว่าใหญ่โตกว่าที่เป็นจริง เป็นตัวถังที่ออกแบบโดยแนวความคิด SOLID-SAFE-SIMPLE หรือ มั่นคง-ปลอดภัย-ไม่ซับซ้อน และทำห้องโดยสารเป็น 2 แบบ คือ แบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว นั่งได้รวม 5 คน กับแบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 7 คน
ในตลาดยุโรป รถรุ่นใหม่นี้จะมีทั้งแบบขับล้อหน้าและขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า (รหัสเครื่องยนต์ 4J11) ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่อง (เกียร์ CVT) กับเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 4 สูบเรียง 2.2 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า (รหัสเครื่องยนต์ 4N14) ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

นอกจากเครื่องเบนซินและเครื่องดีเซลที่ว่านี้แล้ว นิตยสารรถยนต์ชั้นนำฉบับหนึ่งของเมืองผู้ดีให้ข้อมูลว่า ในปี 2013 มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ ที่จำหน่ายในตลาดยุโรป จะมีรุ่นที่ขับเคลื่อนทุกล้อด้วยระบบไฮบริดให้เลือกใช้ด้วย เป็นระบบขับไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินความจุ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด และเมื่อวิ่งด้วยพลังไฟเพียงอย่างเดียวรถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 50 กม. จริงหรือเท็จก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป แต่น่าเชื่อว่าจริง เพราะเดี๋ยวนี้ใครไม่ทำรถไฮบริดก็ต้องถือว่าตกยุค

เอสยูวีพันธุ์แท้เลือดซามูไร
LEXUS LX570

ปิด “ระเบียงรถใหม่” ในเดือนที่คนเมืองกรุงบางกลุ่มบางก้อนกำลังลุ้นอย่างระทึกว่าปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม ? นายกรัฐมนตรีคนสวยจะเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่ ? ด้วยรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในสายการผลิตของเลกซัส ผู้ผลิตรถระดับ “พรีเมียม” ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาที่ปกไปทั่วโลกของยักษ์ใหญ่ โตโยตา มอเตอร์ คอร์พอเรชัน (TOYOTA MOTOR CORPORATION) เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งสุดหรูพันธุ์แท้ อย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า FULL-SIZE LUXURY SUV และเป็นรถผลิตจากโรงงานในญี่ปุ่นซึ่งไม่มีขายในญี่ปุ่น

ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองยุ่นเริ่มนำรถ เลกซัส แอลเอส-ซีรีส์ ออกสู่โชว์รูมในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อปี 1996 รถรุ่นดังกล่าวเป็นรถผลิตในญี่ปุ่นตามแบบของรถ โตโยตา แลนด์ ครูเซอร์ (TOYOTA LAND CRUISER) แต่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดมากมายทั้งภายนอกและภายในเพื่อให้โดนใจผู้ใช้รถในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดเป้าหมาย เนื่องจากติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด ความจุ 4.5 ลิตร รถรุ่นแรกนี้จึงติดป้ายชื่อ เลกซัส แอลเอกซ์ 450 (LEXUS LX450)

หลังจากอยู่ในตลาดได้เพียง 2 ปี ในปี 1998 รถรุ่นแรกก็ถูกปลดจากสายการผลิตแล้วแทนที่ด้วยรถรุ่นที่ 2 ซึ่งติดป้ายชื่อ เลกซัส แอลเอกซ์ 470 (LEXUS LX470) เนื่องจากเครื่องยนต์ที่ใช้กับรถรุ่นนี้ เป็นเครื่อง วี 8 สูบ ซึ่งมีขนาดความจุ 4.7 ลิตร และก็เช่นเดียวกับรถรุ่นแรก รถรุ่นที่สองนี้เป็นรถผลิตในญี่ปุ่น โดยใช้ตัวถังและชิ้นส่วนมากมายหลายชิ้นร่วมกับรถ โตโยตา แลนด์ ครูเซอร์ ซิกนุส (TOYOTA LAND CRUISER CYGNUS) ซึ่งเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในสายการผลิตของค่ายนี้

รถรุ่นที่ 2 อยู่ในสายการผลิตยาวนานเกือบ 1 ทศวรรษ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นที่ 3 เมื่อปี 2007 ซึ่งติดป้ายชื่อ เลกซัส แอลเอกซ์ 570 เนื่องจากติดตั้งเครื่องยนต์ วี 8 สูบ ซึ่งมีขนาดความจุ 5.7 ลิตร มีตัวถังยาว 5.004 ม. กว้าง 1.971 ม.และสูง 1.864 ม. คือ โตกว่ารถรุ่นเดิมเล็กน้อยในทุกมิติ ในขณะที่ช่วงฐานล้อยังคงยาว 2.850 ม. เหมือนรุ่นเดิม และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศซึ่งบ่งบอกความลื่นลมอยู่ที่ระดับ 0.35 คือ ดีขึ้นเล็กน้อย

ส่วนคันที่กำลังปรากฏตัวให้เห็นอยู่นี้ ไม่ใช่รถรุ่นที่ 4 แต่เป็นรถรุ่นที่ 3 ที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เพิ่งอวดตัวต่อสายตาผู้คนในเมืองมะกันที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนมีนาคมปีงูใหญ่ และกำลังจะออกสู่โชว์รูมในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2013

รถรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ DOHC วี 8 สูบ ความจุ 5,663 ซีซี (รหัสเครื่องยนต์ 3UR-FE) ให้กำลังสูงสุด 286 กิโลวัตต์/383 แรงม้า ที่ 5,600 รตน. และให้แรงบิดสูงสุด 546 นิวตัน-เมตร/55.7 กก.-ม. ที่ 3,600 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลัง ผ่านระบบขับเคลื่อินทุกล้อแบบถาวร เป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กม. ใน 7.5 วินาที ทำควอร์เตอร์ไมล์หรือประมาณ 400 ม. ใน 15.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 220 กม./ชม. ที่แย่หน่อย คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ซึ่งมีค่าสูงถึง 5.1 กม./ลิตร เมื่อวิ่งในเมือง และลดลงเป็น 7.6 กม./ลิตร เมื่อวิ่งบนทางด่วน

กำลังจะออกสู่โชว์รูมโดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 80,930 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 2.59 ล้านบาทไทย เป็นราคาอย่างที่เรียกกันในเมืองมะกันว่า MSRP (MANUFACTURER’S SUGGESTED RETAIL PRICE) คือ เป็นราคาที่ผู้ผลิตแนะนำ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องซื้อขายกันจริงในราคานี้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง

เนื่องจากผู้ซื้อรถขนาดใหญ่แบบนี้มักไม่ค่อยใส่ใจมากมายนักในเรื่องสี รถรุ่นนี้จึงมีสีตัวถังให้เลือกเพียง 6 สี คือ สีแดง NOBLE SPINEL MICA สีเทา NEBULA GRAY PEARL สีเงิน MERCURY METALLIC สีน้ำตาล SATIN CASHMERE METALLIC สีขาว STARFIRE PEARL และสีดำ BLACK ONYX ส่วนสีของวัสดุหุ้มในห้องโดยสาร มีให้เลือกแค่ 2 แบบ คือ สีน้ำตาลอ่อนคาดสีน้ำตาลเข้ม กับสีดำคาดสีน้ำตาลมะฮอกกานี



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2555
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/GhGHE

บทความที่เกี่ยวข้อง

SUZUKI SWIFT
CITROEN C3 AIRCROSS
SEAT IBIZA
VOLKSWAGEN POLO
BMW 1-SERIES SEDAN
BMW 1-SERIES
อัพเดทล่าสุด
25 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th