บทความ

หกรอบนักษัตร เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์


หนุ่มสาวที่เกิดประมาณปี 2475 ถึง 2485 จะทันเห็นรุ่นพี่เขียนกาพย์กลอนมีชื่อเสียงในบรรณภพให้เราอยากตาม เช่น อัศนี พลจันทร (นายผี) เปลื้อง วรรณศรี ทวีป วรดิลก (ทวีปวร) ประคิณ กรองทอง (อุชเชนี) จิตร ภูมิศักดิ์ (ทีปกร) ถาวร ชนะภัย กุลทรัพย์ รุ่งฤดี ฯลฯ

ครั้นเมื่อเราเริ่มเข้าวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยประมาณปี 2500 เพื่อนนักกลอนนำโดย วิจิตร ปิ่นจินดา (เจษฎา วิจิตร) สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ และ สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ จึงนัดพบกันทำบุญเลี้ยงพระเพลที่โรงพยาบาลสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลถึงกวีรุ่นเก่าที่สิ้นชีพไปอยู่สรวงสวรรค์ชั้นกวี บังเอิญนัดกันได้ 15 คน แล้วก็ตกลงมีความเห็นร่วมกันว่าจะตั้งเป็น “ชมรมนักกลอน” โดย มะเนาะ ยูเด็น ออกความเห็นว่า “ชมรม” เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ไม่ต้องมีการจดทะเบียนหรือมีข้อบังคับเป็นจริงจังไปพลางก่อน และคำว่า “นักกลอน” หมายถึง “ผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญการอ่าน-เขียนบทร้อยกรอง”

 

หลังจากตั้ง “ชมรมนักกลอน”เมื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2502 แล้ว นักกลอนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ก็เข้าร่วมเป็นสมาชิกกัน มีการเลือกตั้งกรรมการดำเนินงานชมรม หลายปีต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย” มาจนทุกวันนี้

 

ต่อมาผู้รักกาพย์กลอนในวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ก็มีการตั้ง “ชมรมวรรณศิลป์” ขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง โดยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มจัดตั้งในเวลาใกล้เคียงกันก่อนสถาบันอื่นๆ มีการจัดกิจกรรมอย่างขึ้นหน้าขึ้นตา มีการออกหนังสือของชมรม และจัดกิจกรรมประกวดประชันขันแข่ง จนได้นักกลอนมีฝีมือ และมีชื่อเสียงเด่นต่อมาจนถึงวันนี้

 

ในบรรดานักกลอนที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ที่มีฝีมือ และผลงานเด่นขึ้นทุกที จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จาก ชมรมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ เป็นบุคคลหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับอย่างปรากฏเป็นรูปธรรม นับแต่ในธรรมศาสตร์ ถือกันว่า เขาเป็นตัวหลัก และถือเป็นผู้ยืนยงในฐานะผู้นำใน “สี่มือทอง” คือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นิภา บางยี่ขัน (ผู้ได้รับฉายาจาก “อิงอร” นักประพันธ์สำนวนหวานปานน้ำผึ้งว่า “บุษบาท่าพระจันทร์”) ทวีสุข ทองถาวร (จากคณะนิติศาสตร์ด้วยกันกับ เนาวรัตน์)และ ดวงใจ (หรือเธอผู้ใช้นามปากกาว่า) ปิ่นฤทัย รวิปรีชา เพื่อนร่วมคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์กับ นิภา จนบัดนี้ยังไม่มีนักกลอนใดที่ลบชื่อ “สี่มือทอง” นี้ได้

 

สมัยโน้นมีกิจกรรมที่องค์กรทางสังคมมารองรับด้านกาพย์กลอน เช่น โทรทัศน์ไทยทีวี (ช่อง 4 บางขุนพรหม) ได้จัดรายการ “ลับแลกลอนสด” และการแข่งขันบทกลอน เช่น กลอนชาวบ้าน กลอนมืด กลอนจอหงวน ฯลฯ ซึ่งมีคุณูปการให้พวกเราเหล่านักกลอนได้เกิดในใจประชาชนที่นั่น พวกนักกลอนเองก็จัดกิจกรรม เช่น ลอยลำไปกับเรือเพลง (โดย สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ เป็นหัวเรือใหญ่) มีการจัด “ชุมนุมน้ำชาวันอาทิตย์” ให้เรามาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแทบทุกเดือน มีผลงานอันเป็นอนุสรณ์สำคัญ คือ นิราศกรุงเก่า ซึ่งเป็นนิราศเรื่องเดียวในวงวรรณกรรมไทย ที่มีนักกลอนร่วมสมัยร่วมแต่งเรื่องเดียวกัน 48 คน 52 นามปากกา นอกจากนั้น เรายังได้ดำเนินการจัดแสดงสักวาสืบทอดจากกวีรุ่นอาวุโสมาจนบัดนี้ นับว่าได้รักษาประเพณีการละเล่นทางวรรณศิลป์ไว้ได้อย่างงดงาม เท่าที่ผู้เขียนบันทึกไว้ร่วม หรืออาจเกินร้อยครั้งไปแล้ว

 

ที่สำคัญที่สุด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงสักวาร่วมกับกวีอาวุโสอย่างอาจารย์ มนตรี ตราโมท อาจารย์ เปลื้อง ณ นคร ท่านผู้หญิง สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา คุณหญิง กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นักกลอนร่วมสมัยทั้งอาจารย์ เสรี หวังในธรรม ศ. เกียรติคุณ นพ. พูนพิศ อมาตยกุล อาจารย์ สมประสงค์ ปิ่นจินดา หม่อมราชวงศ์อรฉัตร ซองทอง และผู้เขียน ได้โดยเสด็จหลายครั้ง นับเป็นพระกรุณาธิคุณและเป็นมงคลยิ่งแก่นักกลอนอย่างพวกเรา และวงวรรณกรรมปัจจุบัน

 

ในบรรดานักกลอนร่วมสมัย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นับว่ามีผลงานเด่นมากมาย นับแต่มีงานกลอนรวมกับเพื่อนร่วมสมัย เช่น สายขวัญ คำหอม ริ้วป่านสีทอง หางนกยูง 1 หางนกยูง 2 ฯลฯ และเมื่อมีผลงานรวมเล่มของเขาเอง ก็ได้รับความนิยมตลอดมา เช่น คำหยาด (พิมพ์ครั้งที่ 10 ปี 2554) เพียงความเคลื่อนไหว หนังสือที่ทำให้เขาเป็นกวีคนแรกที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรท์) ปี 2523 (พิมพ์ครั้งที่ 13 ปี 2554) นอกนั้นยังมีรวมบทกวีเล่มหึมา 2 เล่ม คือ เขียนแผ่นดิน เขียนแผ่นดินลาว ซึ่งจะเป็นแบบฉบับให้กวีรุ่นหลังศึกษาและดำเนินรอยตามได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีรวมบทกวีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายอีกหลายเล่ม เช่น อาทิตย์ถึงจันทร์ (บันทึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้รับรางวัลพิเศษจากธนาคารกรุงเทพจำกัด) ชักม้าชมเมือง (เขียนเป็นโคลงดั้นทั้งเล่ม ได้รับรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือ 2531) เช่นเดียวกับ เพลงขลุ่ยผิว (2527) และ ก.ข.ขับขาน (2527) และข้อเขียนร้อยแก้วอีก กว่า 20 เล่ม ทั้งในเชิงธรรมะ ปรัชญา และความเรียงภาษาร้อยแก้วอันงดงาม

 

นอกจากนั้น ยังเป็นกวียุคปัจจุบันที่มีงานหลายชุดหลายบท ได้รับคัดเลือกให้ใช้ประกอบการเรียน เช่น กลอนชุด วารีดุริยางค์ (เป็นหนังสือเรียนนอกเวลา) นกขมิ้น ความคิดในดอกบัว และบางบทจาก แผ่วผ่านธารน้ำไหล โดยเฉพาะที่รวมเล่ม นอกจากที่กล่าวแล้ว เช่น เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว จารึก รศ. ๒๐๐ ประคำกรอง ตากรุ้งเรืองโพยม ข้างคลองคันนายาว (ที่ยังเป็นคอลัมน์ที่คนอ่านติดใจทุกวันอาทิตย์ในเดลินิวส์รายวัน) แว่วไหวในสายลม ขับไม้มโหรี เหมือนข่าวความรักจักมา ฯลฯ

 

จึงไม่เหนือความคาดหมายที่เขาได้รับเชิดชูเกียรติยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติในปี 2536 ปีเดียวกับกวีอาวุโส ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (อุชเชนี) เมื่อายุได้ 54 ปี

 

เมื่อวันที่มีกิจกรมเชิดชูเกียรติในวาระ 6 รอบนักษัตร เราได้เขียนบทกวีให้เขาในหัวข้อว่า

 

“มาลัยเนาวรัตน์” ดังนี้ “มาลัยเพชรเก็จเก้าเนาวรัตน์ มณีแซมแจ่มจรัสประภัสสร มรกตรจเรขเสกสรรพร บุษราคัมกำจรขจิตขจี โกเมนก่ำกำกลโกมลมาศ บุปผชาติร้อยระยับสลับสี นิลกาฬก่องประกายเพริศพรายดี เรียงมาลีมุกดาหารตระการตา รุ้งเพทายรายล้อมอ้อมกลีบแก้ว ไพฑูรย์แพร้วพรายพรรณจรรโลงหล้า คล้องรับขวัญคีตกวีศรีวรรณนา เป็นมาลาร้อยรักจากดวงใจ แด่กวีศรีรัตนโกสินทร์ ร้อยมาลินเรียงจินดาพาสดใส แด่กวี ”ศรีบูรพา” ก้าวหน้าไกล แด่กวี ”ซีไรท์” ในเบื้องบรรณ ส่งมาลัยแก้วเก้า “เนาวรัตน์” สร้อยมนัสแซมสลับมารับขวัญ หกรอบ “ศิลปินชาติ” ปราชญ์วงวรรณ สืบเผ่าพันธุ์วรรณศิลป์ตราบดินฟ้า”- ด้วยรัก จาก อรฉัตร-ประยอม ซองทอง

 

ตั้งแต่รู้จักกันมากกว่ากึ่งศตวรรษ เนาวรัตน์ เป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลาย เป็นมิตรที่เราไม่เคยผิดหวัง ไม่ว่าร่วมกิจกรรมใด นับตั้งแต่ไปเล่นกลอนด้วยกัน โดยเฉพาะเวลาบอกสักวาตัวละครเอกในวรรณคดี บทไหว้ครู หรือบทลา เขามีทีเด็ดให้น้องๆ นักศึกษา และครูบาอาจารย์ ตลอดผู้ชมทั่วไปปรบมือกึกก้องด้วยความชอบใจและชื่นชมยิ่งเสมอ แม้ว่าตอนหลังๆ นี้ เขาจะมีภาระไปร่วมกิจกรรมที่วงการต่างๆ เรียกร้องต้องการ จนแทบไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตัวเอง และครอบครัว แต่ถ้าเขาสามารถหาช่วงเวลาได้สักเล็กน้อยคราใด เขาจะตะเกียกตะกายไปกับเราให้ได้ ไม่ปฏิเสธให้ใครผิดหวัง มีเสมอที่บางวัน เขาเดินทางข้ามหลายจังหวัด

 

ในวาระที่เขามีอายุครบ 72 ปีหรือ 6 รอบนักษัตร ในวันที่ 26 มีนาคม 2555 เขาได้วิจารณ์ตัวเองไว้อย่างน่ารักยิ่งดังนี้ “พ่อแม่ตั้งชื่อว่า “เนาวรัตน์” หมายมงคลนามภิวัฒน์ปรารถนา เกิดขึ้นตาม “ธรรมชาติ” ไม่คลาดคลา ธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน ได้เรียนโลกเรียนธรรมตามกระบวน ไม่ครบถ้วนพอสังเกตรู้เหตุผล เติบโตตาม “ธรรมทัศน์” ตัดตัวตน ค่อยใช้ความเป็นคนประคับประคอง ทำดีทำไม่ดีเท่าที่ได้ ตามเหตุตามปัจจัยอันให้ช่อง วิถี “ธรรมสัจจะ” เป็นครรลอง ไม่เรียกร้องไม่ระย่อไม่รอรี “ธรรมชาติ ธรรมทัศน์ ธรรมสัจจะ” คือวิชชาจารณะกำหนดวิถี คือความเป็นเช่นนั้นเป็นเช่นนี้ คือความดีความจริงสิ่งงดงาม ยกเลิกอายุไม่ยึดมั่น เป็นอยู่กับปัจจุบันอันหลากหลาม ได้รู้ร้อนรู้เย็นเป็นไปตาม สมมตินาม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ฯ”

 

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย พระบรมเดชานุภาพแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โปรดคุ้มครองให้ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นกวีศรีรัตนโกสินทร์ต่อไปอีกตราบนานเท่านาน



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2555
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/B3S4y
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th