บทความ

บีเอมดับเบิลยู + เมร์เซเดส-เบนซ์


รถแนวคิดตระกูล “ไอ” คันที่ 3

เปิดผ้าคลุมแล้วที่เมืองมังกร

อยากเป็นเจ้าของต้องรอ 3 ปี

เยอรมนี-เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” เปิดเผยรายละเอียด และโฉมหน้าของรถแนวคิดตระกูล “ไอ” แบบที่ 3 เป็นรถสปอร์ทเปิดประทุนขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 คอนเซพท์ สไปเดอร์ (BMW I8 CONCEPT SPYDER) รวมทั้งได้นำรถตัวจริงเสียงจริงออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนไปแล้ว ที่งานมหกรรมยานยนต์ปักกิ่งครั้งล่าสุด เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ยังไม่ทันครบ 1 ปี หลังจากเปิดเผยโฉมหน้าของรถแนวคิดตระกูล “ไอ” 2 แบบแรก คือ บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 คอนเซพท์ (BMW I3 CONCEPT) และ บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 คอนเซพท์ (BMW I8 CONCEPT) เมื่อกลางปีกระต่าย เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เอง ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์ ก็ยืนยันความตั้งใจจริงในการผลิตรถประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปิดเผยรายละเอียดและโฉมหน้าของรถแนวคิดตระกูล “ไอ” แบบที่ 3 เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 คอนเซพท์ สไปเดอร์ (BMW I8 CONCEPT SPYDER) ที่มีสมรรถนะความเร็วไม่น้อยหน้ารถสปอร์ทระดับซูเพอร์คาร์ แต่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่ารถเก๋งขนาดเล็กกะทัดรัด เป็นรถที่แหล่งข่าววงในยืนยันว่าภายในปี 2015 จะเปลี่ยนสภาพจากรถแนวคิดเป็นรถในสายการผลิตแน่นอน

รถแนวคิดตระกูล “ไอ” คันที่ว่า มีขนาดตัวถังยาว 4.480 ม. กว้าง 1.922 ม. สูง 1.208 ม. และมีน้ำหนักตัวพร้อมขับที่เบาเป็นพิเศษ คือ แค่ 1,630 กก. เนื่องจากชิ้นส่วนตัวถังส่วนที่เป็นห้องผู้ขับและผู้โดยสาร ทำจากวัสดุสังเคราะห์มวลเบาซึ่งมีเรียกในภาษาอังกฤษว่า CFRP หรือ CARBON-FIBRE-REINFORCED PLASTIC และส่วนอื่นๆ ทำจากอลูมิเนียม ซึ่งก็เป็นวัสดุมวลเบาเช่นกัน รูปทรงองค์เอวของตัวถังภายนอก มีจุดเด่นสะดุดตามากมาย เช่น ประตูข้างไร้หน้าต่างที่เปิดแบบพลิกขึ้นข้างหน้า และรูจมูกรูปไตที่เปิดโล่งเพื่อผลลัพธ์ทางอากาศพลศาสตร์

ที่น่าสนใจไม่แพ้รูปทรงองค์เอว และรายละเอียดของตัวถัง คือ ระบบขับ เป็นระบบขับแบบไฮบริด ชนิดที่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า PLUG-IN HYBRID เป็นระบบที่ค่ายนี้ออกแบบ และพัฒนาขึ้นเอง โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซิน 3 สูบเรียง 1.5 ลิตร 164 กิโลวัตต์/223 แรงม้า ขับล้อคู่หลัง และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 96 กิโลวัตต์/131 แรงม้า ซึ่งรับพลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขับล้อคู่หน้า เป็นระบบขับไฮบริดที่ทำงานได้ 3 แบบโดยอัตโนมัติ เพื่อให้รับกับสภาพการขับขี่ คือ ขับเฉพาะล้อหน้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ขับเฉพาะล้อหลังด้วยเครื่องยนต์ และขับทุกล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า/เครื่องยนต์

ในกรณีขับด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เมื่อประจุไฟเต็มหม้อด้วยไฟบ้าน โดยใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง 45 นาที รถจะวิ่งได้ไกล 27-30 กม. ส่วนในกรณีทำงานร่วมกันทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ รถจะมีกำลังสูงสุด 260 กิโลวัตต์/354 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตร/56.1 กก.-ม. สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ที่เยี่ยมยอดมาก คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ซึ่งต่ำเพียง 3.0 ลิตร/100 กม. หรือ 33.3 กม./ลิตร เท่านั้นเอง

 

ยักษ์ใหญ่เอาใจเศรษฐีจีน

เปิดตัว ซีรีส์-3 ตัวถังยาว

มีให้เลือกใช้รวม 3 รุ่น

เยอรมนี/สาธารณรัฐประชาชนจีน-ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์หวังดูดเงินเศรษฐีใหม่ในเมืองมังกร เปิดตัวรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-3 (BMW 3-SERIES) รุ่นพิเศษ ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับตลาดจีน มีตัวถังและช่วงฐานล้อยาวกว่ารถรุ่นสามัญถึง 11.0 ซม. จะใช้โรงงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นที่ผลิต และมีรถให้เลือกใช้รวม 3 โมเดล

ผู้ผลิตรถหรูเจ้าของเครื่องหมายการค้า “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ซึ่งเคยเอาอกเอาใจผู้ใช้รถเงินถุงเงินถังในสาธารณรัฐประชาชนจีนมาก่อนแล้วด้วยรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-5 (BMW 5-SERIES) รุ่นพิเศษ ซึ่งมีตัวถัง และช่วงฐานล้อยาวกว่ารถอนุกรมเดียวกันที่ขายอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ถึง 14.0 ซม. งัดกลยุทธ์เดิมขึ้นมาใช้อีกครั้งหนึ่ง โดยเปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-3 (BMW 3-SERIES) รุ่นพิเศษ ที่ออกแบบ และพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับตลาดจีน และนำรถตัวจริงเสียงจริงออกอวดตัวไปแล้วที่งาน AUTO CHINA 2012 หรือ มหกรรมยานยนต์ปักกิ่งครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 23 เมษายน-2 พฤษภาคม 2012 เป็นรถที่ออกแบบและพัฒนาในเยอรมนี แต่จะใช้โรงงานที่เมืองเชนยาง (SHENYANG) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นที่ผลิต เป็นโรงงานที่เริ่มการผลิตรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2003 จากการร่วมทุนระหว่างยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์บริลเลียนศ์ (BRILLIANCE) ของจีน

ตัวถังซีดานขนาดกะทัดรัดของ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-3 รุ่นพิเศษ ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาเยอรมันว่า BMW 3ER LIMOUSINE LANGVERSION และเรียกในภาษาอังกฤษว่า BMW 3-SERIES SEDAN LONG WHEELBASE VERSION ดัดแปลงเพียงเล็กน้อยจากตัวถังซีดานของรถรุ่นสามัญซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 6 และเพิ่งออกโชว์รูมเมื่อตอนต้นปี จุดใหญ่ใจความคือการเพิ่มขนาดความยาวของช่วงฐานล้อและตัวถัง 110 มม. ทำให้ช่วงฐานล้อยืดจาก 2.810 เป็น 2.920 ม. และขนาดความยาวเพิ่มจาก 4.624 เป็น 4.734 ม. ในขณะที่ยังคงกว้าง 1.811 ม. เท่าเดิม และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศอยู่ระหว่าง 0.29-0.30 เช่นเดิม การขยายขนาดความยาวดังกล่าวข้างต้น ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์บอกว่า ไม่เพียงแต่ส่งผลในการเพิ่มพื้นที่วางแข้งวางเข่าของผู้โดยสารบนเบาะหลังเท่านั้น หากยังมีผลเป็นอย่างมากในการเสริมสร้างความหรูหราสง่างามของตัวรถ

จะมีรถให้เศรษฐีเมืองจีนเลือกใช้ตามขนาดเครื่องยนต์รวม 3 โมเดล คือ BMW 320LI ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,997 ซีซี 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า BMW 328LI ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,997 ซีซี 180 กิโลวัตต์/245 แรงม้า และ BMW 335LI ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบเรียง 2,979 ซีซี 225 กิโลวัตต์/306 แรงม้า ทุกโมเดลถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ STEPTRONIC และมีระดับการตกแต่ง/อุปกรณ์ให้เลือกใช้ 3 แบบ คือ BASIC VERSION-LUXURY LINES-MODERN LINES

 

จีแอล-คลาสส์ รุ่นใหม่เปิดตัวแล้ว

ขนาดตัวถังโตขึ้นแต่น้ำหนักเบาลง

ออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ก่อนสิ้นปี

เยอรมนี/สหรัฐอเมริกา-เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ดาวสามแฉก” ใช้งานแสดงรถยนต์ในเมืองมะกันเปิดตัวรถกิจกรรมกลางแจ้งสุดหรู เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอล-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ GL-CLASS) รุ่นใหม่ มีขนาดตัวถังโตกว่ารถรุ่นเดิมในทุกมิติ แต่น้ำหนักตัวกลับเบาลง เกือบ 100 กก. แถมกินน้ำมันน้อยลงถึงร้อยละ 19

ที่งาน 2012 NEW YORK INTERNATIONAL AUTO SHOW หรือ มหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 6-15 เมษายน 2012 ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถหรูติดตรา “ดาวสามแฉก” เรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้อย่างล้นหลาม ด้วยการนำผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องออกอวดตัวหลายชิ้น และชิ้นที่เรียกได้ว่าเป็นจุดโฟคัสของงาน คือ รถกิจกรรมกลางแจ้ง เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอล-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ GL-CLASS) รุนใหม่ ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้

เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่ระดับสุดหรู ที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์กำลังจะบรรจุเข้าสู่สายการผลิตซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองทัสกาลูซา (TUSCALOOSA) ในรัฐอลาบามาของสหรัฐอเมริกา แทนที่รถรุ่นแรก ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 2006 ตัวถังทรง 2 กล่องที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่หัวจรดหาง มีขนาดโตกว่ารถรุ่นเดิมเล็กน้อยในทุกมิติ คือ ยาว 5.120 ม. กว้าง 2.141 ม. และสูง 1.850 ม. เทียบกับรถรุ่นเดิมซึ่งยาว 5.099 ม. กว้าง 2.123 ม. และสูง 1.840 ม. ส่วนช่วงฐานล้อยังคงเดิม คือ 3.075 ม. จุดที่น่าสังเกตก็คือ ตัวถังมีขนาดโตขึ้นแต่น้ำหนักตัวกลับลดลง ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นผลลัพธ์จากการนำโลหะมวลเบามาใช้ในหลายๆ จุด เช่น การใช้ฝากระโปรงหน้าอลูมิเนียม และชิ้นส่วนตามขวางหลายชิ้นทำจากแมกนีเซียม

เป็นรถที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 7 คน (2+3+2) และผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทั้ง 3 แถว จะมีช่วงว่างเหนือศีรษะพื้นที่ระดับข้อศอก และพิ้นที่ระดับไหล่กว้างกว่ารถรุ่นเดิมอย่างรู้สึกได้ชัด แถมยังมีระบบ EASY-ENTRY ที่ช่วยให้ผู้โดยสารในแถว 3 สามารถขึ้น/ลงรถได้โดยสะดวกอีกต่างหาก ส่วนห้องเก็บของท้ายรถก็กว้างขวางกว่าเดิม คือ อยู่ระหว่าง 680 ถึง 2,300 ลิตร

จะออกโชว์รูมทั้งในเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถแบบนี้ก่อนสิ้นปีงูใหญ่ โดยมีรถให้เลือกใช้เพียง 2 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ GL 350 BLUETEC 4MATIC กับ MERCEDES-BENZ GL 500 4MATIC BLUEEFFICIENCY โมเดลแรกติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,987 ซีซี 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ใน 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 7.4-8.0 ลิตร/100 กม. หรือ 12.5-13.5 กม./ลิตร และอัตราคาร์บอนไดออกไซด์ 192-209 กรัม/กม. ส่วนโมเดลหลังใช้เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,663 ซีซี 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 11.3-11.6 ลิตร/100 กม.หรือ 8.6-8.8 กม./ลิตร และอัตราคาร์บอนไดออกไซด์ 262-269 กรัม/กม.

 

จี-คลาสส์ รุ่นผัดหน้าทาปาก

มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ

ออกโชว์รูมเดือนมิถุนายน

เยอรมนี-ค่าย “ดาวสามแฉก” ยืดอายุรถกิจกรรมกลางแจ้งแก่ง่ายตายยาก เมร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ G-CLASS) อวดโฉมรถที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ “ยกหน้า” พร้อมประกาศยืนยันเดือนมิถุนายนนี้จะออกตลาดในเมืองเบียร์ โดยมีตัวถังให้เลือก 2 แบบ

เพียง 1 สัปดาห์ หลังจากใช้งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คในสหรัฐอเมริกาเป็นที่เปิดตัวรถกิจกรรมกลางแจ้งรุ่นใหม่ 2 รุ่น คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอล-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ GL-CLASS) และ เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลเค-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ GLK-CLASS) ดังที่รายงานข่าวไปแล้ว ในช่วงที่คนรักรถในเมืองไทยกำลังเตรียมตัวที่จะสนุกสนานกับเทศกาลสงกรานต์นี่เอง ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ก็เปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถใหม่อีกแบบหนึ่ง คราวนี้เป็นคิวของรถที่อยู่ในสายการผลิตมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ และรู้จักกันดีทั่วโลก คือรถกิจกรรมกลางแจ้งพันธุ์แท้ เมร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ G-CLASS)

เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ดาวสามแฉก” เริ่มบรรจุรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ เข้าสู่สายการผลิตซึ่งอยู่ในประเทศออสเตรียเมื่อปี 1979 และปรับปรุงทั้งขนานใหญ่และขนานเล็กมาแล้วหลายครั้ง จนรถอนุกรมนี้เปลี่ยนสภาพจากรถที่ออกแบบสำหรับการใช้งานที่เน้นการลุยอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า PRACTICALLY-ORIENTED OFF-ROAD SPECIALIST เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับสุดหรูที่มีสมรรถนะการขับขี่เหมือนรถเก๋งซาลูนระดับพรีเมียม

การปรับปรุงครั้งล่าสุดนี้ มีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยในส่วนของตัวถังภายนอก จุดที่จะสังเกตเห็นได้ชัดมีอยู่เพียง 2 จุดเท่านั้น คือ การติดตั้งดวงไฟ LED สำหรับการขับตอนกลางวัน และการเพิ่มไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในห้องโดยสาร เช่น แผงหน้าปัดอุปกรณ์ และคอนโซลกลางที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด กับการติดตั้งระบบสื่อสารเริงรมย์ COMAND เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกโมเดล

เดือนมิถุนายนนี้จะออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ โดยมีตัวถังให้เลือกใช้รวม 2 แบบ คือ ตัวถัง 5 ประตู 7 ที่นั่ง กับตัวถังเปิดประทุน 5 ที่นั่ง ตัวถังแบบแรกมีรถให้เลือกตามขนาดเครื่องยนต์รวม 4 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ G 350 BLUETEC (ติดป้ายค่าตัว 85,311 ยูโร) MERCEDES-BENZ G 500 (99,948 ยูโร) MERCEDES-BENZ G 63 AMG (137,504 ยูโร) และ MERCEDES-BENZ G 65 AMG (264,180 ยูโร) ส่วนตัวถังแบบหลังมีโมเดลเดียว คือ MERCEDES-BENZ G 500 CABRIOLET ซึ่งติดป้ายค่าตัว 100,900 ยูโร

ที่น่าสนใจที่สุด คือ MERCEDES-BENZ G 65 AMG ซึ่งติดตั้งเครื่องไบเทอร์โบ DOHC วี 12 สูบ 5,980 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 450 กิโลวัตต์/612 แรงม้า ที่ 4,300-5,600 รตน. เป็นตัวเลขที่ทำให้ผู้ผลิตกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า รถโมเดลนี้เป็น THE MOST POWERFUL SERIES-PRODUCED CROSS-COUNTRY VEHICLE IN THE WORLD หรือ “รถลุยที่ทรงพลังที่สุดในโลก” แต่ข้อเสียอย่างฉกรรจ์ของรถแรงโมเดลนี้ คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 17.0 ลิตร/100 กม. หรือ 5.9 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 397 กรัม/กม.

นี่ก็เป็นผลงานที่เพิ่งเปิดตัวของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” เช่นกัน แต่การเปิดตัวไม่ได้กระทำในเมืองแม่ หากเป็นที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 6-15 เมษายน 2012 เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้ง บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 1 (BMW X1) ที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และกำลังจะออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวถังภายนอกมีอยู่มากมายหลายจุด ตัวอย่าง คือ ส่วนล่างของตัวถังที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด กันชนหน้า และกันชนหลังเปลี่ยนใหม่ยกชุด และดวงโคมไฟหน้า หน้าตาเหมือนเดิม แต่กราฟิคภายในเปลี่ยนไป ภายในห้องโดยสารก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายจุดเช่นกัน ที่เห็นได้ชัด คือ คอนโซลกลางและช่องอากาศที่หน้าตาเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย กับการเพิ่มเติมอุปกรณ์ตกแต่งหลายรายการ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 1 เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กที่สุดในสายการผลิตของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ รถอนุกรมนี้เริ่มออกโชว์รูมในเมืองแม่เมื่อเดือนตุลาคม 2009 โดยใช้โรงงานที่เมืองไลพ์ซิก (LEIPZIG) ในเยอรมนีตะวันออกเป็นที่ผลิต

ทั้ง 3 ภาพนี้คือผลงานใหม่ของค่าย “สี่ห่วง” ที่น่าจะโดนจิตโดนใจคนรักสีเขียว เพราะเป็นรถระดับสุดหรูที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและปล่อยไอพิษไม่มาก เพิ่งออกโชว์รูมในเมืองเบียร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยติดป้ายชื่อ เอาดี เอ 8 ไฮบริด (AUDI A8 HYBRID) และมีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถังมาตรฐาน ซึ่งยาว 5.140 ม. กับตัวถังฐานล้อยาว ซึ่งยาว 5.270 ม. ทั้ง 2 ตัวถัง ใช้ระบบขับล้อหน้าแบบไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,984 ซีซี 155 กิโลวัตต์/211 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งรับพลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ขนาด 1.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้กำลังรวมสูงสุด 180 กิโลวัตต์/245 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร/49.0 กก.-ม. สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม. โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ต่ำเพียง 6.3 ลิตร/100 กม. หรือ 15.9 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 147 กรัม/กม. ค่าตัวของรถตัวถังมาตรฐาน คือ 77,700 ยูโร หรือประมาณ 3.3 ล้านบาทไทย และ 85,400 ยูโร สำหรับตัวถังฐานล้อยาว

นี่ก็เป็นผลงานใหม่ที่ค่าย “ดาวสามแฉก” เพิ่งนำออกอวดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาเช่นกัน เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้ง เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลเค-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ GLK-CLASS) รุ่นที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ที่ค่ายนี้เพิ่งบรรจุเข้าสู่สายการผลิต ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองบเรเมน (BREMEN) ในเยอรมนี แทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งเริ่มออกตลาดเมื่อเดือนตุลาคม 2008 ออกโชว์รูมไปเรียบร้อยแล้วโดยมีรถให้เลือกใช้รวม 7 โมเดล คือ GLK 200 CDI BLUEEFFICIENCY (ดีเซล 143 แรงม้า/ขับล้อหลัง) GLK 220 CDI BLUEEFFICIENCY (ดีเซล 170 แรงม้า/ขับล้อหลัง) GLK 220 CDI 4MATIC BLUEEFFICIENCY (ดีเซล 170 แรงม้า/ขับทุกล้อ) GLK 220 BLUETEC 4MATIC (ดีเซล 170 แรงม้า/ขับทุกล้อ) GLK 250 BLUETEC 4MATIC (ดีเซล 204 แรงม้า/ขับทุกล้อ) GLK 350 CDI 4MATIC BLUEEFFICIENCY (ดีเซล 265 แรงม้า/ขับทุกล้อ) และ GLK 350 4MATIC BLUEEFFICIENCY (เบนซิน 306 แรงม้า/ขับทุกล้อ) สนนราคาค่าตัวอยู่ระหว่าง 36,235-50,099 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1.52-2.10 ล้านบาทไทย

ทั้ง 3 ภาพนี้ ก็เป็นรถสัญชาติเยอรมันที่เพิ่งออกจำหน่ายในเมืองเบียร์เช่นเดียวกัน แต่เป็นผลงานของค่าย โฟล์คสวาเกน ซึ่งเริ่มออกโชว์รูมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ปีงูใหญ่ โดยติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน พาสสัท ออลล์ทแรค (VOLKSWAGEN PASSAT ALLTRACK) ตัวถังยาว 4.771 ม. กว้าง 1.820 ม. และสูง 1.550 ม. พัฒนาจากตัวถังหน้าตาคล้ายคลึงกันของรถตรวจการณ์ โฟล์คสวาเกน พาสสัท วาเรียนท์ (VOLKSWAGEN PASSAT VARIANT) โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหลายจุดเพื่อให้มีรูปลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่เหมือนรถกิจกรรมกลางแจ้ง มีทั้งแบบขับล้อหน้าและขับทุกล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 4 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,798 ซีซี 118 กิโลวัตต์/160 แรงม้า เครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,984 ซีซี 155 กิโลวัตต์/210 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,968 ซีซี ซึ่งปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้กำลังสูงสุด 103 กิโลวัตต์/140 แรงม้า กับแบบให้กำลังสูงสุด 125 กิโลวัตต์/170 แรงม้า สนนราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 33,450 ยูโร หรือประมาณ 1.40 ล้านบาทไทย



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2555
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/2HFAY
อัพเดทล่าสุด
10 Sep 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,090,000
2.
2,229,000
3.
779,000
4.
3,590,000
6.
1,316,000
7.
1,749,000
8.
1,699,000
10.
3,299,000
11.
5,399,000
12.
6,799,000
13.
3,249,000
14.
4,980,000
15.
53,500,000
17.
3,600,000
18.
13,339,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

0.22
0.22
AUDI A1 SPORTBACK รถเล็กแต่หรูของค่าย “สี่ห่วง” เปลี่ยนรุ่นครั้งแรก
AUDI A1 SPORTBACK รถเล็กแต่หรูของค่าย “สี่ห่วง” เปลี่ยนรุ่นครั้งแรก
VOLVO S60 รถสายพันธุ์ยุโรปเหนือผลิตในสหรัฐอเมริกา
2,327
SUZUKI JIMNY เอสยูวี พันธุ์แท้ขนาดจิ๋วสุดของเมืองปลาดิบ
SUZUKI JIMNY เอสยูวี พันธุ์แท้ขนาดจิ๋วสุดของเมืองปลาดิบ
BMW 8-SERIES COUPE เขาบอกว่าซื้อคันเดียวเหมือนได้รถ 2 คัน