บทความ

SUPERMINI CAR & SUBCOMPACT CAR


อีโคคาร์ตัวจริงเสียงจริง
TOYOTA YARIS HYBRID

จำได้ว่าสมัยที่ยังสวมกางเกงขาสั้นสีดำเสื้อเชิร์ทแขนสั้นสีขาว และมือขวาหิ้วกระเป๋าใส่หนังสือใบโต ราคาของเบนซินซูเพอร์ที่ซื้อขายกันตามปั๊ม ถูกกว่าราคาของน้ำเปล่าที่ใส่ขวดขายกันอยู่ในเวลานี้หลายเท่าตัว เติมเต็มถัง 50 ลิตร แล้วส่งแบงค์ 100 ให้เด็กปั๊มไปใบเดียว ยังมีเงินทอนหลายบาท จำได้ด้วยว่า ตอนนั้นประเทศไทยของเรายังมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชาย และไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

วันคืนผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ วันนี้เราได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง แม้ว่าบางคนอาจไม่ได้เลือก และที่คนไทยหลายล้านคนชื่นอกชื่นใจกันเหลือเกิน คือ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิง น้ำมันเชื้อเพลิงสารพัดชนิดยังมีขายตามปั๊ม แต่ขอโทษเถอะ ! แบงค์ 100 หนึ่งใบ ซื้อน้ำมันได้แค่ 2 ลิตร น้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพง รถยนต์ก็น่าจะขายได้น้อยเนอะ ใครว่า ขายกันระเบิดระเบ้อ โดยเฉพาะรถขนาดเล็ก และประหยัดเชื้อเพลิง อย่างที่เรียกทับศัพท์จนติดปากกันไปแล้วว่า “อีโคคาร์” บางรายวางเงินจองวันนี้ กว่าจะได้รถก็ปีหน้าโน้น

เดือนนี้ “ระเบียงรถใหม่” นำเสนอรถขนาดเล็กล้วนๆ เป็นรถอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUPERMINI CAR และ SUBCOMPACT CAR ซึ่งเล็กกว่ารถขนาดเล็กกะทัดรัดอย่าง COMPACT CAR หรือจะเรียกรวมๆ เพื่อให้เข้ากับยุคเข้ากับสมัยว่า “อีโคคาร์” ก็คงไม่ผิดกฎหมายมาตราใด

เริ่มกันที่ โตโยตา ยารีส ไฮบริด (TOYOTA YARIS HYBRID) รถใหม่เอี่ยมแกะกล่องที่ยักษ์ใหญ่เมืองยุ่นเพิ่งนำออกแสดงแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศยืนยันว่าจะใช้โรงงานที่เมืองวาลองเซียงส์ (VALENCIENNES) ในฝรั่งเศสเป็นที่ผลิต และเดือนพฤษภาคมจะนำรถตัวจริงเสียงจริงออกสู่โชว์รูมทั่วยุโรป

เป็นรถขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดที่พัฒนาจากรถ โตโยตา วิทซ์ (TOYOTA VITZ) รุ่นที่ 3 ซึ่งเริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคม 2010 โดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหลายๆ จุดทั้งภายนอกภายใน และจุดสำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนระบบขับ จากขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินเพียงอย่างเดียว เป็นขับแบบไฮบริดอย่างที่ค่ายนี้เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า HYBRID SYNERGY DRIVE ตัวถังแฮทช์แบค ยาว 3.905 ม. กว้าง 1.695 ม. และสูง 1.510 ม. ซึ่งออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ดีมาก คือ แค่ 0.286

ระบบขับแบบไฮบริดที่ใช้ในรถแบบนี้ ยักษ์ใหญ่ของเมืองยุ่นบอกว่าเป็นระบบที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนามาเป็นอย่างดี มีน้ำหนักเบาและขนาดเล็กกว่าระบบที่เคยใช้มาก่อนในรถแบบอื่นๆ เป็นระบบที่ใช้เครื่องยนต์ DOHC 4 สูบเรียง 1,497 ซีซี 55 กิโลวัตต์/55 แรงม้า (รหัสเครื่องยนต์ 1NZ-FXE) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 60 กิโลวัตต์/80 แรงม้า ซึ่งมีขนาดเล็กเป็นพิเศษเนื่องจากพันด้วยเส้นลวดแบบแบนไม่ใช้กลมเหมือนมอเตอร์ไฟฟ้าทั่วๆ ไป และได้พลังไฟจากแบทเตอรีนิคเคิล-เมทัลไฮดไรด์ (NICKEL-METAL HYDRIDE) ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้เก้าอี้ที่นั่งแถวหลังเคียงคู่กับถังน้ำมันเชื้อเพลิง ให้กำลังรวมสูงสุด 74 กิโลวัตต์/100 แรงม้า

ตามตัวเลขของผู้ผลิต รถไฮบริดที่ถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่องแบบนี้ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม. ใน 11.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 165 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่น่าทึ่ง คือ แค่ 3.5 ลิตร/100 กม. หรือ 28.6 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เยี่ยมยอดมาก คือ 79 กรัม/กม.

รถพวงมาลัยขวาซึ่งออกขายแล้วในอังกฤษ มีสีตัวถังให้เลือกใช้รวม 8 สี คือ สีขาว CIRRUS WHITE สีดำ ECLIPSE BLACK สีเทา DECUMA GREY สีเงิน TYROL SILVER สีแดง BURNING RED สีฟ้า SINTRA BLUE สีฟ้า DEEP AQUA และสีขาว GLACIER PEARL สนนราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 14,995 ปอนด์อังกฤษ หรือเท่ากับประมาณ 0.75 ล้านบาทไทย คือ แพงกว่ากันพอสมควรเมื่อเทียบกับรถรุ่นธรรมดา ซึ่งค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 9,995 ปอนด์อังกฤษ หรือเท่ากับประมาณ 0.50 ล้านบาทไทย

 

รถจิ๋วหน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม
VOLKSWAGEN UP!

ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนกันยายนปีกระต่าย มีรถใหม่ที่อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” อยู่หลายคัน แต่มีอยู่เพียงคันเดียวเท่านั้นที่คณะของเราทุกผู้ทุกคนรู้สึกเหมือนๆ กันว่า “โดนใจ” และอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ทำไมไม่มีรถแบบนี้ในบ้านเรา ? รถคันที่ว่านี้ ติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!)

เป็นรถขนาดจิ๋วอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUPERMINI CAR และเป็นรถที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์เพิ่งนำออกสู่โชว์รูมแทนที่รถระดับเดียวกันรุ่นเดิม คือ โฟล์คสวาเกน ฟอกซ์ (VOLKSWAGEN FOX) ซึ่งเป็นรถผลิตในบราซิล และเริ่มจำหน่ายในเยอรมนีเมื่อต้นปี 2005 ตอนที่อวดตัวครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท รถจิ๋ว โฟล์คสวาเกน อัพ ! มีตัวถังเพียงแบบเดียว คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.540 ม. กว้าง 1.645 ม. สูง 1.489 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ไม่เรียกว่ารถ 3 ประตู แต่กลับเรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า VOLKSWAGEN UP! 2 TUREN หรือ โฟล์คสวาเกน อัพ ! 2 ประตู นั่นเอง แถมยังบอกด้วยว่า ถ้าไม่ชอบใจรถที่มีประตูข้างแค่ 2 บาน ก็ต้องอดใจรอหน่อยไม่นานหรอก เพราะที่เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วก็คือ VOLKSWAGEN UP! 4 TUREN

เมื่อบอกให้รอก็ต้องรอ และก็ไม่นานจนเกินรอ เพราะเพียง 5-6 เดือนหลังจากนั้น คือ ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 เมื่อต้นเดือนมีนาคมปีงูใหญ่นี่เอง คนรักรถจิ๋วก็ได้ยลโฉมและสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของ โฟล์คสวาเกน อัพ ! ในตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ที่มีขนาดโตเท่ากับรถ 3 ประตูแฮทช์แบคในทุกมิติ คือ ยาว 3.540 ม. กว้าง 1.645 ม. และสูง 1.489 ม. หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถัง ก็น่าจะกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไป นอกจากสิ่งเดียวเท่านั้น คือ ประตูข้างที่เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว

ในเมืองแม่ คือ เยอรมนี ทั้งรถ 2 ประตู และรถ 4 ประตู แบ่งระดับการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส TAKE UP!-MOVE UP-HIGH UP! กับมีการตกแต่งแบบพิเศษให้เลือกใช้อีก 2 แบบ คือ BLACK UP! (ตัวถังสีดำ) กับ WHITE UP! (ตัวถังสีขาว) ทั้ง 3 ระดับมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด

เครื่องยนต์พื้นฐานเป็นเครื่อง DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า ซึ่งปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.5 ลิตร/100 กม. หรือ 22.2 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 105 กรัม/กม. โดยเฉลี่ย กับแบบใช้วิทยาการประหยัดเขื้อเพลิงและไอเสียสะอาดที่ค่ายนี้พัฒนาขึ้นเองและตั้งชื่อว่า BLUEMOTION TECHNOLOGY ทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยลดลงเป็น 4.1 ลิตร/100 กม.หรือ 24.4 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยเป็น 96 กรัม/กม. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าเลือกไม่ได้ เพราะมีแบบเดียว คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

เครื่องยนต์อีกขนาดหนึ่งเป็นเครื่อง DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ซึ่งก็ปรับแต่งเป็น 2 แบบเช่นกัน คือ แบบมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.7 ลิตร/100 กม.หรือ 21.3 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 108 กรัม/กม. โดยเฉลี่ย กับแบบใช้ BLUEMOTION TECHNOLOGY ซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.2 ลิตร/100 กม.หรือ 23.8 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัม/กม. ส่วนระบบเกียร์ก็มีแต่เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เช่นเดียวกัน

ทั้ง โฟล์คสวาเกน อัพ ! 2 ประตู และ โฟล์คสวาเกน อัพ ! 4 ประตู มีสีตัวถังให้เลือกใช้เพียง 6 สี คือ สีขาว WHITE สีฟ้า LIGHT BLUE สีเงิน LIGHT SILVER METALLIC สีเงินเข้ม DARK SILVER METALLIC สีแดง RED และสีดำมุก BLACK PEARL สนนราคาค่าตัวของรถ 2 ประตู อยู่ระหว่าง 9.850-13,450 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 0.41-0.56 ล้านบาทไทย หากต้องการประตูข้างเพิ่มอีก 2 บาน ก็ทำได้เลย หากยอมจ่ายเพิ่ม 475 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 20,000 บาท

 

ท่องนาครกับอีโคคาร์
SKODA CITIGO

คนรักรถที่ติดตามเรื่องเล่าใน “ระเบียงรถใหม่” มาโดยตลอด คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า สาธารณรัฐเชคประเทศที่มีเมืองหลวงสวยติดอันดับโลก มีอยู่ผลิตรถยนต์รายใหญ่อยู่เพียงรายเดียว คือ สโกดา ออโท (SKODA AUTO) ผู้ผลิตรถติดป้ายชื่อ สโกดา (SKODA) และก็คงจะทราบกันดีด้วยว่า ผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งเริ่มก่อตั้งกิจการเมื่อปี 1895 รายนี้ ปัจจุบันผู้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ คือ โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและของทวีปยุโรป

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกประหลาดใจแต่อย่างใด เมื่อพบว่า รถหลายแบบหลายรุ่นที่ติดป้ายยี่ห้อ สโกดา (SKODA) มีรูปลักษณ์และเทคโนโลยีที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันมากกับรถบางแบบบางรุ่นที่ติดป้ายยี่ห้อ โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) จนเป็นเรื่องที่พูดคุยกันโดยทั่วไปในหมู่คนรักรถเบี้ยน้อยหอยน้อยแต่ชอบใช้ของดีในหลายๆ ประเทศของทวีปยุโรปว่า “อยากจะซื้อรถ โฟล์คสวาเกน แต่สู้ราคาไม่ไหว ก็จงเดินไปที่โชว์รูมของรถ สโกดา”

รถจิ๋ว สโกดา ซิทีโก (SKODA CITIGO) ที่เห็นอยู่นี้ คือ ประจักษ์พยานหนึ่งที่ยืนยันความเป็นจริงข้างต้น กล่าวอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมไม่ค้อมและไม่เกรงไม่กลัวว่าจะมีใครนำไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย รถจิ๋ว สโกดา ซิทีโก (SKODA CITIGO) ก็คือ คู่แฝดคนละฝาของรถจิ๋ว โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) ที่เพิ่งผ่านตาไปนั่นเอง นั่งอยู่ในรถ ซิทีโก ก็ไม่ต่างอะไรกันนักกับนั่งในรถ อัพ ! ที่ต่างกันเห็นๆ ก็คือ เหลือเงินในกระเป๋ามากกว่า

เป็นรถที่ออกแบบและพัฒนามาพร้อมๆ กับรถคู่แฝด ขนาดตัวถังโตเท่ากัน รูปทรงองค์เอวก็ดูเหมือนๆ กัน แต่หน้าตาไปกันคนละคุ้งละแควเลยเพราะต่างคนต่างทำ เมื่อมองโดยรวมและโดยเฉพาะเมื่อมองจากด้านหน้า กล้าฟันธงโดยไม่รีรอว่า ค่ายเยอรมันทำได้ดีกว่าเยอะ

เช่นเดียวกับรถคู่แฝดคนละฝา สโกดา ซิทีโก มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.563 ม. กว้าง 1.641 ม. และสูง 1.478 ม. กับตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ซึ่งมีขนาดเท่ากันไม่มีผิดเพี้ยนทั้งความยาวความกว้างและความสูง ทั้ง 2 ตัวถังมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.33 และออกแบบให้นั่งได้เพียง 4 คน ถ้ามากกว่านี้คงต้องนั่งซ้อนตัก ตัวถังแบบแรกเริ่มออกโชว์รูมในสาธารณรัฐเชคก่อนสิ้นปีกระต่ายไม่กี่วัน ส่วนตัวถังแบบหลังเพิ่งอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมปีงูใหญ่ และมีกำหนดออกจำหน่ายในหลายๆ ประเทศของทวีปยุโรปเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน

ในเมืองแม่ รถจิ๋วแบบนี้มีสีตัวถังให้เลือกใช้รวม 6 สี คือ สีแดง CERVENA TORNADO สีขาว BILA CANDY สีเหลือง ZLUTA SUNFLOWER สีเขียว ZELENA SPRING METALIZA สีดำ CERNA DEEP สีเงิน STRIBRNA BRILLINT METALIZA และทั้ง 2 ตัวถังแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส ACTIVE-AMBITION-ELEGANCE ทั้งสามระดับมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 2 ขนาด คือ เครื่อง DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า กับเครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 999 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์มีเพียงแบบเดียว คือเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

โมเดลที่ติดตั้งเครื่องยนต์ 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 14.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.5 ลิตร/100 กม. หรือ 22.2 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 105 กรัม/กม. ส่วนโมเดลที่ติดตั้งเครื่องยนต์ 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ใน 13.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 171 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 4.7 ลิตร/100 กม.หรือ 21.3 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 108 กรัม/กม.

ตัวถัง 3 ประตู ค่าตัวเริ่มต้นที่ 179,900 คราวน์ หรือเท่ากับประมาณ 305,000 บาท ตัวถัง 5 ประตู แพงกว่ากันนิดหน่อย คือ เริ่มต้นที่ 189,900 คราวน์ หรือประมาณ 322,000 บาท

 

อีโคคาร์คู่เมืองกระทิง
SEAT MII

เซอัต เอสเอ (SEAT SA) บริษัทรถยนต์รายใหญ่เพียงรายเดียวของเมืองกระทิงดุซึ่งก่อตั้งกิจการเมื่อปี 1950 เป็นผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติอีกรายหนึ่ง ที่ปัจจุบันมีฐานะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในร่มเงาของยักษ์ใหญ่ โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) กรณีที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตรถยนต์แห่งสาธารณรัฐเชคจึงเกิดขึ้นกับผู้ผลิตรถยนต์รายนี้เช่นกัน นั่นก็คือ มีรถติดป้ายยี่ห้อ เซอัต (SEAT) หลายแบบหลายรุ่น ที่มีรูปลักษณ์เครื่องยนต์กลไกและเทคโนโลยีหลายอย่างเหมือนกับรถหลายแบบหลายรุ่นที่ติดป้ายยี่ห้อ โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) รวมทั้งไม่ใช่เรื่องผิดกฎผิดกติกาอะไร หากใครสักคนที่ยืนอยู่บนแผ่นดินของประเทศสเปนจะกล่าวว่า “รถ เซอัต ก็คือรถ โฟล์คสวาเกน ที่ติดป้ายลดราคา”

รถจิ๋ว เซอัต มีอิ (SEAT MII) ที่เห็นอยู่นี้ก็เช่นเดียวกับ สโกดา ซิทีโก (SKODA CITIGO) ที่เพิ่งผ่านตาไป คือเป็นคู่แฝดคนละฝากับรถจิ่ว โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) ที่ก็เพิ่งผ่านตาไปเช่นกัน เป็นรถขนาดเดียวกัน รูปทรงองค์เอวเหมือนกัน เครื่องยนต์กลไกก็ชุดเดียวกัน ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือหน้าตา ซึ่งมีจุดหลักอยู่ที่โคมไฟคู่หน้า แผงกระจังหน้า และกันชนหน้า เมื่อพิจารณาเฉพาะเรื่องหน้าตา โดยใช้ความทรงจำจากการที่ได้สัมผัสตัวมาแล้วครบทั้งสามแบบ และใช้วิธีการเดียวกับผู้ตัดสินกีฬาลูกกลมมีลมข้างใน คือไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ก็ได้คำตัดสินว่า ผลงานของค่ายเยอรมันดูดีกว่าเพื่อน รองลงไปยกรถของค่ายกระทิงดุ ซึ่งตั้งชื่อรุ่นยังกะเป็นรถที่นำเข้าจากเมืองยุ่น

เซอัต มีอิ ในตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.557 ม. กว้าง 1.641 ม. และสูง 1.478 ม. เริ่มออกโชว์รูมในเมืองกระทิงดุไม่กี่วันก่อนวันสิ้นปีกระต่าย พร้อมคำกล่าวอ้างสรรพคุณว่าเป็นรถจิ๋วที่เหมาะสมที่สุดกับชีวิตยุคใหม่ซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง เพราะเป็นรถที่คุ้มค่าคุ้มราคา รวมทั้งสามารถผสมผสานลักษณะการออกแบบสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัยและฝีมือการผลิต/ประกอบที่ชำนิชำนาญเข้าด้วยกันอย่างเหมาะเจาะ ส่วนตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบคซึ่งมีขนาดโตเท่ากันและหน้าตาก็เหมือนๆกัน คนรักรถในทวีปยุโรปและอีกไม่กี่คนที่เดินทางไปจากประเทศไทย เพิ่งได้สัมผัสตัวจริงก็ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง ตัวถังแบบหลังนี้จะยังไม่ออกโชว์รูมจนกว่าจะถึงต้นฤดูร้อนของปีงูใหญ่ คือไตรมาสที่สามของปี 2012

เซอัต มีอิ 3 ประตู ซึ่งจำหน่ายอยู่ในเมืองแม่ มีสีตัวถังให้เลือกใช้รวม 7 สี สีที่เลือกได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คือ สีแดง ROJO TORNADO สีแดงเหลือง AMARILLO SUNFLOWER กับ สีขาว BLANCO สีที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 350 ยูโร หรือประมาณ 14,700 บาท คือ สีดำ NEGRO DEEP สีเงิน PLATA REFLEX และ สีเทา PLATA LEAF ส่วนสีพิเศษที่ต้องจ่ายเพิ่ม 600 ยูโร หรือประมาณ 25,200 บาท คือ สีทอง TRIBU ส่วนการตกแต่งและอุปกรณ์ทำเป็น 4 ระดับ กำกับด้วยรหัส REFERENCE-STYLE-STYLE CHIC-STYLE SPORT

เซอัต มีอิ 3 ประตู ในเมืองกระทิง รวมทั้งที่กำลังจะส่งไปขายในประเทศอื่นๆ ทั่วยุโรป มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้เพียง 2 ขนาด เป็นเครื่องยนต์ที่จะพบได้เมื่อเปิดฝากระโปรงหน้าของรถคู่ฝาคู่แฝด โฟล์คสวาเกน อัพ ! คือ เครื่อง DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า ที่ปรับแต่งคุณลักษณ์ด้านการประหยัดเชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็น 2 แบบ กับเครื่อง DOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ซึ่งก็ปรับแต่งเป็น 2 แบบเช่นเดียวกัน ส่วนระบบเกียร์ก็เหมือนกับรถคู่ฝาคู่แฝด คือมีแต่เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

โมเดลที่ติดตั้งเครื่อง 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 14.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 161 กม./ชม. ส่วนโมเดลที่ใช้เครื่อง 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ตัวเลขเปลี่ยนเป็น 13.2 วินาที และ 172 กม./ชม. สนนราคาค่าตัวที่ซื้อขายกันในเมืองกระทิงควรคู่เป็นอย่างยิ่งกับคำว่า “อีโคคาร์” เพราะเริ่มต้นที่ 8,690 ยูโร หรือเท่ากับ 365,000 บาทไทยเท่านั้นเอง

 

รถเล็กๆ ที่ขายเป็นล้าน
SEAT IBIZA

นอกจากรถจิ๋ว เซอัต มีอิ (SEAT MII) ที่ผ่านตาไปแล้ว รถใหม่เอี่ยมแกะกล่องอีกแบบหนึ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์เมืองกระทิงดุนำออกแสดงแบบ WORLD PREMIERE หรือ”ครั้งแรกในโลก”ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือ เซอัต อีบิซา (SEAT IBIZA) รถขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัดซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในเมืองแม่และประเทศยุโรปอื่นๆ

ยอดผู้ผลิตรถยนต์ของเมืองกระทิงซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์นำรถติดป้ายชื่อ เซอัต อีบิซา (SEAT IBIZA) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสในฝรั่งเศสเมื่อปี 1984 ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ยังมีฐานะเป็นผู้ผลิตรถยนต์อิสระ รถรุ่นดังกล่าวเป็นผลงานจากความร่วมมือกับสำนักออกแบบอิตัลดีไซจ์น (ITALDESIGN) แห่งอิตาลี สำนักคาร์มันน์ (KARMANN) ของเยอรมนี และผู้ผลิตรถสปอร์ท โพร์เช (PORSCHE) ในช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษหลังจากนั้น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เพียงรายเดียวของเมืองกระทิงดุได้เปลี่ยนรุ่นรถเล็กอนุกรมนี้ไปแล้วรวม 3 ครั้งในปี 1993 2002 และ 2008 เมื่อนับจนถึงสิ้นปีที่เมืองไทยเกิดปัญหานายกรัฐมนตรีปูเอาน้ำไม่อยู่ รถอนุกรมนี้ขายในทุกตลาดไปแล้วประมาณ 4 ล้านคัน

ส่วนรถรุ่นใหม่ที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ ไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้ๆ อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ALL NEW GENERATION หรือ COMPLETELY NEW MODEL แต่เป็นรถรุ่นที่ 4 ซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองกระทิงดุเมื่อต้นปี 2008 และเพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เป็นครั้งแรก รถรุ่นนี้เป็นผลงานรังสรรค์ของทีมออกแบบที่มี ลุค ดงก์เคร์โวลเค (LUC DONCKERWOLKE) นักออกแบบชื่อดังชาวเบลเยียมเป็นผู้นำทีม และใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมทั้งพแลทฟอร์มชุดเดียวกับรถร่วมเครือ คือ โฟล์คสวาเกน โพโล (VOLKSWAGEN POLO) และ เอาดี เอ 1 (AUDI A1)

เช่นเดียวกับรถก่อนการปรับปรุง รถรุ่นล่าสุดนี้มีตัวถังให้เลือกถึง 3 แบบ คือ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ยาว 4.061/4.082 ม. กว้าง 1.693 ม. และสูง 1.441/1.445 ม. ซึ่งติดป้ายชื่อ เซอัต อีบิซา (SEAT IBIZA) ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ยาว 4.043/4.066 ม. กว้าง 1.693 ม. และสูง 1.424/1.428 ม. ซึ่งติดป้ายชื่อ เซอัต อีบิซา เอสซี (SEAT IBIZA SC) และตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ ยาว 4.236 ม. กว้าง 1.693 ม. และสูง 1.445 ม. ซึ่งติดป้ายชื่อ เซอัต อีบิซา เอสที (SEAT IBIZA ST)

ชุดที่ออกขายในเมืองกระทิงดุไปแล้วตั้งแต่เริ่มฤดูใบไม้ผลิซึ่งอยู่ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2012 ทั้งสามตัวถังมีการตกแต่งและอุปกรณ์ให้เลือกใช้รวม 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส REFERENCE-STYLE-FR และมีตัวถังให้เลือกใช้ถึง 12 สี คือ สีขาว BLANCO สีแดง ROJO EMOCION สีขาว BLANCO NEVADA สีเงิน PLATA ESTRELLA สีดำ NEGRO UNIVERSO สีเทา GRIS PIRINEOS สีแดง ROJO MONTSANT สีเขียว VERDE LIMA สีฟ้า AZUL APOLO สีครีม BEIGE BALEA สีฟ้า AZUL ALBA สีน้ำตาล BOAL สีฟ้า SPEED และ สีเหลือง TRIBU

ที่น่าจะถูกใจคนรักรถ “อีโคคาร์” ในเมืองกระทิงก็คือ เครื่องยนต์ซึ่งมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลายถึง 10 ขนาด เครื่องเบนซินซึ่งมีอยู่ 6 ขนาด มีตั้งแต่เครื่อง 1.2 ลิตร 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า จนถึงเครื่อง 1.4 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ส่วนเครื่องดีเซลซึ่งมีอยู่ 4 ขนาด มีตั้งแต่เครื่อง 1.2 ลิตร 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ไปจนถึงเครื่อง 2.0 ลิตร 105 กิโลวัตต์/143แรงม้า ระบบเกียร์ก็มีให้เลือกถึง 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 หรือ 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ

เสนอราคาค่าตัวที่ซื้อขายกันในเมืองแม่ เซอัต อีบิซา (SEAT IBIZA) เริ่มต้นที่ 12,470 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 524,000 บาทไทย เซอัต อีบิซา เอสซี (SEAT IBIZA SC) เริ่มต้นที่ 11,950 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 502,000 บาทไทย ส่วน เซอัต อีบิซา เอสที (SEAT IBIZA ST) ซึ่งค่าตัวแพงที่สุด เริ่มต้นที่ 15,380 ยูโร หรือประมาณ 646,000 บาทไทย

 

รถชื่อหมีเล็กดีรสโต
FIAT PANDA

มีรถขนาดเล็กกระจิริดกระจิ๋วหลิวสัญชาติอิตาเลียนสอดแทรกมาเพียงแบบเดียว เป็นรถผลิตในอิตาลีและโปแลนด์ ซึ่งในช่วงเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาสามารถจำหน่ายในตลาดทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 6.4 ล้านคัน รถเล็กที่ว่านี้ติดป้ายชื่อ เฟียต ปันดา (FIAT PANDA)

ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกะโรนีบรรจุ เฟียต ปันดา เข้าสู่สายการผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980 เป็นสายการผลิตของโรงงานที่เมืองตูรินซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ MIRAFIORI PLANT รูปทรงองค์เอวซึ่งมีบุคลิกเฉพาะตัวของรถรุ่นดังกล่าว เป็นผลงานของพระอาจารย์ โจร์เกตโต จูจาโร (GIORGETTO GIUGIARO) เจ้าสำนักอิตัลดีไซจ์น (ITALDESIGN) ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยสร้างผลงานเด่นดังให้แก่ค่ายนี้มาแล้วนับชิ้นไม่ถ้วน

เฟียต ปันดา รุ่นแรกอยู่ในสายการผลิตยาวนานถึง 23 ปี และมียอดผลิตสูงถึง 4.5 ล้านคัน ก่อนถูกปลดระวางเมื่อปลายปี 2003 พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของรถรุ่นที่ 2 ซึ่งย้ายสถานที่ผลิตไปกระทำที่โรงงานในเมืองตีชี (TYCHY) ของ FIAT AUTO POLAND แรกเริ่มเดิมทียักษ์ใหญ่ของเมืองมะกะโรนีตั้งใจจะเปลี่ยนชื่อรถรุ่นใหม่นี้เป็น เฟียต จินโก (FIAT GINGO) แต่ที่สุดกลับตัดสินใจใช้ชื่อเดิม เพราะเห็นว่าจะใกล้เคียงเกินไปกับชื่อรถ เรอโนลต์ ทวิงโก (RENAULT TWINGO) ของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอม รถรุ่นที่ 2 ซึ่งตัวถังยาวขึ้นประมาณ 13 ซม. นี้ สามารถกระทำในสิ่งที่รถรุ่นแรกทำไม่ได้ นั่นคือ การคว้ารางวัล EUROPEAN CAR OF THE YAER หรือ “รถแห่งปีของยุโรป” ประจำปี 2004

ส่วนรถที่นำมาให้ชื่นชมกันในเดือนแห่งการชุมนุมรถเล็กรถจิ๋วนี้ เป็นรถรุ่นที่ 3 เพิ่งอวดตัวแบบ WELTPREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งที่ 64 เมื่อกลางเดือนกันยายนปีกระต่าย และออกโชว์รูมในเมืองมะกะโรนีไปเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนมกราคมปีงูใหญ่ สถานที่ผลิตของรถรุ่นนี้ไม่ใช่โรงงานในโปแลนด์เหมือนรถรุ่นที่ 2 แต่เป็นโรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเนเปิลในอิตาลี

เช่นเดียวกับรถรุ่นเดิม รถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังเพียงแบบเดียว เป็นตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค 5 ที่นั่ง ยาว 3.653 ม. กว้าง 1.643 ม. และสูง 1.882 ม. ซึ่งใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมทั้งพแลทฟอร์มและเครื่องยนต์ร่วมกับรถในเครือเดียวกัน คือ เฟียต 500 (FIAT 500) และ ลันชา อิพซีลอน (LANCIA YPSILON) รูปทรงองค์เอวของตัวถังหลังคาสูงยังคงบุคลิกซึ่งคุ้นตากันดีของรถ เฟียต ปันดา ไว้อย่างครบครัน แต่หน้าตาเปลี่ยนไปเยอะและดูดีกว่ารุ่นเดิม

รถที่ขายอยู่ในเมืองแม่ขณะนี้แบ่งการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส POP-EASY-LOUNGE มีสีตัวถังให้เลือกใช้รวม 9 สี คือ สีครีม BEIGE ACCOGLIENTE สีขาว BIANCO SINCERO สีน้ำตาลเข้ม MARRONE AVVOLGENTE สีดำ NERO SEDUCENTE สีแดง ROSSO CUPIDO สีฟ้า TURCHESE SOGNANTE สีเงิน GRIGIO ALLEGRO สีส้ม ROSSO GIOIOSO และสีม่วง VIOLA PROFUMATO การตกแต่งภายในห้องโดยสารมี 9 แบบ ดุมล้อมี 2 แบบ กระทะล้อมี 2 ลาย ด้วยเหตุนี้ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์จึงยืนยันว่า สามารถทำรถได้มากกว่า 600 คันที่ไม่เหมือนกันเลย

เครื่องยนต์มีเพียง 3 ขนาด คือ เครื่องSOHC 4 สูบเรียง 1,242 ซีซี 51 กิโลวัตต์/69 แรงม้า เครื่องเทอร์โบ SOHC 2 สูบเรียง 875 ซีซี 63 กิโลวัตต์/85 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,248 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังมี 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์กึ่งอัตโนมัติ 5 จังหวะ

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต รุ่นพื้นฐาน คือ FIAT PANDA 1.2 69CV POP ซึ่งติดป้ายค่าตัว 10,200 ยูโร หรือประมาณ 428,000 บาท อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 14.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 164 กม./ชม. ส่วนรุ่นทอพ คือ FIAT PANDA 1.3 75CV LOUNGE ซึ่งติดป้ายค่าตัว 14,400 ยูโร หรือประมาณ 605,000 บาท ตัวเลขเปลี่ยนเป็น 12.8 วินาที และ 168 กม./ชม.

 

แสบจิ๋วสารพัดสีค่ายสี่ห่วง
AUDI A1 SPORTBACK

ที่งานมหกรรมยานยนต์โตเกียวครั้งที่ 42 ซึ่งมีขึ้นในนครหลวงของประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนธันวาคมปีกระต่าย ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันเจ้าของเครื่องหมายการค้า “สี่ห่วง” สามารถเรียกร้องความสนใจจากคนรักรถในเมืองยุ่นได้เป็นอย่างมาก ด้วยการนำผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องชิ้นหนึ่งไปเปิดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ในงาน ผลงานที่ว่านี้เป็นรถเก๋งขนาดจิ๋วติดป้ายชื่อ เอาดี เอ 1 สปอร์ทแบค (AUDI A1 SPORTBACK)

เป็นรถหรูขนาดจิ๋วอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUPERMINI LUXURY CAR ซึ่งพัฒนาจากรถจิ๋ว เอาดี เอ 1 (AUDI A1) รถขนาดเล็กที่สุดในสายการผลิตของค่าย “สี่ห่วง” ซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อฤดูร้อนปี 2010 เป็นการพัฒนาซึ่งไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร และกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าจุดใหญ่ใจความ คือ การเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวถัง จากตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค เป็นตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค เหมือนกับที่ค่ายนี้เคยทำให้เห็นมาก่อนแล้วกับรถแฮทช์แบค เอาดี เอ 3 (AUDI A3)

การเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวถังดังกล่าวข้างต้น ส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อมิติความยาว ความกว้าง และความสูง กล่าวคือ แม้ว่าเพิ่มประตูข้างหนึ่งเท่าตัว แต่ตัวถังยังคงยาว 3.954 ม. เท่าเดิม ช่วงฐานล้อก็ยังคงยาว 2.469 ม. เช่นเดิม แต่ความกว้างเพิ่มจาก 1.740 เป็น 1.746 ม.และความสูงเพิ่มจาก 1.416 เป็น 1.422 ม. ห้องเก็บของท้ายรถก็ยังคงจุเท่าเดิม คือ 270 ลิตร ในสภาพปกติ และเพิ่มกว่าสองเท่าตัวคือ 920 ลิตร เมื่อพับราบเบาะหลัง ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศกลับดีขึ้นเล็กน้อย คือ ลดจาก 0.33 เป็น 0.32

เริ่มออกโชว์รูมในเมืองแม่เมื่อไตรมาสแรกของปีงูใหญ่ โดยมีสีตัวถังให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 13 สี เป็นสีทึบอย่างที่เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า UNI-LACKE FARBE รวม 3 สี คือ สีดำ BRILLANSCHWARZ สีขาว AMALFIWEISS สีฟ้า KUMULUSBLAU เป็นสีเมทัลลิคอย่างที่เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า METALLIC-LACKE FARBE รวม 7 สี คือ สีเทา EISSILBER สีขาว GLETSCHERWEISS สีน้ำเงิน SCUBABLAU สีแดงเข้ม SHIRAZROT สีฟ้า SPHARENBLAU สีน้ำตาล TEAKBRAUN สีส้ม SAMOAORANGE และเป็นสีเคลือบมุก หรือ PERLEFFEKT-LACKE FARBE รวม 3 สี คือ สีเทา DAYTONAGRAU สีแดง MISANOROT และสีดำ PHANTOMSCHWARZ ส่วนการตกแต่งและอุปกรณ์ทำเป็น 2 ระดับ กำกับด้วยรหัส ATTRACTION และ AMBITION

เช่นเดียวกับรถซึ่งเป็นที่มา รถจิ๋วสารพัดสีหุ่นสวย เอาดี เอ 1 สปอร์ทแบค มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อย่างหลากหลายถึง 6 ขนาด มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์เบนซินซึ่งมีอยู่รวม 3 ขนาด ประกอบด้วย เครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง SOHC 4 สูบเรียง1,197 ซีซี 63 กิโลวัตต์/86 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,390 ซีซี ซึ่งปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์/122 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ S TRONIC และแบบให้กำลังสูงสุด 136 กิโลวัตต์/185 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ S TRONIC

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งก็มีอยู่รวม 3 ขนาดเช่นกัน ประกอบด้วย เครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี ซึ่งปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้กำลังสูงสุด 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ S TRONIC และแบบให้กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์/143 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,968 ซีซี 105 กิโลวัตต์/143 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

เสนอราคาค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 เริ่มต้นที่ระดับ 16,950 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 712,000 บาทไทย

 

สิงห์จิ๋ว…ซูเพอร์เจ๋ง
PEUGEOT 208

เจ้าของเครื่องหมายการค้า “สิงห์เผ่น” เป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับแถวหน้าของเมืองน้ำหอม ซึ่งไม่เคยหลบสายตาใครเมื่อพูดถึงรถเก๋งขนาดจิ๋วที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และปล่อยไอพิษไม่มาก ก็ทำไมจะต้องหลบ? เมื่อมีรถจิ๋วอย่าง เปอโฌต์ 208 (PEUGEOT 208) ที่เห็นอยู่ในขณะนี้

เป็นรถจิ๋วอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUPERMINI CAR หรือ B-SEGMENT CAR ที่ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองน้ำหอมเพิ่งนำออกแสดงแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และไม่กี่วันหลังจากนั้นก็นำออกสู่โชว์รูมในเมืองน้ำหอมแทนที่รถรุ่นเดิม คือ เปอโฌต์ 207 (PEUGEOT 207) ซึ่งอยู่ในตลาดมายาวนานตั้งแต่เดือนเมษายน 2006 เป็นรถฝรั่งเศสซึ่งไม่ได้ผลิตในฝรั่งเศส แต่ใช้โรงงานในประเทศสโลวาเกียเป็นที่ผลิต

เป็นรถจิ๋วซึ่งมีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 3 และ 5 ประตูแฮทช์แบค ซึ่งมีขนาดโตเท่ากันในทุกมิติ คือ ยาว 3.962 ม. กว้าง 1.739 ม. และสูง 1.460 ม. มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ดีมากสำหรับรถระดับนี้ คือ แค่ 0.29 ตัวถังทั้ง 2 แบบซึ่งมีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวเหมือนๆ กัน เป็นผลพวงของการออกแบบและพัฒนาโดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า “COMPARED WITH THE 207,WE WANTED A VEHICLE WHICH IS SMALLER ON THE OUTSIDE AND LARGER ON THE INSIDE “หรือ” เมื่อเทียบกับรถ 207 เราต้องการรถที่มีตัวถังเล็กกว่า แต่มีห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่า” ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ ตัวถังที่สั้นลง 8.3 ซม. แคบลง 0.9 ซม. และเตี้ยลง 1.2 ซม. แต่กลับมีห้องโดยสารที่กว้างขวางและนั่งสบายกว่าเดิมอย่างรู้สึกได้ชัด โดยเฉพาะพื้นที่วางแข้งวางเข่าของผู้โดยสารบนเบาะหลังที่เพิ่มขึ้นถึง 5 ซม.

รถที่จำหน่ายในเมืองแม่ขณะนี้ แบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 4 ระดับ กำกับด้วยรหัส ACCESS-ACTIVE-ALLURE-FELINE และมีสีตัวถังให้เลือกรวม 9 สี คือ สีขาว BLANC BANQUISE สีเทา GRIS SHARK สีน้ำตาล ROUGE NOIR สีแดง ROUGE ERYTHREE สีดำ NOIR OBBIDIEN สีเงิน GRIS ALUMINIUM สีเทา BLOSSOM GREY สีเทา SPIRIT GREY และสีน้ำเงิน BLEU VIRTUEL

ส่วนเครื่องยนต์ก็มีให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 9 ขนาด ทั้งเครื่องเบนซินและเครื่องดีเซล ซึ่งมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 87 กรัม/กม. ถึง 135 กรัม/กม.

เครื่องยนต์เบนซินซึ่งมีอยู่รวม 5 ขนาด ประกอบด้วย เครื่อง 3 สูบเรียง 999 ซีซี 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้า เครื่อง 4 สูบเรียง 1,199 ซีซี 60 กิโลวัตต์/82 แรงม้า เครื่อง 4 สูบเรียง 1,397 ซีซี 7 กิโลวัตต์/95 แรงม้า เครื่อง 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 88 กิโลวัตต์/120 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบ 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 115 กิโลวัตต์/156 แรงม้า

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งทุกเครื่องติดเทอร์โบชาร์เจอร์และใช้ระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง มีอยู่รวม 4 ขนาด คือ เครื่อง 4 สูบเรียง 1,398 ซีซี 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้า ซึ่งปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 87 กรัม/กม. กับแบบปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัม/กม. และเครื่อง 4 สูบเรียง 1,560 ซีซี ซึ่งปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้กำลังสูงสุด 68 กิโลวัตต์/92 แรงม้า มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 98 กรัม/กม. กับแบบให้กำลังสูงสุด 84 กิโลวัตต์/115 แรงม้า และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 99 กรัม/กม.

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต รุ่นพื้นฐานซึ่งติดตั้งเครื่องเบนซิน 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้า และเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 14.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 163 กม./ชม. และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่เยี่ยมมาก คือ แค่ 4.3 ลิตร/100 กม. หรือ 23.3 กม./ลิตร

เสนอราคาค่าตัวที่ซื้อขายกันในเมืองน้ำหอม ตัวถัง 3 ประตู เริ่มต้นที่ 11,950 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 502,000 บาท ส่วนตัวถัง 5 ประตู แพงกว่ากันนิดหน่อย คือ เริ่มต้นที่ 12,550 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 527,000 บาท

 

รถซูเพอร์จิ๋วแนวคิดแจ่มแจ๋ว
RENAULT TWINGO

เรอโนลต์ (RENAULT) บริษัทรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเมืองน้ำหอม ก็เป็นผู้ผลิตรถยนต์อีกรายหนึ่งที่ขึ้นชื่อลือชาในการผลิตรถขนาดเล็ก เลือกผลงานใหม่ของค่ายนี้มาเล่าสู่กันฟังรวม 2 ชิ้น ชิ้นแรกที่เห็นอยู่นี้ เป็นรถขนาดซูเพอร์จิ๋วอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUPERMINI CAR และเป็นรถที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ยักษ์ใหญ่ของเมืองน้ำหอมนำรถซูเพอร์จิ๋วติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ ทวิงโก (RENAULT TWINGO) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสเมื่อเดือนกันยายน 1992 และเริ่มนำรถออกสู่โชว์รูมต้นปีถัดมา รถรุ่นดังกล่าวเป็นผลงานออกแบบของทีมงานที่มี ปาตริก เลอ เกอมองต์ (PATRICK LE QUEMENT) นักออกแบบชื่อดังเป็นผู้นำ มีรูปทรงตัวถังอย่างที่เรียกกันในภาษารถยนต์ว่า MONOBOX และมีคุณลักษณ์มากมายที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถระดับนี้ ตัวอย่างเช่น การติดตั้งมาตรวัดต่างๆไว้ตรงกลางไม่ใช่หลังพวงมาลัย และเก้าอี้ที่นั่งแถวสองที่สามารถเลื่อนไปข้างหน้าก็ได้เลื่อนไปข้างหลังก็ได้ นอกจากในฝรั่งเศสซึ่งเป็นเมืองแม่แล้วยังมีการผลิตรถรุ่นนี้ทั้งในโคลัมเบียและอุรุกวัย และรถทุกคันที่ผลิตออกสู่ตลาดล้วนเป็นรถพวงมาลัยซ้ายไม่มีรถพวงมาลัยขวา ส่วนชื่อรุ่น คือ TWINGO นั้น ว่ากันว่าสังเคราะห์ขึ้นจาก 3 คำ คือ TWIST SWING และ TANGO จริงหรือไม่จริงไม่กล้ายืนยัน

รถรุ่นแรกอยู่ในตลาดยาวนานจนถึง 15 ปี และมียอดผลิตรวม 2,478,648 คัน จึงถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นที่สองซึ่งอวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาในสวิทเซอร์แลนด์เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2007 รถรุ่นนี้ย้ายสถานที่ผลิตไปกระทำที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสโลเวเนีย และเริ่มออกโชว์รูมทั้งในฝรั่งเศสในอิตาลีและในสโลเวเนียเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2007 รูปลักษณ์ของรถรุ่นที่สองนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต้องตรงกันว่า เห็นแล้วไม่เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเหมือนตอนที่ได้เห็นรถรุ่นแรก

ส่วนรถรุ่นใหม่ที่เห็นอยู่นี้ ยักษ์ใหญ่ของเมืองน้ำหอมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า NEW RENAULT TWINGO ซึ่งเมื่อมองอย่างเผินๆ บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นรถรุ่นที่สาม แต่เมื่อพิจารณาอย่างจริงจังก็จะพบว่ายังคงเป็นรถรุ่นที่ 2 เป็นรถรุ่นที่สองที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ มากมายทั้งในส่วนของตัวถังและเครื่องยนต์กลไก ส่งผลให้มิติตัวถังเปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวคือ ความยาวเพิ่มจาก 3.602 เป็น 3.687 ม.คือยาวขึ้น 8.5 ซม. ความกว้างลดจาก 1.665 เป็น 1.654 ม. คือ แคบลง 1.1 ซม. ส่วนความสูงยังคงเดิม คือ 1.470 ม. และช่วงฐานล้อก็ยังยาว 2.367 ม. เท่าเดิม รถรุ่นนี้อวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนกันยายนปีกระต่าย และออกวิ่งตามท้องถนนไปแล้วเมื่อไตรมาสแรกของปีงูใหญ่

เนื่องจากเป็นรถขนาดจิ๋วที่มีผู้ใช้รถวัยหนุ่มวัยสาวเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ดังนั้นนอกจากมีสีตัวถังให้เลือกใช้มากกว่า 10 สี และแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 6 ระดับ กำกับด้วยรหัสACCESS-AUTHENTIQUE-DYNAMIQUE-PRIVILEGE-INITIALE-GORDINI แล้ว เรอโนลต์ ทวิงโก รุ่นใหม่ซึ่งมีค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 7,990 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 336,000 บาทนี้ จึงมีอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกใช้อีกมากมายหลายรายการ ตัวอย่าง คือ สติคเกอร์ตกแต่งหลังคาและแถบกันชนข้างตัวถังซึ่งมีให้เลือกถึง 7 สี 7 แบบ และเรือนกระจกมองข้างซึ่งสามารถเลือกสีให้เข้ากันหรือตัดกันกับสีตัวถังได้ถึง 5 สี

เครื่องยนต์มีให้เลือกรวม 4 ขนาด คือ เครื่อง SOHC 4 สูบเรียง 1,149 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า เครื่องเทอร์โบ SOHC 4 สูบเรียง 1,149 ซีซี 75 กิโลวัตต์/100 แรงม้า เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง SOHC 4 สูบเรียง 1,461 ซีซี 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง SOHC 4 สูบเรียง 1,461 ซีซี 63 กิโลวัตต์/85 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้ามีเพียง 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ

 

รถซูเพอร์จิ๋ววิ่งฉิวปลอดซีโอทู
RENAULT ZOE

ปิด “ระเบียงรถใหม่” ในเดือนแห่งการชุมนุมรถเล็กรถจิ๋วรถไม่หิวน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอม ซึ่งเพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ โซ (RENAULT ZOE)

เป็นรถเก๋งขนาดซูเพอร์จิ๋วอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUPERMINI CAR หรือ SUBCOMPACT CAR ที่ผู้ผลิตตั้งเป้าหมายการขายไว้สูงถึง 150,000 คัน/ปี เพราะมีจุดขายสำคัญ คือ เป็นรถที่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์แบบใดๆ หากใช้ระบบขับล้อหน้าด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ

ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค 5 ที่นั่ง ยาว 4.084 ม. กว้าง 1.730 ม. และสูง 1.568 ม. ซึ่งทำจากเหล็กกล้า ออกแบบอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า WHEEL AT EACH CORNER คือ วางล้อให้อยู่ใกล้กับมุมของตัวรถมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีช่วงยื่นหน้า/ยื่นหลังค่อนข้างสั้นและมีช่วงฐานล้อที่ยาวถึง 2.588 ม. หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถังที่ว่านี้ ไม่มีจุดเด่นสะดุดตาอะไร นอกจากช่องกระจกหน้าต่างที่ค่อนข้างแคบ ซึ่งเป็นลักษณะการออกแบบเพื่อลดระดับความร้อนในห้องโดยสาร

ระบบขับล้อหน้าด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 65 กิโลวัตต์/88 แรงม้า ซึ่งให้แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร/22.4 กก.-ม. ทำงานร่วมกับแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ขนาด 22 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถและประจุไฟได้หลายวิธี คือด้วยไฟบ้าน 16 แอมป์/เฟสเดียว จะใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง ด้วยไฟแรงสูง 32 แอมป์/3 เฟส จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และด้วยไฟแรงสูง 63 แอมป์/3 เฟส จะใช้เวลาแค่ 30 นาที โดยมีข้อแม้ว่า 2 วิธีหลังจะกระทำได้ในสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า CHARGING STATION เท่านั้น

หลังการประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 210 กม. และสามารถทำความเร็วสูงสุด 135 กม./ชม. ยักษ์ใหญ่ของเมืองน้ำหอมยืนยันด้วยว่า ในกรณีย่ำแย่ที่สุด อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า TYPICAL WORST-CASE SCENARIO คือ การขับในเขตเมืองขณะอากาศเย็นจัด ก็ยังไปได้ไกลถึง 95 กม.

เปิดให้ลูกค้าสั่งจองผ่านเวบไซท์ www.renault-ze.com มาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม แต่รถจะยังไม่ถึงมือผู้สั่งจองจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ร่วงของปีงูใหญ่ รถรุ่นพื้นฐานค่าตัวรวมภาษีเริ่มต้นที่ระดับ 15,700 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 660,000 บาทไทย และมีสีตัวถังให้เลือกรวม 5 สี คือ สีขาว BLANC GLACIER สีขาว BLANC NACRE สีฟ้า BLEU ENERGY สีเงิน GRIS NEPTUNE สีฟ้า BLEU AZUR ส่วนรุ่นที่มีการตกแต่งและติดตั้งอุปกรณ์เป็นพิเศษซึ่งมีให้เลือกใช้ 2 ระดับ คือ ZOE ZEN และ ZOE INTENS ค่าตัวจะแพงขึ้นนิดหน่อย คือเริ่มต้นที่ 17,500 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 735,000 บาท

ตัวเลขข้างต้นเป็นราคาที่ยังไม่รวมแบทเตอรี เพราะแบทเตอรีไม่ขายขาดแต่ให้เช่า โดยทำสัญญายาว 36 เดือน ครอบคลุมการใช้งาน 12,500 กม./ปี และคิดค่าเช่าเดือนละ 79 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 3,300 บาทไทย

ภายในห้องโดยสารซึ่งออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน มีการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยความสุขความสบายและดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ขับและผู้โดยสาร ตัวอย่างคือ ระบบ ACTIVE SCENT DIFFUSER ซึ่งปล่อยกลิ่นที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตัวและผ่อนคลาย ระบบ PURIFYING AND RELAXING AIR IONISER ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่อาจมีอยู่ในห้องโดยสาร โดยการสร้าง NEGATIVE ION หรือไอออนลบ เพื่อให้สมดุลกับ POSITIVE ION หรือไออนบวก และระบบ TOXICITY SENSOR ซึ่งตรวจวัดระดับมลพิษในห้องโดยสารและเปิดสวิทช์การทำงานของระบบหมุนเวียนอากาศขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ยักษ์ใหญ่ของเมืองน้ำหอมเรียกอุปกรณ์เหล่านี้โดยรวมว่า TAKE CARE BY RENAULT หรือ “ดูแลโดยเรอโนลต์” นับเป็นจุดขายสำคัญอีกจุดหนึ่งนอกเหนือจากการที่เป็นรถไฟฟ้า ซึ่งวิ่งเงียบและปราศจากไอพิษใดๆ รวมทั้งคาร์บอนไดออกไซด์



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : CAR GALLERY 1204
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2555
คอลัมน์ : ระเบียงรถใหม่
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/JRGit
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th