บทความ

ข่าวรอบโลก


โอเพล อัมเพรา/
เชฟโรเลต์ โวลท์
คว้ารางวัล “รถแห่งปี”

ยุโรป-ตำแหน่ง CAR OF THE YEAR 2012 หรือ “รถแห่งปี 2012″ ประกาศผลการตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ารถไฟฟ้าของค่ายยักษ์ใหญ่ คือ โอเพล อัมเพรา (OPEL AMPERA) และ เชฟโรเลต์ โวลท์ (CHEVROLET VOLT) สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศนี้ไปครอง โดยมีรถจิ๋วของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ คือ โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) ได้คะแนนตามติดมาในอันดับ 2

ตำแหน่ง CAR OF THE YEAR หรือ “รถแห่งปี” ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1964 และปกติจะประกาศผลการตัดสินในเดือนพฤศจิกายน มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในปีนี้ คือ เลื่อนการตัดสินมากระทำในวันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2012 คือ ก่อนวันเริ่มงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาเพียง 1 วัน และคณะกรรมการผู้ตัดสินในปีนี้เป็นนักเขียนด้านรถยนต์จำนวน 59 คน จาก 23 ประเทศของทวีปยุโรป คือ ออสเตรีย (2) เบลเยียม (2) สาธารณรัฐเชค (1) เดนมาร์ค (1) ฟินแลนด์ (1)ฝรั่งเศส (6) เยอรมนี (6) กรีก (1) ฮังการี (2) ไอร์แลนด์ (1) อิตาลี (6) เนเธอร์แลนด์ (3) นอร์เวย์ (1) โปแลนด์ (2) โปรตุเกส (2) โรมาเนีย (1) รัสเซีย (2) สโลวาเกีย (1) สเปน (6) สวีเดน (3) สวิทเซอร์แลนด์ (2) ตุรกี (1) และ อังกฤษ (6) โดยที่ตัวเลขในวงเล็บ คือ จำนวนกรรมการของแต่ละประเทศ

ส่วนกติกาการให้คะแนนยังคงเดิม คือ กรรมการแต่ละคนมีสิทธิ์ให้คะแนนรวม 25 คะแนน โดยจะต้องแจกคะแนนนี้ให้แก่รถไม่น้อยกว่า 5 คัน และแต่ละคันจะให้ได้สูงสุดไม่เกิน 10 คะแนน การให้คะแนนรถแต่ละคันจะพิจารณาจากคุณสมบัติต่างๆ ของรถ คือ การออกแบบ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความประหยัด การบังคับเลี้ยว สมรรถนะ ประโยชน์ใช้สอย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความพึงพอใจของผู้ขับ และราคา โดยถือนวัตกรรมด้านเทคนิคและการคุ้มค่าคุ้มราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพิจารณา

สำหรับรถที่มีโอกาสครอบครองรางวัลเกียรติยศนี้ กติกากำหนดไว้ว่า ต้องเป็นรถใหม่ที่มีขายในไม่น้อยกว่า 5 ประเทศของยุโรป แต่ในแต่ละประเทศคาดหมายได้ว่าจะมียอดขายไม่น้อยกว่า 5,000 คัน/ปี ปรากฏว่าปีนี้มีรถที่เป็นไปตามกฏเกณฑ์ดังกล่าวรวม 35 แบบ และการลงคะแนนในรอบสุดท้ายซึ่งมีรถเข้าสู่การพิจารณารวม 7 แบบ ปรากฏผลดังนี้

1. โอเพล อัมเพรา/เชฟโรเลต์ โวลท์ 330 คะแนน

2. โฟล์คสวาเกน อัพ ! 281 คะแนน

3. ฟอร์ด โฟคัส 256 คะแนน

4. เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค 186 คะแนน

5. เฟียต ปันดา 156 คะแนน

6. ซีตรอง เดแอส แซง 144 คะแนน

7. โตโยตา ยารีส 122 คะแนน

นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่รถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ เมื่อปี 2011 รถที่คว้ารางวัลนี้ คือ รถไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ (NISSAN LEAF) ของยักษ์รองเมืองยุ่น

 

รถแห่งปี (CAR OF THE YEAR)

1964 โรเวอร์ 200
1965 ออสติน 1800
1966 เรอโนลต์ 16
1967 เฟียต 124
1968 เอนเอสยู อาร์โอ 80
1969 เปอโฌต์ 504
1970 เฟียต 128
1971 ซีตรอง เดแอส
1972 เฟียต 127
1973 เอาดี 80
1974 เมร์เซเดส-เบนซ์ 450 เอส
1975 ซีตรอง เซอิกซ์
1976 ซิมคา 1307/1308
1977 โรเวอร์ 3500
1978 โพร์เช 928
1979 ซิมคา/ไครสเลอร์ ฮอไรเซิน
1980 ลันชา เดลตา
1981 ฟอร์ด เอสคอร์ท
1982 เรอโนลต์ 9
1983 เอาดี 100
1984 เฟียต อูโน
1985 โอเพล คาเดทท์
1986 ฟอร์ด สกอร์พิโอ
1987 โอเพล โอเมกา
1988 เปอโฌต์ 405
1989 เฟียต ติโป
1990 ซีตรอง อิกซ์แอม
1991 เรอโนลต์ กลีโอ
1992 โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ
1993 นิสสัน ไมครา
1994 ฟอร์ด มนเดโอ
1995 เฟียต ปุนโต
1996 เฟียต บราโว/บราวา
1997 เรอโนลต์ เมกาน เซนิก
1998 อัลฟา โรเมโอ 156
1999 ฟอร์ด โฟคัส
2000 โตโยตา ยารีส
2001 อัลฟา โรเมโอ 147
2002 เปอโฌต์ 307
2003 เรอโนลต์ เมกาน
2004 เฟียต ปันดา
2005 โตโยตา ปรีอุส
2006 เรอโนลต์ กลีโอ
2007 ฟอร์ด เอส-แมกซ์
2008 เฟียต 500
2009 โอเพล วอกซ์ฮอลล์/อินซิกญีอา
2010 โฟล์คสวาเกน โพโล
2011 นิสสัน ลีฟ
2012 โอเพล อัมเพรา/เชฟโรเลต์ โวลท์
2013 โปรดติดตาม

 

 

เผยโฉมม้าลำพองตัวใหม่
แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา
แรงสุดๆ ในประวัติศาสตร์

สวิทเซอร์แลนด์-แฟร์รารี (FERRARI) ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองมะกะโรนี ใช้งานแสดงรถยนต์ในเมืองนาฬิกา เปิดตัวรถสปอร์ทเครื่องยนต์ วี 12 สูบ รุ่นใหม่เอี่ยมแกะกล่อง ติดป้ายชื่อ แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา (FERRARI F12 BERLINETTA) พร้อมยืนยันสรรพคุณว่าเป็นรถถนนที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 6 ทศวรรษของค่าย “ม้าลำพอง”

ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 8-18 มีนาคม 2012 ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเจ้าของเครื่องหมายการค้า “ม้าลำพอง” สามารถเรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนและคนรักรถที่เข้าชมงานได้อย่างล้นหลาม ด้วยการนำรถสปอร์ทแบบใหม่ล่าสุดออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เป็นรถสปอร์ทเครื่องยนต์ วี 12 สูบ ติดป้ายชื่อ แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา (FERRARI F12 BERLINETTA) ที่ค่าย “ม้าลำพอง” กำลังจะบรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรุ่นเดิม คือ แฟร์รารี 599 จีทีบี ฟีโอราโน (FERRARI 599 GTB FIORANO) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2006

รถสปอร์ท “ม้าลำพอง” โมเดลใหม่เอี่ยมแกะกล่อง อยู่ในตัวถัง 2 ประตูคูเป 2 ที่นั่ง ผลงานรังสรรค์ของ ปินินฟารีนา (PININFASRINA) สำนักออกแบบตัวถังที่ร่วมงานกับค่าย แฟร์รารี มานมนาน เป็นตัวถังยาว 4.618 ม. กว้าง 1.942 ม. และสูง 1.273 ม. คือ สั้นกว่ารถรุ่นเดิม 4.7 ซม. แคบกว่ารถรุ่นเดิม 2.0 ซม. และเตี้ยกว่ารถรุ่นเดิม 6.3 ซม. ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ ซึ่งบ่งบอกความลื่นลมนั้น ถือว่าทำได้เยี่ยมมาก คือ อยู่ที่ระดับ 0.299

ค่าย “ม้าลำพอง” ให้รายละเอียดว่า เทคโนโลยีการประกอบและเชื่อมต่อตัวถังที่พัฒนาขึ้นใหม่ รวมทั้งโครงตัวถังและเปลือกตัวถังที่ทำวัสดุผสมอลูมิเนียมอัลลอยไม่น้อยกว่า 12 ชนิด โดยที่บางชนิดไม่เคยใช้กันมาก่อนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่งผลให้รถสปอร์ท “ม้าลำพอง” รุ่นใหม่นี้มีน้ำหนักตัวค่อนข้างเบา คือ แค่ 1,525 กก. เมื่อวัดในลักษณะอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า DRY WEIGHT และเพิ่มเป็น 1,630 กก. เมื่อวัดในลักษณะ KERB WEIGHT แต่มีค่าความต้านทานต่อแรงบิดที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า TORSIONAL RIGIDITY สูงขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับตัวถังของรถรุ่นเดิม

ส่วนเครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้าบานโต เป็นเครื่องยนต์ที่ค่าย “ม้าลำพอง” เพิ่งออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ คือเครื่องฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 12 สูบ 6,262 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 545 กิโลวัตต์/740 แรงม้า ที่ 8,250 รตน. กับให้แรงบิดสูงสุด 690 นิวตัน-เมต หรือ 70.4 กก.-ม. ที่ 6,000 รตน. และให้แรงบิดร้อยละ 80 ที่รอบต่ำแค่ 2,500 รตน. ตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองมะกะโรนีกล้ายืนยันว่า แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา คือ ROAD-GOING CAR หรือ รถถนนไม่ใช่รถแข่งที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 6 ศวรรษของค่าย “ม้าลำพอง”

สมรรถนะความเร็วตามผลการทดสอบซึ่งกระทำที่สนามส่วนตัวของค่ายนี้ คือ สนามฟีโอราโน (FIRANO) ในอิตาลี อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.1 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 8.5 วินาที ความเร็วสูงสุดไม่ระบุตัวเลขเจาะจง บอกแต่เพียงว่าสูงกว่า 340 กม./ชม. ที่ไม่น่าจะถูกใจคนรักสีเขียว คือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 15 ลิตร/100 กม. หรือ 6.7 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 350 กรัม/กม.

 

ค่าย บีเอม ฯ เอาใจคนรักรถแรง
ออกรถรหัส “เอม” รวม 4 รุ่น
ทั้งรถเก๋งและรถกิจกรรมกลางแจ้ง

เยอรมนี-ยอดผู้ผลิตรถหรูเจ้าของเครื่องหมายการค้า “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ต้อนรับปีมังกร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด คือ BMW M PERFORMANCE AUTOMOBILES พัฒนารถติดรหัส M รุ่นใหม่ล่าสุดรวม 4 รุ่น เพื่อเสนอขายแก่คนรักรถแรงและเร็วทั้งในและนอกประเทศ มีกำหนดออกจำหน่ายในไตรมาสที่ 2 ของปี

เนื่องจากทราบดีว่า ยังมีผู้ใช้รถจำนวนมากที่ชอบความพิเศษไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน รวมทั้งยินดีจ่ายมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เขาจ่ายกัน ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์จึงมอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดซึ่งรับผิดชอบการออกแบบและพัฒนารถรุ่นพิเศษที่เน้นความแรงและความเร็ว ทำรถรุ่นพิเศษขึ้น 4 รุ่น เป็นรถติดรหัส M ซึ่งลูกค้าขาประจำของรถหรูยี่ห้อนี้ล้วนทราบกันดีว่ามีความหมายอย่างไร ?

รถ 2 รุ่นแรก ซึ่งต้องรอจนถึงวันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม 2012 จึงจะออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ คือ รถซีดาน บีเอมดับเบิลยู เอม 550 ดี เอกซ์ดไรฟ (BMW M550D XDRIVE) กับ รถตรวจการณ์ บีเอมดับเบิลยู เอม 550 ดี เอกซ์ดไรฟ ทัวริง (BMW M550D XDRIVE TOURING) ส่วนอีก 2 รุ่นซึ่งจะออกโชว์รูมหนึ่งเดือนหลังจากนั้น คือ ในวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2012 คือ รถกิจกรรมกลางแจ้ง บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 5 เอม 50 ดี (BMW X5 M50D) กับ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 6 เอม 50 ดี (BMW X6 M50D)

รถรหัส M ทั้งสี่รุ่นนี้ ติดตั้งเครื่องยนต์บลอคเดียวกัน คือ เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบเรียง ความจุ 2,993 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 280 กิโลวัตต์/381 แรงม้า ที่ 4,000-4,400 รตน.และแรงบิดสูงสุด 740 นิวตัน-เมตร หรือ 75.5 กก.-ม. ที่ 2,000-3,000 รตน. ระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อทั้งคู่หน้าและคู่หลังก็ใช้แบบเดียวกัน คือ เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ STEPTRONIC ที่แตกต่างกัน คือ สนนราคาค่าตัวและตัวเลขสมรรถนะ

บีเอมดับเบิลยู เอม 550 ดี เอกซ์ดไรฟ ซึ่งติดป้ายค่าตัว 80,800 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 3.39 ล้านบาทไทย สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม.ใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 6.3 ลิตร/100 กม.หรือ 15.9 กม./ลิตร และอัตราคาร์บอนไดออกไซด์ 165 กรัม/กม.

บีเอมดับเบิลยู เอม 550 ดี เอกซ์ดไรว์ ทัวริง ซึ่งติดป้ายค่าตัว 83,750 ยูโร หรือประมาณ 3.52 ล้านบาทไทย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 6.4 ลิตร/100 กม.หรือ 15.6 กม./ลิตร และอัตราคาร์บอนไดออกไซด์ 169 กรัม/กม.

บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 5 เอม 50 ดี ซึ่งติดป้ายค่าตัว 82,300 ยูโร หรือประมาณ 3.46 ล้านบาทไทย ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 7.5 ลิตร/100 กม. หรือ 13.3 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 199 กรัม/กม.

ส่วนรถกิจกรรมกลางแจ้งสุดหรู บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 6 เอม 50 ดี ซึ่งค่าตัวแพงที่สุด คือ 85,800 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 3.60 ล้านบาทไทย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 7.7 ลิตร/100 กม. หรือ 13.0 กม./ลิตร ส่วนอัตราคาร์บอนไดออกไซด์หนักหน่อย คือ 204 กรัม/กม.

ทั้ง 3 ภาพนี้ คือ รถสปอร์ทติดตราดาวสามแฉกโมเดลหัวกะทิ ที่เดือนกันยายนปีมังกรยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์จะนำออกสู่โชว์รูมโดยติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอล 65 เอเอมจี (MERCEDES-BENZ SL 65 AMG) และติดป้ายค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 236,334 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 9.93 ล้านบาทไทย รถสปอร์ทสุดหรูสุดแรงโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ SOHC วี 12 สูบ ความจุ 5,980 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 463 กิโลวัตต์/630 แรงม้า ที่ 4,800-5,400 รตน.และแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตัน-เมตร/102.0 กก.-ม. ที่ 2,300-4,300 รตน. ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT 7G-TRONIC สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 4.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย มีระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า START/STOP FUNCTION ช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่น่าพอใจสำหรับรถระดับนี้ คือ แค่ 11.6 ลิตร/100 กม. หรือ 8.6 กม./ชม. และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ไม่น่าตกอกตกใจ คือ 270 กรัม/กม.

หน้าตาเหมือนรถที่กำลังจะออกโชว์รูม แต่ที่จริงยังมีฐานะเป็นรถแนวคิดติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู คอนเซพท์ เอม 135 ไอ (BMW CONCEPT M 135I) และเพิ่งอวดตัวต่อสายตาผู้คนในลักษณะ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พัฒนาจากรถตลาด บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-1 (BMW 1-SERIES) รุ่นสามัญ ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในเมืองเบียร์เมื่อปลายปีกระต่าย และเป็นต้นแบบของรถ “ฮอทแฮทช์” ที่ค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาดในอนาคตอันไม่นานจนเกินรอ เพื่อสนองรสนิยมของคนรักรถวัยหนุ่มวัยสาวผู้พิสมัยความแรงความเร็ว และไม่มีปัญหากับตัวเลขในบัญชีธนาคาร มีรายละเอียดในหลายๆ จุดทั้งภายนอก และภายในตัวถังที่ผิดแผกไปจากรถรุ่นสามัญซึ่งเป็นที่มา รวมทั้งการลดประตูข้างจาก 4 เป็น 2 บาน การติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบ 6 สูบเรียง ที่ให้กำลังสูงกว่า 300 แรงม้า กระทะล้ออัลลอยขนาดโต 18 นิ้ว ซึ่งออกแบบขึ้นใหม่โดยเฉพาะ และช่องอากาศขนาดโตที่ออกแบบเพื่อให้สอดรับกับพละกำลังอันล้นเหลือของเครื่องยนต์



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2555
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/wgDWR
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

VOLVO XC40 ชนะใจสื่อมวลชนในยุโรป คว้าตำแหน่ง
VOLVO XC40 ชนะใจสื่อมวลชนในยุโรป คว้าตำแหน่ง
NISSAN 370ZKI ลุยหิมะด้วยรถสปอร์ทเปิดประทุนได้แล้วจ้า !
NISSAN 370ZKI ลุยหิมะด้วยรถสปอร์ทเปิดประทุนได้แล้วจ้า !
FERRARI 488 PISTA พัฒนาการใหม่ของซูเพอร์คาร์ที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลก
DATSUN CROSS เอสยูวี สายเลือดซามูไรเปิดตัวแล้วบนแผ่นดินชวา
DATSUN CROSS เอสยูวี สายเลือดซามูไรเปิดตัวแล้วบนแผ่นดินชวา
PORSCHE 911 GT3 RS โมเดลล่าสุดและสุดท้ายของรถ 911 รุ่นปัจจุบัน