บทความ

มหกรรมยานยนต์เจนีวา


เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทีมงานของ “ฟอร์มูลา” เดินทางไปเหยียบพื้นดินของสวิทเซอร์แลนด์ ประเทศที่เรียกกันว่า DIE SCHWEIZ ในภาษาเยอรมนี เรียกกันว่า SUISSE ในภาษาฝรั่งเศส และเรียกกันว่า SVIZZERA ในภาษาอิตาลี ที่ต้องว่ากันถึง 3 ภาษา ก็เนื่องจาก 3 ภาษานี่แหละที่ผู้คนในประเทศนี้เขาใช้กันอย่างเป็นทางการ มีอีกภาษาหนึ่งที่ใช้กันอยู่บ้าง แต่น้อยกว่าภาษาหลักที่กล่าวข้างต้น คือ ภาษา ROMANSH ผู้คนที่ใช้ภาษานี้ซึ่งมีอยู่เพียงร้อยละ 0.5 เรียกประเทศของตนว่า SVIZRA อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของสวิทเซอร์แลนด์ คือ SWISS FEDERATION ซึ่งมาจาก CONFOEDERATIO HELVETICA ในภาษาละติน (เป็นที่มาของอักษรย่อ CH ที่เห็นในป้ายทะเบียนรถและที่อื่นๆ) และมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในภาษาไทยว่า สมาพันธรัฐสวิสส์

สวิทเซอร์แลนด์ที่บางคนนิยมเรียกกันว่า “เมืองนาฬิกา” เป็น LANDLOCKED COUNTRY หรือประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล เหมือนประเทศบ้านพี่เมืองน้องของเราอย่างประเทศลาว เป็นประเทศเล็กๆ มีพื้นที่เพียง 41,285 ตารางกิโลเมตร คือ ไม่ถึง 1 ใน 10 ของพื้นที่ประเทศไทย และมีประชากรเพียง 7.9 ล้านคน คือ แค่ 1 ใน 8 ของประชากรไทย แต่เป็นประเทศที่ร่ำรวยจนน่าอิจฉาตาร้อน ตามตัวเลขเมื่อปี 2010 โดยเฉลี่ยคนสวิสส์มีสินทรัพย์คนละ 372,692 เหรียญสหรัฐ ฯหรือเท่ากับประมาณ 11.2 ล้านบาทไทย ที่น่าพิศวงสงสัยก็คือ รวยขนาดนี้ก็จริง แต่มีคนสวิสส์อยู่เพียงร้อยละ 37 เท่านั้นที่มีบ้านเป็นของตัวเอง เป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป คิดเอาเองว่าสาเหตุน่าจะเป็นเพราะราคาของบ้าน และที่ดิน

อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสวิทเซอร์แลนด์ที่น่าจะกล่าวถึง คือ การเดินทางโดยรถไฟ ระบบรถไฟในประเทศนี้ดำเนินการโดย SWISS FEDERAL RAILWAYS ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่เรียกกันโดยย่อว่า SBB CFF FFS (ย่อมาจาก SCHWEIZERISCHE BUNDESBAHNEN ในภาษาเยอรมัน CHEMINS DE FER FEDERAUX SUISSES ในภาษาฝรั่งเศส และ FERROVIE FEDERALI SVIZZERE ในภาษาอิตาลี) เป็นระบบรถไฟยาว 3,011 กิโลเมตรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะสะดวกสบายปลอดภัยและตรงต่อเวลา ตามตัวเลขเมื่อปี 2010 มีผู้โดยสารรถไฟรวม 347 ล้านคน และขนส่งสินค้ามากกว่า 49 ล้านตัน คณะของเราใช้บริการรถไฟของเมืองสวิสส์อยู่บ่อยๆ และพบว่า สำหรับผู้โดยสารต่างชาติ โดยเฉพาะคนไทยซึ่งไม่ร่ำไม่รวยเหมือนคนสวิสส์ ข้อเสียอย่างเดียวของรถไฟ SBB CFF FFS คือ ค่าโดยสาร อย่างการเดินทางจากนครซูริคไปยังเจนีวาซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง เราต้องรูดบัตรเครดิทไปคนละ 135 ฟรังค์สวิสส์ หรือเท่ากับประมาณ 4,600 บาทไทยเมื่อเลือกเดินทางแบบชั้น 1 ถ้าใช้ชั้น 2 จะย่อมเยาลงเกือบครึ่ง แต่อย่าถามว่า แล้วชั้น 3 ล่ะ ? เพราะรถไฟเมืองสวิสส์ไม่มีชั้น 3

สวิทเซอร์แลนด์ มีเมืองท่องเที่ยวอยู่มากมาย ที่มักจะได้ยินกันเป็นประจำก็คือ ลูเซิร์น บาเซิล อินเตอร์ลาเคน และโลซานน์ อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวคณะ “ฟอร์มูลา” ไม่มีเมืองใดอีกแล้วในประเทศนี้ที่จะมีความสำคัญยิ่งไปกว่านครเจนีวา สถานที่จัดงาน INTERNATIONAL MOTOR SHOW AND ACCESSORIES ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยสไตล์สื่อสากลว่า มหกรรมยานยนต์เจนีวา

คณะของเราเดินทางไปเยือนมหกรรมยานยนต์เจนีวาเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1992 และนับแต่คอศอนนั้นจนถึงศอนนี้ ไม่มีปีใดเลยที่เราไม่ได้บรรจุมหกรรมรถยนต์รายการนี้ไว้ในปฏิทินการทำงานประจำปี ต้นเดือนมีนาคมปีมังกรคณะของเราเดินทางไปเยือนมหกรรมยานยนต์เจนีวาในเมืองนาฬิกาอีกครั้งหนึ่ง เป็นมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 กำหนดจัดงานในช่วงเวลา 11 วัน คือ ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 8 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2012 โดยที่ 2 วันก่อนหน้านั้น คือ วันอังคารที่ 6 และวันพุธที่ 7 จัดเป็นวันที่เปิดให้เข้าชมเฉพาะสื่อมวลชน หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า PRESS DAY แต่อย่าคาดหวังว่าวันสื่อมวลชนก็น่าจะมีแต่สื่อมวชน เพราะเอาเข้าจริง 2 วันที่ว่านี้ ทั้ง “สื่อมวลชน” และ “สื่อมั่วชน” เดินปะปนกันไปหมด จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เมื่อมีทั้งตัวจริงและตัวปลอม การทำงานจึงไม่สะดวกสบายอย่างที่น่าจะเป็น อย่างเวลาที่เข้าไปขอรับเอกสาร หรือสื่อข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า PRESS KIT บางเจ้าต้องขอดูบัตรสื่อมวลชนเสียก่อน หากไม่มีก็จะไม่ให้ ถ้ามีแต่ตัวจริงไม่มีตัวปลอมก็คงไม่จำเป็นต้องมีการขอดูบัตร การถ่ายภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวของรถแต่ละคัน ก็ทำได้ยากลำบากกว่าที่เคยเป็นในอดีต เพราะไม่รู้ใครต่อใครยืนบังกันเต็มไปหมด หน้าตาท่าทางไม่ได้บอกยี่ห้อเลยว่าเป็นสื่อมวลชน ก็บ่นบ้าไปยังงั้นแหละ ปีหน้าก็ต้องไปอีก แล้วก็จะเจออย่างนี้อีก

สำหรับสื่อมวลชนและคนรักรถ ไม่มีคำว่า “ผิดหวัง” ในพจนานุกรมของมหกรรมยานยนต์เจนีวา ปีนี้ก็เช่นกัน น่าจะกล่าวได้ว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทุกราย ล้วนมีงานใหม่ที่นำออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ ผู้ผลิตรถยนต์เจ้าประจำที่หายหน้าหายตาไปมีอยู่เพียง 2 ราย คือ ไดฮัทสุ (DAIHATSU) ของญี่ปุ่น กับ ซาบ (SAAB) ของสวีเดน เจ้าแรกไม่ออกงานนี้เพราะปีหน้าจะเลิกส่งรถไปขายในทวีปยุโรปแล้ว ส่วนเจ้าหลังกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนของการล้มละลาย

เอกสารอย่างเป็นทางการของผู้จัดงานงานซึ่งตีพิมพ์ถึง 4 ภาษา คือ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ระบุว่า มหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 มีงานใหม่ที่อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” EUROPEAN PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในทวีปยุโรป” และ SWISS PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในเมืองสวิสส์” รวมแล้วมากกว่า 200 รายการ บางส่วนของงานใหม่ที่ว่านี้เรานำมาให้ชมกันแล้วใน 20 หน้าถัดจากนี้ พลิกไปสัมผัสได้เลยครับ !

 

เมร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาสส์

ที่งานมหกรรมยานยนต์เซี่ยงไฮ้เมื่อปลายเดือนเมษายนปีกระต่าย เจ้าของเครื่องหมายการค้าดาวสามแฉกนำต้นแบบของรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ A-CLASS) รุ่นใหม่ออกอวดตัวเป็นครั้งแรกโดยติดป้ายว่าเป็นรถแนวคิด ที่งานนี้รถ เอ-คลาสส์ ปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่งและคราวนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของรถที่เตรียมพร้อมจะออกโชว์รูม หน้าตาและรูปทรงองค์ของรถรุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 3 และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่เยี่ยมยอดมาก คือ แค่ 0.26 นี้ คงโดนใจคนรักรถที่ชอบควาเปลี่ยนแปลง แต่ผู้ใช้รถอนุรักษนิยมเห็นแล้วคงหงุดหงิดอยู่บ้าง เพราะเปลี่ยนรูปลักษณ์จากรถแฮทช์แบคตัวถังแคบหลังคาสูง เป็นรถตัวถังกว้างหลังคาเตี้ยสไตล์เดียวกับรถเล็กของคู่แข่ง คือ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-1 (BMW 1-SERIES) เอาดี เอ 3 (AUDI A3) และ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ (VOLKSWAGEN GOLF) ข่าววงในระบุว่า เดือนตุลาคมปีนี้ตัวถัง 5 ประตู อย่างที่เห็นในภาพจะออกโชว์รูม ส่วนตัวถัง 3 ประตู จะตามมาในปี 2013

 

โฟล์คสวาเกน สวิสส์ อัพ !

ครึ่งปีหลังจากนำรถจิ๋ว โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) ในตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ออกอวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทเมื่อเดือนกันยายนปีกระต่าย ที่งานนี้ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ก็เพิ่มทางเลือกให้แก่คนเบี้ยน้อยที่อยากเป็นเจ้าของรถจิ๋วหุ่นสวย โดยนำ โฟล์คสวาเกน อัพ ! ในตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ออกอวดตัวเป็นครั้งแรก พร้อมๆ กับรถแบบพิเศษที่พัฒนาจากรถอนุกรมนี้อีก 5 คัน คันสีแดงติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน สวิสส์ อัพ ! (VOLKSWAGEN SWISS UP!) ที่เห็นในภาพบน เป็นรถที่ทำขึ้นเพื่อเอาใจผู้ใช้รถในเมืองสวิสส์ โดยเคลือบตัวถังด้วยสีแดง TORNADO RED ซึ่งเป็นสีพื้นของธงชาติประเทศนี้ กับทำเรือนกระจกมองข้างทั้ง 2 ด้านและกระทะล้อเป็นสีขาวเหมือนสีของกากบาทซึ่งก็อยู่ในธงชาติสวิสส์เช่นกัน

 

โฟล์คสวาเกน อีโค อัพ !

รถรุ่นพิเศษที่ออกแบบและพัฒนาโดยเน้นความประหยัดและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ติดตั้งเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง 1.0 ลิตร 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้า ที่ใช้ CNG (COMPRESSED NATURAL GAS) หรือแกสธรรมชาติอัดแน่นเป็นเชื้อเพลิง มีถังแกส 2 ถัง ติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถ มีความจุรวม 72 ลิตร สามารถบรรจุแกสได้หนัก 11 กก. กับน้ำมันเบนซินสำรองอีก 10 ลิตร สมรรถนะความเร็วทั้งตีนต้นและตีนปลายไม่น่าจะโดนใจผู้ใช้รถวัยโจ๋ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 15.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 168 กม./ชม. แต่ที่น่าจะถูกใจคนรักสีเขียวและเป็นไปตามเจตน์จำนงในการพัฒนารถแบบนี้ คืออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ต่ำเพียง 2.9 กก./100 กม. หรือ 34.5 กม./กก. และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 79 กรัม/กม.

 

โฟล์คสวาเกน วินเทอร์ อัพ !

โฟล์คสวาเกน วินเทอร์ อัพ ! (VOLKSWAGEN WINTER UP!) รถแนวคิดที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ยืนยันว่าอีกไม่นานก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นรถตลาด ออกแบบเพื่อเอาใจคนรักรถที่ชื่นชอบกีฬาฤดูหนาว โดยติดตั้งรางหลังคาที่สามารถบรรทุกสโนว์บอร์ดได้ 4 ชุด หรือไม้สกี 3 คู่ รวมทั้งมีกลไกที่ทำให้การบรรทุกและปลดอุปกรณ์เหล่านี้จากที่ยึดสามารถกระทำได้ในเวลาไม่กี่วินาที ตัวถังซึ่งหน้าตาแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากรถรุ่นสามัญ ก็ตกแต่งและใช้สีให้สมกับเป็นรถสำหรับฤดูหนาว ตัวถังส่วนใหญ่เคลือบสีขาว PURE WHITE ตัดกับกันชนหน้าเรือนกระจกมองข้างและขอบล่างของหน้าต่างที่เคลือบสีฟ้า MALIBU BLUE ภายในห้องโดยสารซึ่งนั่งได้รวม 4 คน ก็ใช้สีที่เข้ากันดีกับสีของตัวถังภายนอก คือ สีขาว PEAK WHITE กับสีฟ้า GLACIER BLUE

 

โฟล์คสวาเกน เอกซ์ อัพ !

โฟล์คสวาเกน เอกซ์ อัพ! (VOLKSWAGEN X UP!) รถแนวคิดอีกคันหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ยืนยันว่าอีกไม่นานจะบรรจุเข้าสู่สายการผลิต เป็นรถขนาดจิ๋วที่ออกแบบและพัมนาเพื่อให้สามารถท่องไปได้ในทุกที่ทุกถิ่น อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า A SMALL CAR CONQUERS THE WORLD ตัวถังซึ่งเคลือบสีส้ม BURNED ORANGE METALLIC สะดุดตา มีพื้นรถทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังที่เสริมความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถวิ่งลุยไปในทุกที่อย่างที่ตั้งใจ ส่วนบนหลังคาก็ติดตั้งกล่องเก็บอุปกรณ์เคลือบสีขาวและสีดำตัดกับสีของตัวรถ พร้อมไฟส่องทางแรงสูงอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า POWERFUL SEARCH-LIGHT จำนวน 2 ดวง ไม่มีรายละเอียดของเครื่องยนต์กลไก แต่คาดหมายได้ว่าไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างจากที่ใช้ในรถรุ่นสามัญ

 

บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-6 กรัน คูเป/บีเอมดับเบิลยู เอม 6

ค่ายใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาวอวดผลงานใหม่หลายชิ้นในลักษณะ “ครั้งแรกในโลก” แต่เลือกมาให้ชมเพียง 2 ชิ้น ชิ้นแรกที่เห็นในภาพใหญ่คือ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-6 กรัน คูเป (BMW 6-SERIES GRAN COUPE) เป็นรถแบบใหม่ที่เดือนมิถุนายนนี้จะออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ระดับ 79,500 ยูโร หรือประมาณ 3.34 ล้านบาทไทย เป็นรถ 4 ประตูคูเประดับสุดหรูที่ค่ายนี้ตั้งใจให้เป็นคู่ต่อสู้กับรถประเภทเดียวกันของคู่แข่งคือ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ CLS-CLASS) ส่วนชิ้นที่ 2 คือ คันสีแดงในภาพบน เป็นรถคูเปสุดหรูสมรรถนะสูงโมเดลหัวกะทิ ที่ต้องรอจนกว่าจะถึงเดือนกันยายนนั่นแหละจึงจะออกโชว์รูมโดยติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู เอม 6 (BMW M6 COUPE) รถโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,395 ซีซี 412 กิโลวัตต์/560 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีรถ 2 ประตูแบบใดของค่ายนี้เคยทำได้มาก่อน

 

มีนี จอห์น คูเพอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน

ยอดผู้ผลิตรถจิ๋วค่าตัวเจ็บของเมืองผู้ดี นำงานใหม่ออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” รวม 2 ชิ้น ชิ้นแรก คือ มีนี จอห์น คูเพอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน (MINI JOHN COOPER WORKS COUNTRYMAN) ในภาพบน เป็นรถโมเดลใหม่ที่ต้องรอจนถึงเดือนกันยายนจึงจะออกโชว์รูมในเมืองผู้ดี โดยติดป้ายค่าตัว 27,800 ปอนด์ หรือประมาณ 1.39 ล้านบาท รถโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ เป็นเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง ความจุ 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์/218 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม.

 

มีนี คลับแวน คอนเซพท์

มีนี คลับแวน คอนเซพท์ (MINI CLUBVAN CONCEPT) ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องอีกชิ้นหนึ่งของยอดผู้ผลิตรถจิ๋วเมืองผู้ที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ที่พัฒนาจากรถตรวจการณ์ มีนี คลับแมน (MINI CLUBMAN) ซึ่งคนรักรถในบ้านเราคงคุ้นเคยกันดี มีรายละเอียดมากมายที่แตกต่างไปจากรถซึ่งเป็นที่มา รวมทั้งการแทนที่กระจกข้างบานหลังด้วยแผงทึบแสงซึ่งทำจากแผ่นโพลีคาร์โบเนท (POLYCARBONATE) และการยกเก้าอี้ที่นั่งแถว 2 ออกทั้งหมดเพื่อเพิ่มปริมาตรการบรรทุกท้ายรถจาก 720 เป็นมากกว่า 1,200 ลิตร ส่วนการตกแต่งเส้นสายและลวดลายของตัวถังภายนอกเป็นผลงานของ ฮิวก์ บัคคิงแฮม แห่งเมืองเซาธ์พอร์ท (HUGH BUCKINGHAM OF SOUTHPORT) เอตทัคคะในด้านนี้

 

สมาร์ท ฟอร์ทู บราบัส อีเลคทริค ดไรฟ

ผู้ผลิตรถจิ๋วซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของค่ายดาวสามแฉก ใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัวรถ สมาร์ท ฟอร์ทู (SMART FORTWO) ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ”ยกหน้า” แถมมีรถไฟฟ้าโมเดลใหม่ให้ชื่นชมกันอีกหนึ่งแบบ เป็นรถขนาดกระจิ๋วหลิวกระจิริดติดป้ายชื่อ สมาร์ท ฟอร์ทู บราบัส อีเลคทริค ดไรฟ (SMART FORTWO BRABUS ELECTRIC DRIVE) ผลงานจากความร่วมมือกับสำนักแต่งรถชื่อก้องของเมืองเบียร์ ซึ่งปลายปีงูใหญ่นี้จะออกจำหน่ายใน 12 ประเทศ แต่ผู้ผลิตยังไม่ได้ระบุว่าประเทศไหนบ้าง ? มีรายละเอียดในหลายๆ จุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากรถรุ่นสามัญ ซึ่งเริ่มวิ่งตามท้องถนนมาตั้งแต่ปลายปี 2009 แต่จุดสำคัญที่สุด คือ การปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้า 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า ที่ใช้ขับล้อคู่หลัง จนแรงบิดสูงสุดเพิ่มจาก 130 เป็น 135 นิวตัน-เมตร

 

เอาดี เอ 3

ค่าย “สี่ห่วง” นำผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” หลายชิ้น แต่เนื่องจากหน้ากระดาษจำกัดจึงเลือกชิ้นที่น่าสนใจที่สุดมาให้ชมกันเพียงชิ้นเดียว คือ เอาดี เอ 3 (AUDI A3) ในภาพบน เป็นรถรุ่นใหม่ซึ่งต้องรอจนถึงเดือนสิงหาคมปีงูใหญ่จึงจะออกโชว์รูมในเมืองแม่ ในระยะแรกรถเล็กแต่หรูอนุกรมนี้จะมีตัวถังเพียงแบบเดียว คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ยาว 4.237 ม. กว้าง 1.777 ม. และสูง 1.421 ม. อย่างที่เห็นในภาพ ถ้ายังไม่โดนใจก็ต้องรอหน่อย ที่จะตามมาให้เลือกใช้ในปีถัดๆ ไป คือ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ตัวถังซีดาน และตัวถังเปิดประทุน จุดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของรถรุ่นนี้ก็คือ ระบบ INFOTAINMENT หรือ “สื่อสารเริงรมย์” ที่ค่ายนี้ออกแบบพัฒนาขึ้นใหม่และนำมาใช้เป็นครั้งแรก

 

ฟอร์ด บี-แมกซ์

หนึ่งในบรรดารถใหม่ที่น่าสนใจที่สุดในงานนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนรักรถที่ชอบความแปลกความใหม่แต่มีเงินในกระเป๋าไม่มาก คือ ฟอร์ด บี-แมกซ์ (FORD B-MAX) ที่เห็นได้ในภาพใหญ่และภาพบน เป็น MPV หรือรถอเนกประสงค์ขนาดมีนีอนุกรมใหม่เอี่ยมแกะกล่องที่เดือนกันยายนปีนี้จะเริ่มออกตลาดในหลายประเทศของยุโรป ตัวถังยาวกว่า 4 เมตรนิดหน่อย ซึ่งพัฒนาจากตัวถังแฮทช์แบคของรถ ฟอร์ด ฟิเอสตา (FORD FIESTA) ที่คนรักรถในบ้านเราคุ้นเคยกันดี มีจุดเด่นที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนในรถประเภทเดียวกันแบบใดๆ คือ ประตูข้างที่เปิดแยกออกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันกลาง บานหน้าเป็นประตูติดบานพับแบบธรรมดา แต่บานหลังเป็นประตูเลื่อน เป็นนวัตกรรมการออกแบบประตูที่ทำให้ได้ช่องเปิดที่กว้างถึง 1 เมตรครึ่ง คือ กว้างเกือบ 2 เท่าตัวของรถประเภทเดียวกันอย่าง โอเพล เมอรีวา (OPEL MERIVA) ของค่าย “สายฟ้า” รายละเอียดมากกว่านี้โปรดติดตามอ่านใน “ระเบียงรถใหม่” เมื่อรถออกขายแล้ว

 

ฟอร์ด คูกา

งานใหม่อีกชิ้นหนึ่งของค่ายยักษ์รองที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถ ฟอร์ด คูกา (FORD KUGA) รุ่นใหม่ ซึ่งต้องรอจนถึงต้นปี 2013 จึงจะออกโชว์รูม เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดที่พัฒนาจากรถ ฟอร์ด เอสเคพ (FORD ESCAPE) รุ่นใหม่ซึ่งกำลังจะออกจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ โดยปรับปรุงรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้สอดรับกับรสนิยมของผู้ใช้รถในยุโรป นอกจากตัวถังที่โตขึ้นเล็กน้อย สมรรถนะการบังคับขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัยกว่ารถรุ่นเดิมแล้ว อีกจุดหนึ่งที่น่าจะเป็นจุดขายสำคัญของรถรุ่นนี้ คือ ลูกเล่นกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างประตูบานท้ายที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า FOOT-ACTIVATED TAILGATE เพียงแต่ส่ายเท้าใต้กันชนหลังประตูก็จะเปิด/ปิดได้เองโดยไม่ต้องใช้มือ

 

โอเพล มคคา

จุดโฟคัสสายตาในบูธของค่าย “สายฟ้า” มีอยู่เพียงจุดเดียว คือ โอเพล มคคา (OPEL MOKKA) รถแบบใหม่เอี่ยมแกะกล่องซึ่งต้องรอนานหน่อย คือ เดือนพฤศจิกายนปีงูใหญ่นั่นแหละจึงจะออกจำหน่ายในยุโรป เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า COMPACT CROSSOVER SUV และเป็นรถที่ออกแบบและพัฒนาโดยใช้พแลทฟอร์ทชุดเดียวกับรถ บิวอิค อังกอร์ (BUICK ENCORE) ซึ่งเพิ่งอวดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา จะมีทั้งแบบขับล้อหน้าและขับทุกล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 3 ขนาด คือ เครื่อง 1.6 ลิตร 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า เครื่องเทอร์โบ 1.4 ลิตร 103 กิโลวัตต์/140 แรงม้า และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดตรง 1.7 ลิตร 93 กิโลวัตต์/130 แรงม้า

 

โวลโว วี 40

โวลโว วี 40 (VOLVO V40) ผลงานที่ดึงดูดสื่อมวลชนเข้าสู่บูธของผู้ผลิตรถยนต์หมายเลขหนึ่งเมืองฟรีเซกซ์ชนิด”หัวกระไดไม่แห้ง” เป็นรถแฮทช์แบคระดับหรูอนุกรมใหม่ที่ค่ายนี้เริ่มการออกแบบตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์รองฟอร์ด และกำลังจะนำเข้าสู่สายการผลิตที่เมืองเกนท์ (GHENT) ในเบลเยียม แทนที่รถรุ่นปัจจุบัน 2 อนุกรม คือ โวลโว เอส 40 (VOLVO S40) กับ โวลโว วี 50 (VOLVO V50) โดยตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ระดับ 90,000 คัน/ปี เป็นรถขนาดเล็กกะทัดรัดในตัวถังยาว 4.369 ม. กว้าง 1.783 ม. และสูง 1.420 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศระหว่าง 0.29-0.31 ม. ต้องรอจนถึงเดือนกรกฎาคมจึงจะออกโชว์รูมในหลายประเทศของยุโรป โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 7 ขนาด

 

โพร์เช บอกซ์สเตอร์/โพร์เช บอกซ์สเตอร์ เอส

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์ใช้เวทีหมุนขนาดยักษ์ในงานนี้เป็นที่เปิดตัวรถสปอร์ทรุ่นใหม่รวม 2 โมเดล คือ โพร์เช บอกซ์สเตอร์ (PORSCHE BOXSTER) ในตัวถังสีทอง กับ โพร์เช บอกซ์สเตอร์ เอส (PORSCHE BOXSTER S) ในตัวถังสีเงิน โมเดลแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายแล้วในเมืองเบียร์โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 48,291 ยูโร หรือประมาณ 2.03 ล้านบาทไทย ติดตั้งเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) 2,706 ซีซี 195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ส่วนโมเดลหลังซึ่งแพงกว่ากันเล็กน้อย คือ ค่าตัวเริ่มต้นที่ 59,120 ยูโร หรือประมาณ 2.48 ล้านบาทไทย ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันแต่โตกว่าและแรงกว่า คือเครื่อง 3,436 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 232 กิโลวัตต์/315 แรงม้า ระบบเกียร์ก็มีให้เลือก 2 แบบเช่นเดียวกัน ทั้ง 2 โมเดลเป็นรถรุ่นใหม่ (รุ่นที่ 3) มีน้ำหนักตัวเบากว่าและประหยัดเชื้อเพลิงกว่ารถรุ่นเดิม

 

เซอัต อีบิซา

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เพียงรายเดียวของเมืองกระทิงดุ ใช้เวทีขนาดยักษ์ในงานนี้เป็นที่เปิดรถ เซอัต อีบิซา (SEAT IBIZA) รุ่นใหม่ ในลักษณะ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เป็นรถที่ได้รับการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า MID-LIFE FACE-LIFT โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเพิ่มแรงดึงดูดต่อผู้ใช้รถวัยหนุ่มวัยสาวที่ชอบใช้ของดีแต่ราคาย่อมเยา ออกโชว์รูมในเมืองแม่ไปแล้วเมื่อปลายเดือนมีนาคม โดยมีตัวถังให้เลือกซื้อเลือกหาตามใจรักรวม 3 แบบ คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบคซึ่งติดป้ายชื่อ SEAT IBIZA SC ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบคซึ่งติดป้ายชื่อ SEAT IBIZA และตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ซึ่งติดป้ายชื่อ SEAT ST นับเป็นรถขนาดเล็กที่ค่าตัวถูกมาก อยู่ในสเปนมีเงินแค่ 12,470 ยูโร ก็ซื้อได้แล้ว

 

เซอัต โตเลโด คอนเซพท์

หายหน้าหายตาจากโชว์รูมไปนานกว่า 2 ปี ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด ? ผู้ผลิตรถยนต์ของเมืองกระทิงดุกลับตัดสินใจที่จะบรรจุรถซีดานขนาดเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ เซอัต โตเลโด (SEAT TOLEDO) กลับคืนสู่สายการผลิตอีกครั้งหนึ่ง ประจักษ์พยานยืนยัน คือ การปรากฏตัวในลักษณะ “ครั้งแรกในโลก” ของ เซอัต โตเลโด คอนเซพท์ (SEAT TOLEDO CONCEPT) ที่งานนี้ ยังติดป้ายว่าเป็นรถแนวคิด แต่หน้าตาและรายละเอียดต่างๆ เหมือนเป็นรถที่พร้อมจะเข้าสู่สายการผลิตแล้ว เสียเวลาค้นหาอยู่ไม่นานก็ได้ข้อมูลว่า ก่อนสิ้นปีงูใหญ่และหลังจากปรับแต่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รถแบบนี้จะเข้าสู่สายการผลิตแน่นอน แต่โรงงานที่ใช้ไม่ได้อยู่ในเมืองแม่ แต่เป็นโรงงานในสาธารณรัฐเชคของค่าย สโกดา (SKODA) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ร่วมเครือ

 

เซอัต มีอิ

รถแฮทช์แบคขนาดจิ๋วติดป้ายชื่อ เซอัต มีอิ (SEAT MII) คู่ฝาคู่แฝดของรถ โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) ออกโชว์รูมในเมืองกระทิงดุมาแล้วหลายเดือน แต่ยังไม่มีใครได้ยลโฉมรถชื่อนี้ในตัวถังที่มีประตูข้างรวม 4 ประตู จนกระทั่งวันแรกของงานมหกรรมยานยนต์เจนีวา เป็นตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ยาว 3.557 ม. กว้าง 1.645 ม. และสูง 1.478 ม. ที่ดัดแปลงจากตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค และเป็นการดัดแปลงที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อหน้าตาและมิติของตัวถัง นอกจากขนาดกว้างที่เพิ่มขึ้นแค่ 0.4 ซม. มีกำหนดออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคมปีงูใหญ่ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้เพียง 2 ขนาด คือ เครื่อง SOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี ซึ่งปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า กับ 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า

 

สโกดา ซิทีโก

บูธของผู้ผลิตรถยนต์แห่งสาธารณรัฐเชคดูเงียบเหงาไม่คึกคักอย่างที่เคยเป็นเพราะมีผลงานที่อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” เพียงชิ้นเดียว คือ สโกดา ซิทีโก (SKODA CITIGO) ในตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค เป็นรถแบบที่ 7 ของค่ายนี้ และเป็นรถจิ๋วคู่ฝาคู่แฝดกับรถ โฟล์คสวาเกน อัพ ! (VOLKSWAGEN UP!) และ เซอัต มีอิ (SEAT MII) ซึ่งก็อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นเดียวกัน รูปทรงองค์เอวและขนาดตัวถังเท่ากัน แต่หน้าตาดูจะเป็นรองรถคู่แฝดทั้ง 2 แบบอยู่นิดๆ มีกำหนดออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 2 ขนาด เป็นเครื่องบลอคเดียวกับที่พบได้ในรถคู่แฝด คือ เครื่อง SOHC 3 สูบเรียง 999 ซีซี 44 กิโลวัตต์/60 แรงม้า กับ 55 กิโลวัตต์/75 แรงม้า

 

เปอโฌต์ 208/เปอโฌต์ 208 จีทีไอ คอนเซพท์

รถขนาดเล็กนับ 10 รุ่นเปิดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และเหตุการณ์นี้ได้อุบัติขึ้นแล้วที่มหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 82 ในกรณีของค่าย “สิงห์เผ่น” รถที่ว่านี้ คือ เปอโฌต์ 208 (PEUGEOT 208) ที่ออกโชว์รูมในเมืองน้ำหอมไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในฐานะตัวตายตัวแทนของรถ เปอโฌต์ 207 ที่อยู่ในตลาดยาวนานมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2006 เป็นรถขนาดเล็กอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า SUBCOMPACT CAR ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหางและมีน้ำหนักตัวเบากว่ารถรุ่นก่อนถึง 110 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย ส่วนคันสีแดงในภาพใหญ่ซึ่งติดป้ายชื่อ เปอโฌต์ 208 จีทีไอ คอนเซพท์ (PEUGEOT 208 GTI CONCEPT) เป็นต้นแบบของรถ “ฮอทแฮทช์” ที่ค่ายนี้ตั้งใจจะทำขายในเวลาที่ไม่นานจนเกินรอ รถโมเดลนี้ติดตั้งเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 200 แรงม้า และคาดหมายว่าจะสามารถทำความเร็วสูงสุดระดับ 225 กม./ชม. นั่นเทียว

 

เปอโฌต์ 4008

รถใหม่อีกแบบหนึ่งที่ค่าย “สิงห์เผ่น” นำออกอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้คือ เปอโฌต์ 4008 (PEUGEOT 4008) รถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า COMPACT CROSSOVER SUV ซึ่งเป็นผลงานจากความร่วมมือกับค่ายมิตซูบิชิของญี่ปุ่น และเป็นคู่ฝาคู่แฝดกับรถ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ (MITSUBISHI OUTLANDER) ซึ่งก็อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นกัน ออกจำหน่ายแล้วในรัสเซียและยูเครนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ในเมืองแม่คือ ฝรั่งเศสและยุโรปตะวันตกประเทศอื่นๆ ต้องรอเดือนพฤษภาคม ตัวถังยาว 4.340 ม. กว้าง 1.768 ม. และสูง 1.632 ม. ใช้ระบบขับเคลื่อนทุกล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ถึง 4 ขนาด ตั้งแต่ 115 จนถึง 150 แรงม้า

 

ซีตรอง เซ กัตร์ แอร์ครอสส์

อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ”ครั้งแรกในโลก”ที่งานนี้เช่นเดียวกันคือ ซีตรอง เซ กัตร์ แอร์ครอสส์ (CITROEN C4 AIRCROSS) รถกิจกรรมลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดซึ่งเป็นคู่ฝาคู่แฝดของ เปอโฌต์ 4008 (PEUGEOT 4008) ในภาพซ้ายมือ ออกตลาดไปเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาในฐานะตัวตายตัวแทนของรถรุ่นเดิมซึ่งติดป้ายชื่อ ซีตรอง เซ-ครอสเซอร์ (CITROEN C-CROSSER) มีทั้งแบบขับล้อหน้าและขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 4 ขนาด เป็นเครื่องยนต์ชุดเดียวกับรถคู่แฝด ส่วนระบบเกียร์มี 3 แบบ คือเกียร์ธรรมดา 5 หรือ 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่อง มีขนาดตัวถังโตเท่ากับรถคู่แฝด รูปทรงองค์เอวก็เหมือนกับรถคู่แฝด ที่ไม่เหมือนกันคือหน้าตา และยังตัดสินไม่ได้ว่าคันไหนดูดีกว่า ?

 

เรอโนลต์ ทวิซี

มีรถตลาดขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ เพียงไม่กี่คันที่อวดตัวให้เห็นในงานนี้ หนึ่งในจำนวนนั้น คือ เรอโนลต์ ทวิซี (RENAULT TWIZY) รถไฟฟ้า 2 ที่นั่ง ซึ่งปรากฏตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทเมื่อเดือนกันยายน 2009 โดยติดป้ายว่าเป็นรถแนวคิด เห็นอีกครั้งในงานนี้กลายสภาพเป็นรถตลาดอย่างสมบูรณ์ และเพียงไม่กี่วันหลังจากวันเปิดงานคือในวันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม 2012 ก็ออกจำหน่ายในเมืองน้ำหอม โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 6,990 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 294,000 บาทไทย เป็นรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้เวลาในการประจุไฟด้วยไฟบ้าน 220 โวลท์โดยใช้เวลาแค่สามชั่วโมงครึ่ง และสามารถวิ่งได้ไกลประมาณ 100 กม. ตัวถังยาว 2.34 ม. และกว้าง 1.23 ม. มีน้ำหนักตัวแค่ 450 กก.

 

เรอโนลต์ โซ

รถไฟฟ้าอีกแบบหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่เมืองน้ำหอมนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถขนาดเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ เรอโนลต์ โซ (RENAULT ZOE) ซึ่งฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะออกโชว์รูมในเมืองแม่ โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 15,700 ยูโร หรือประมาณ 659,000 บาทไทย เป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ติดตั้งมอเตอร์ 65 กิโลวัตต์/88 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 22 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีวิธีประจุไฟหลายแบบ แบบที่รวดเร็วที่สุดคือใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ทำได้ในสถานี CHARGING STATION ที่จัดไว้โดยเฉพาะ และใช้ไฟ 43 กิโลวัตต์ (3-เฟส 63 แอมป์) ประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งรถยาว 4.084 ม. กว้าง 1.730 ม. และสูง 1.568 ม.แบบนี้จะวิ่งได้ไกลประมาณ 210 กม. ด้วยความเร็วสูงสุด 135 กม./ชม.

 

แจกวาร์ เอกซ์เอฟ สปอร์ทเบรค

เรียกร้องความสนใจให้บรรดาสื่อมวลชนทั้งตัวจริงและตัวปลอม เข้ามารายล้อมเวทีขนาดยักษ์ในบูธของยอดผู้ผลิตรถหรูเมืองผู้ดีที่มีเจ้าของอยู่ในเมืองภารตะได้อย่างแน่นขนัด คือ แจกวาร์ เอกซ์เอฟ สปอร์ทเบรค (JAGUAR XF SPORTBRAKE) รถตรวจการณ์ซึ่งพัฒนาจากรถซาลูน แจกวาร์ เอกซ์เอฟ (JAGUAR XF) โดยทีมงานที่มี เอียน คัลลัม (IAN CALLUM) นักออกแบบเลือดสกอทชื่อดังเป็นผู้นำ มีกำหนดออกตลาดตอนต้นปี 2013 ในตัวถังยาว 4.966 ม. และกว้าง 1.877 ม. ที่อัดแน่นไปด้วยสรรพเทคโนโลยีที่ไม่เคยพบกันมาก่อนในรถติดตรา “แมวป่า” ตัวอย่าง คือ ระบบรองรับหลังแบบ AIR SUSPENSION ที่สามารถปรับระดับความสูงได้เองโดยอัตโนมัติและไม่ทำให้สูญเสียความสามารถของการบรรทุก กับระบบ ADAPTIVE DYNAMICS SYSTEM ซึ่งตรวจวัดการทำงานของระบบรองรับ (กันสะเทือน) อย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับระดับความแข็งความอ่อนได้อย่างรวดเร็วระดับ 500 ครั้ง/วินาทีนั่นเทียว

 

เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค คอนเวอร์ทิเบิล คอนเซพท์

แลนด์ โรเวอร์ (LAND ROVER) ยอดผู้ผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับหรูของเมืองผู้ดีซึ่งเจ้าของอยู่ในเมืองภารตะเช่นกัน เลือกใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัว เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค คอนเวอร์ทิเบิล คอนเซพท์ (RANGE ROVER EVOQUE CONVERTIBLE CONCEPT) รถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งติดตั้งหลังคาเปิดประทุนแบบอ่อน ที่พัฒนาจากรถตลาด เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค (RANGE ROVER EVOQUE) ซึ่งเพิ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองผู้ดีเมื่อปีกระต่าย เป็นผลงานรังสรรค์ของทีมงานที่มี เจอร์รี แมคโกเวิร์น (JERRY MCGOVERN) ผู้อำนวยฝ่ายออกแบบของค่ายนี้เป็นผู้นำทีม และคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งก่อนที่จะมีการตัดสินใจ ว่าจะบรรจุเข้าสู่สายการผลิตหรือไม่? หากตัดสินเปิดไฟเขียวก็คงต้องใช้เวลาสักสองปีรถจึงพร้อมที่จะออกตลาด

 

แอสตัน มาร์ทิน วี 12 ซากาโต

เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ มานานเดือน แต่ต้องรอจนถึงมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งนี้นี่เอง คนรักรถสปอร์ทในทวีปยุโรปจึงมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของ แอสตัน มาร์ทิน วี 12 ซากาโต (ASTON MARTIN V12 ZAGATO) ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทค่าตัวแสบเมืองผู้ดี เป็นผลงานจากความร่วมมือกับสำนักออกแบบชื่อดังเมืองมะกะโรนี ซึ่งไตรมาสที่ 3 ของปีนี้จึงจะเริ่มการผลิต และจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 150 คัน ไม่มีขาดไม่มีเกิน เป็นรถสปอร์ทระดับ “ซูเพอร์คาร์” ติดตั้งเครื่องยนต์ 5,935 ซีซี 517 แรงม้า และระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่ตั้งค่าตัวไม่รวมภาษีไว้สูงลิบลิ่วถึง 330,000 ปอนด์อังกฤษ หรือประมาณ 16.5 ล้านบาทไทย แต่เพียงสัปดาห์แรกที่เปิดรับการสั่งจอง ก็มีผู้แจ้งความจำนงไว้แล้วมากกว่า 50 คัน

 

เบนท์ลีย์ อีเอกซ์พี 9 เอฟ

เรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งตัวจริงและตัวปลอมได้อย่างล้นหลามเช่นกัน คือ เบนท์ลีย์ อีเอกซ์พี 9 เอฟ (BENTLEY EXP 9 F) ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของยอดผู้ผลิตรถหรูเมืองผู้ดีซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับสุดหรู ที่คนวงในของค่ายนี้เรียกขานกันด้วยชื่อเล่น ฟัลคอน (FALCON) เพิ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้พร้อมกับคำถามสำคัญ คือ สมควรหรือไม่ที่เบนท์ลีย์จะทำรถ เอสยูวี ? ไม่ได้ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่ขอหยิบขอยืมชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมทั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ DOHC ดับเบิลยู 12 สูบ 5,998 ซีซี 600 แรงม้า จากรถที่อยู่ในสายการผลิตขณะนี้ คือ เบนท์ลีย์ คอนทิเนนทัล (BENTLEY CONTINENTAL) และ เบนท์ลีย์ มุลซานน์ (BENTLEY MULSANNE)

 

เชฟโรเลต์ ครูซ สเตชันแวกอน

ไม่เป็นที่สนใจนักแม้ว่าเป็นรถใหม่อีกแบบหนึ่งที่เพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือรถเก๋งตรวจการณ์ขนาดเล็กกะทัดรัด เชฟโรเลต์ ครูซ สเตชันแวกอน (CHEVROLET CRUZE STATIONWAGON) ซึ่งมีตัวถังยาว 4.675 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.34 ต้องรอจนถึงฤดูร้อนของปีงูใหญ่จึงจะออกโชว์รูมในหลายประเทศของยุโรป โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ถึง 5 ขนาด ตั้งแต่เครื่องเบนซิน 1.6 ลิตร 124 แรงม้า ไปจนถึงเครื่องดีเซล 2.0 ลิตร 163 แรงม้า มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.51-6.72 ลิตร/100 กม. มีอัตราคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ระหว่าง 119-167 กรัม/กม. กับมีระบบ KEYLESS ENTRY ซึ่งทำให้สามารถเปิดประตูรถและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ

 

แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา

เรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนได้อย่างล้นหลาม ชนิดต้องยืนเข้าคิวนานหลายนาทีก่อนที่ผู้ดูแลจะเปิดทางให้เยื้องกรายเข้าไปในบูธ คือ แฟร์รารี เอฟ 12 แบร์ลิเนตตา (FERRARI F12 BERLINETTA) รถสปอร์ทม้าลำพองรุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งเพิ่งอวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถที่ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองมะกะโรนีกำลังจะบรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2006 และคนรักรถสปอร์ททั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อ แฟร์รารี 599 จีทีบี ฟีโอราโน (FERRARI 599 GTB FIORANO) ม้าลำพองตัวใหม่ล่าสุดติดตั้งเครื่องยนต์ที่เพิ่งออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ และเป็นเครื่องยนต์สำหรับรถถนนไม่ใช่รถแข่งที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของค่ายนี้ เป็นเครื่องยนต์ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 12 สูบ ความจุ 6,262 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 545 กิโลวัตต์/740 แรงม้า ที่ 8,250 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังเป็นเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ

 

เฟียต 500 แอล

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ เฟียต 500 แอล (FIAT 500L) รถอเนกประสงค์ขนาดมีนีในตัวถังยาว 4.140 ม.กว้าง 1.780 ม.และสูง 1.660 ม. ที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกะโรนีกำลังจะนำเข้าสู่การผลิตแทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งติดป้ายชื่อ เฟียต อีเดอา (FIAT IDEA) มีกำหนดออกตลาดในไตรมาสสุดท้ายของปีงูใหญ่ โดยใช้โรงงานในประเทศเซอร์เบียที่เพิ่งก่อสร้างขึ้นใหม่เป็นที่ผลิต ในระยะแรกที่ออกตลาดจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้เพียง 3 ขนาด คือเครื่องเบนซิน 1.4 ลิตร เครื่องเบนซินทวินแอร์ 0.9 ลิตร และเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 1.3 ลิตร ทั้งหมดเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกะโรนีอวดโอ่อย่างภูมิอกภูมิใจว่าออกแบบและพัฒนาด้วยเทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัยระดับ STATE-OF-THE-ART

 

มาเซราตี กรันตูริสโม สปอร์ท

ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องของค่าย”สามง่าม”ที่เรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้ดีเกินคาดคือ มาเซราตี กรันตูริสโม สปอร์ท (MASERATI GRANTURISMO SPORT) รถคูเปหุ่นชวนน้ำลายหกซึ่งเป็นรถอีกแบบหนึ่งที่อวดตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ ไม่ใช่รถใหม่แท้อย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า ALL NEW แต่เป็นรถโมเดลใหม่ที่ก่อนสิ้นปีนี้ค่าย “สามง่าม” จะนำออกสู่ตลาด แทนที่รถโมเดลปัจจุบันซึ่งติดป้ายชื่อ มาเซราตี กรันตูริสโม เอส (MASERATI GRANTURISMO S) รถโมเดลใหม่นี้ติดตั้งเครื่องยนต์ วี 8 สูบ 4.7 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 338 กิโลวัตต์/460 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดระดับ 300 กม./ชม.

 

ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ เจ

เรียกแขกได้อย่างคับคั่งในทุกครั้งที่นำผลงานใหม่ออกอวด คือยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองมะกะโรนีซึ่งรู้จักกันในชื่อ ลัมโบร์กินี งานนี้ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องที่ค่าย “กระทิงดุ” นำออกแสดง คือรถติดป้ายชื่อ ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ เจ (LAMBORGHINI AVENTADOR J) เป็นรถแบบพิเศษที่ไม่ได้เป็นทั้งรถแนวคิดและรถตลาด แต่เป็นรถอย่างที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า ONE-OFF CAR คือ ทำขึ้นเพียงคันเดียว และขายไปแล้วในราคาสูงกว่า 50 ล้านบาทไทย ตัวถังยาว 4.900 ม. กว้าง 2.030 ม. และสูง 1.110 ม. ดัดแปลงจากตัวถังคูเปของ ลัมโบร์กินี อเวนตาโดร์ แอลพี 700-4 (LAMBORGHINI AVENTADORE LP600-4) รถตลาดที่เพิ่งออกจำหน่ายเมื่อต้นปีกระต่าย โดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมายรวมทั้งถอดหลังคาออกหมด

 

อิตัลดีไซจ์น จูจาโร บรีวีโด

สำนักออกแบบเลื่องชื่อดังของเมืองมะกะโรนี ซึ่งกลายเป็นสมบัติของยักษ์ใหญ่โฟล์คสวาเกนมาตั้งแต่ปี 2010 นำผลงานใหม่ออกอวดตัวในมหกรรมยานยนต์รายนี้เป็นประจำทุกปีไม่มีเว้น ปีนี้ผลงานที่นำออกแสดง คือ อิตัลดีไซจ์น จูจาโร บรีวีโด (ITALDESIGN GIUGIARO BRIVIDO) ที่เห็นในภาพใหญ่และภาพบน เป็นรถแนวคิดที่ค่ายนี้บอกว่า รังสรรค์ขึ้นเพื่อ ALLOW PEOPLE TO DREAM AND IMAGINE THE FUTURE หรือ “เปิดทางให้ผู้คนได้ฝันและสร้างจินตภาพของอนาคต” ตัวถังประตูปีกนกรูปทรงองค์เอวสะดุดตาสะดุดใจ ยาว 4.980 ม. กว้าง 1.960 ม. และสูง 1.298 ม. ใช้ระบบขับล้อหลังแบบไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์ DOHC วี 6 สูบ 3.0 ลิตร 265 กิโลวัตต์/360 แรงม้า ของ โฟล์คสวาเกน ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ได้กำลังรวมสูงสุด 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 275 กม./ชม. โดยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 154 กรัม/กม.

 

ปินินฟารีนา คัมบีอาโน

ผลงานใหม่เอี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของสำนักออกแบบชื่อดังเมืองมะกะโรนี คือ ปินินฟารินา คัมบีอาโน (PININFARINA CAMBIANO) รถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถสปอร์ทซีดานขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้า อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า EXTENDED-RANGE PLUG-IN ELECTRIC CAR คือ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 60 กิโลวัตต์/82 แรงม้า รวม 4 ชุด แต่ละชุดขับล้อแต่ละล้อ และใช้แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งประจุไฟแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ไกลประมาณ 205 กม.ด้วยความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. หากไฟหมดระหว่างทาง ก็มีเครื่องไมคโรเทอร์ไบน์ขนาด 50 กิโลวัตต์/68 แรงม้าซึ่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ทำหน้าที่ปั่นไฟเข้าแบทเตอรีหรือส่งพลังไฟให้แก่มอเตอร์โดยตรงกรณีจำเป็น ช่วยยืดระยะเดินทางเป็น 800 กม.

 

แบร์โตเน นุชโช

สำนักออกแบบลูกเมียน้อยของเมืองมะกะโรนีอย่าง แบร์โตเน ก็ไม่ยอมน้อยหน้า มีผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องที่เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานได้ดีเช่นกัน คือ แบร์โตเน นุชโช (BERTONE NUCCIO) ในภาพบนซ้ายมือ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถสปอร์ท 2 ที่นั่ง/วางเครื่องกลางลำ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของกิจการ และตั้งชื่อตามชื่อเล่นของ จูเซปเป “นุชโช” แบร์โตเน (GIUSEPPE”NUCCIO”BERTONE) ซึ่งเป็นผู้นำของสำนักออกแบบเจ้านี้ยาวนานถึง 6 ทศวรรษ ก่อนลาโลกเมื่อปี 1997 ขณะมีอายุ 83 ปี ตัวถังยาว 4.800 ม. กว้าง 1.950 ม. และสูง 1.220 ม. ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่อง วี 8 สูบ 4,300 ซีซี 480 แรงม้า มีรูปทรงองค์เอวที่ชวนให้ฉงน และมีทัศนวิสัยห้องโดยสารที่แย่มาก

 

รินสปีด ดอค แอนด์ โก

รินสปีด ดอค แอนด์ โก (RINSPEED DOCK+GO) ผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของ RINSPEED AG ผู้ผลิตรถแนวคิดของเมืองสวิสส์ซึ่งนำผลงานออกแสดงในงานนี้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอไม่มีขาดตกยกเว้น เป็นรถแนวคิดที่นักวิจารณ์บางคนให้ความเห็นว่า เป็นผลลัพธ์ของแนวความคิดที่ MAD BUT NOT STUPID หรือ “บ้าแต่ไม่โง่” คือแนวความคิดที่จะแก้ปัญหาของรถไฟฟ้าที่มักจะเดินทางได้ไม่ไกล โดยออกแบบรถให้มีลักษณะเหมือนเป้ที่สะพายอยู่บนหลัง คือ แยกรถเป็นสองส่วนเหมือนรถพ่วง ส่วนหน้าซึ่งมีครบทั้ง 4 ล้อ ขับเคลื่อนด้วยพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 25 กิโลวัตต์/34 แรงม้า ที่รับพลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ส่วนหลังเป็นรถพ่วงที่มีแค่ 2 ล้อ และปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้สารพัดแบบ ใช้บรรทุกข้าวของ

 

โตโยตา เอฟที-บีเอช

มีรถสัญชาติญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คันเท่านั้นที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ และหนึ่งในจำนวนอันน้อยนิดนี้คือ โตโยตา เอฟที-บีเอช (TOYOTA FT-BH) ที่เห็นในภาพใหญ่และภาพบน เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยระบบไฮบริดที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองยุ่นเพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่และมีน้ำหนักเบากว่าระบบที่คุ้นเคยกันดีในรถ โตโยตา ปรีอุส (TOYOTA PRIUS) เกือบ 90 กก. ระบบใหม่นี้ใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 1.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยแค่ 2.1 ลิตร/100 กม. หรือ 47.6 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 49 กรัม/กม. ส่วนตัวถังซึ่งยาว 3.985 ม. ก็มีน้ำหนักตัวแค่ 786 กก. เพราะชิ้นส่วนหลายชิ้นทำจากอลูมิเนียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นโลหะมวลเบา รูปทรงองค์เอวของตัวถังออกแบบโดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ จึงมีค่าสัมประสิทธิแรงต้านอากาศที่เยี่ยมยอดมาก คือ แค่ 0.235 เท่านั้น

 

โตโยตา ยารีส ไฮบริด

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกันคือ โตโยตา ยารีส ไฮบริด (TOYOTA YARIS HYBRID) รถแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยแค่ 3.5 ลิตร/100 กม.หรือ 28.6 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 79 กรัม/กม. เป็นรถผลิตในอังกฤษซึ่งเดือนพฤษภาคมนี้จะเริ่มออกโชว์รูมทั่วยุโรป ตัวถังยาว 3.905 ม. กว้าง 1.695 ม. และสูง 1.510 ม. มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.286 ระบบขับแบบไฮบริดใช้เครื่องยนต์ DOHC 4 สูบเรียง 1,497 ซีซี 55 กิโลวัตต์/74 แรงม้า (รหัสเครื่องยนต์ 1NZ-FXE) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 60 กิโลวัตต์/80 แรงม้า และแบทเตอรีนิคเคิล-เมทัลไฮดไรด์ ได้กำลังรวมสูงสุด 74 กิโลวัตต์/100 แรงม้า และรถสามารถทำความเร็วสูงสุด 165 กม./ชม.

 

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์

หลังจากขายรถสองรุ่นแรกในทุกตลาดไปแล้วมากกว่า 950,000 คัน ที่งานนี้ ค่าย “สามเพชร” ก็นำรถกิจกรรมกลางแจ้ง มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ (MITSUBISHI OUTLANDER) รุ่นที่สามออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก เป็นรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหางและมีรูปทรงองค์เอวที่ดูจะโดนใจผู้ใช้รถในทวีปยุโรปมากกว่ารถ 2 รุ่นแรก มีกำหนดออกโชว์รูมในเดือนพฤศจิกายน โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า กับเครื่องดีเซล 2.0 ลิตร 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ที่น่าติดตามก็คือ ในปี 2013 รถเอสยูวีในตัวถังยาว 4.655 ม. กว้าง 1.800 ม. และสูง 1.680 ม. แบบนี้ จะมีรุ่นที่ขับเคลื่อนทุกล้อด้วยระบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟให้เลือกใช้ด้วย

 

นิสสัน อินวิเทชัน

ยักษ์รองเมืองยุ่นนำรถแนวคิดออกอวดตัวแบบ”ครั้งแรกในโลก”ที่งานนี้รวม 2 คัน คันแรกในภาพบนซ้ายมือ คือ นิสสัน อินวิเทชัน (NISSAN INVITATION) เป็นรถแนวคิดซึ่งเป็นต้นแบบของรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ที่แหล่งข่าววงในระบุว่าปีหน้าค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาดในทวีปยุโรปแทนที่รถรุ่นปัจจุบันที่ติดป้ายชื่อ นิสสัน โนท (NISSAN NOTE) เป็นรถเล็กที่ออกแบบ และพัฒนาโดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโครงสร้างตัวถังที่มีน้ำหนักเบาห้องโดยสารอันกว้างขวางและเครื่องยนต์ที่ประหยัดเชื้อเพลิง มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัยที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถระดับนี้ ตัวอย่าง คือ ระบบ AROUND VIEW MONITOR SYSTEM ซึ่งติดตั้งกล้อง 4 ตัว ทำให้ผู้ขับมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้รอบตัว เหมือนนั่งอยู่ในเฮลิคอพเตอร์

 

นิสสัน ไฮ-ครอสส์ คอนเซพท์

นิสสัน ไฮ-ครอสส์ คอนเซพท์ (NISSAN H-CROSS CONCEPT) รถแนวคิดอีกคันหนึ่งที่ยักษ์รองของเมืองยุ่นนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นต้นแบบของรถกิจกรรมกลางแจ้ง 5/7 ที่นั่ง อนุกรมใหม่ ที่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2013 ค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาดในยุโรปแทนที่รถรุ่นปัจจุบันซึ่งติดป้ายชื่อ นิสสัน เอกซ์-ทเรล (NISSAN X-TRAIL) เป็นรถขนาดเล็กกะทัดรัดในตัวถังขนาด 4.660×1.850×1.670 ม. ที่จะมีระบบขับให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ทั้งขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์ดีเซล และขับแบบไฮบริดโดยใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาดเล็กกะทัดรัดที่ยักษ์รองของเมืองยุ่นกำลังขะมักเขม้นพัฒนาอยู่ในขณะนี้

 

ฮันเด ไอ-โอนิค

ไปเยือนงานแสดงรถยนต์ระดับ “อินเตอร์” แล้วคาดหมายว่าจะได้ชมรถแนวคิดติดยี่ห้อ ฮันเด รับประกันได้เลยว่างานไหนงานนั้นไม่มีคำว่าผิดหวัง! ในกรณีของงานนี้ รถแนวคิดที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองโสมนำออกแสดง คือ ฮันเด ไอ-โอนิค (HYUNDAI I-ONIQ) ที่เห็นในภาพใหญ่และภาพบน เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถสปอร์ทแฮทช์แบคประตูปีกนกขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า EXTENDED-RANGE ELECTRIC SPORTS HATCH ระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าที่ว่านี้ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 80 กิโลวัตต์/109 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน กับมีเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบเรียง 1.0 ลิตร 45 กิโลวัตต์/61 แรงม้า ทำหน้าที่เป็น RANGE EXTENDER หรือตัวยืดระยะทาง เมื่อวิ่งด้วยพลังไฟของแบทเตอรีเพียงอย่างเดียวจะไปได้ไกลประมาณ 120 กม. ด้วยความเร็วสูงสุด 145 กม./ชม. แต่เมื่อให้เครื่องยนต์ทำงานจะเพิ่มระยะทางเป็น 700 กม. และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์แค่ 45 กรัม/กม.

 

เกีย ซี’ด

ยักษ์รองเมืองโสมนำผลงานชิ้นใหม่ออกอวดตัวในงานนี้หลายชิ้น มีทั้งรถแนวคิดและรถตลาด รถตลาด เกีย ซี’ด (KIA CEE’D) ที่เห็นในภาพบนซ้ายมือ เป็นรถรุ่นใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถสัญชาติเกาหลีที่ไม่ได้ผลิตในเมืองโสม แต่ใช้โรงงานที่เมืองซีลินาในสโลวะเกียเป็นที่ผลิต เช่นเดียวกับรถรุ่นเดิมที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2006 รถรุ่นใหม่นี้จะมีตัวถังให้เลือกใช้ถึง 3 แบบ ตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค อย่างที่เห็นในภาพ จะออกตลาดในเดือนมิถุนายนปีงูใหญ่ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกอย่างจุใจถึง 6 ขนาด ตั้งแต่ 66 กิโลวัตต์/90 แรงม้า จนถึง 99 กิโลวัตต์/135 แรงม้า ที่จะตามมาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน คือ ตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ ส่วนผู้ที่ชอบตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ต้องอดใจรอจนกว่าจะถึงปี 2013

 

เกีย ทแรค’สเตอร์

เกีย ทแรค’สเตอร์ (KIA TRACK’STER) ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งของยักษ์รองเมืองโสม อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ชิคาโกในสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ และนำมาฉายซ้ำเป็นครั้งที่สองที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดซึ่งพัฒนาจากรถตลาด เกีย โซล (KIA SOUL) ที่คนรักรถในบ้านเราคงคุ้นเคยกันดี และเป็นต้นแบบของรถ “ฮอทแฮทช์” ที่คาดหมายกันว่าอีกไม่นานจนเกินรอค่ายนี้จะนำออกสู่ตลาด ตัวถังซึ่งมีประตูข้างเพียง 2 บาน มีขนาดกว้างกว่าตัวถังของรถซึ่งเป็นที่มาประมาณ 1.3 ซม. แต่ความยาวคงเดิม เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เทอร์โบ DOHC 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษจนให้กำลังสูงถึง 184 กิโลวัตต์/250 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังสู่ล้อผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

 

ซังยง เอกซ์ไอวี-2 คอนเซพท์

แม้แต่ผู้ผลิตรถยนต์ที่ย่ำแย่จนต้องขายกิจการไปหยกๆ ก็ยังมีผลงานใหม่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ ซังยง เอกซ์ไอวี-2 คอนเซพท์ (SSANGYONG XIV-2 CONCEPT) ที่เห็นในภาพบนซ้ายมือ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับพรีเมียม ที่ยักษ์เล็กของเมืองโสมรังสรรค์ขึ้นเพื่ออวดแนวทางใหม่ของการออกแบบ ตัวถังยาว 4.166 ม. กว้าง 1.820 ม. และสูง 1.566 ม. ติดตั้งประทุนหลังคาแบบอ่อนเปิด/ปิดด้วยการกดปุ่ม และมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับระบบประทุนของรถ เฟียต 500 ซี (FIAT 500C) เป็นรถที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อให้สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ได้ 2 แบบ คือ เครื่องเบนซิน 4 สูบเรียง 1.6 ลิตร 92 กิโลวัตต์/125 แรงม้า หรือเครื่องดีเซล 4 สูบเรียง 1.6 ลิตร 96 กิโลวัตต์/130 แรงม้า

 

ทาทา เมกะพิกเซล

ปิดท้ายด้วยผลงานของยักษ์ใหญ่เมืองภารตะซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้คือ ทาทา เมกะพิกเซล (TATA MEGAPIXEL) ที่เห็นในภาพบนขวามือ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถแฮทช์แบคขนาดซูเพอร์มีนีขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้า โดยติดตั้งมอเตอร์ขนาด 10 กิโลวัตต์/14 แรงม้า ไว้ที่ล้อแต่ละล้อ มอเตอร์เหล่านี้ได้พลังไฟจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนฟอสเฟทขนาด 13 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งประจุไฟแต่ละครั้งรถจะวิ่งได้ไกล 87 กม. ด้วยความเร็วสูงสุด 110 กม./ชม. หากไฟหมดกลางทางก็มีเครื่องยนต์เบนซินสูบเดียว 325 ซีซี 22 กิโลวัตต์/30 แรงม้า ทำหน้าที่เป็น RANGE EXTENDER หรือตัวยืดระยะทาง คือทำหน้าที่ปั่นไฟเข้าแบทเตอรี และเพิ่มพิสัยการเดินทางเป็นมากกว่า 900 กม. โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 100 กม./ลิตร



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2555
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/pRorD
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th