บทความ

โรดสเตอร์ จิ๋วสุดแจ๋ว เปิดตัวในเมืองมะกัน


โรดสเตอร์ จิ๋วสุดแจ๋ว
เปิดตัวในเมืองมะกัน
จะออกขายเดือนน้ำลด

อังกฤษ-มีนี (MINI) ยอดผู้ผลิตรถจิ๋วของเมืองผู้ดี เปิดเผยโฉมหน้าและรายละเอียดของรถแบบใหม่ล่าสุดซึ่งติดป้ายชื่อ มีนี โรดสเตอร์ (MINI ROADSTER) พร้อมประกาศยืนยันว่าจะนำตัวจริงเสียงจริงของรถรุ่นนี้ออกอวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีขึ้นตอนกลางเดือนมกราคมปีงูใหญ่ ก่อนจะนำรถออกสู่ตลาดในเมืองแม่ฤดูใบไม้ผลิปีเดียวกัน โดยมีรถให้เลือกใช้ 4 โมเดล

ค่าย มีนี ซึ่งขณะนี้มีรถจิ๋วให้ลูกค้าทั่วโลกเลือกใช้รวม 5 แบบ คือ มีนี แฮทช์ (MINI HATCH) มีนี คอนเวอร์ทิเบิล (MINI CONVERTIBLE) มีนี คลับแมน (MINI CLUBMAN) มีนี คันทรีแมน (MINI COUNTRYMAN) และ มีนี คูเป (MINI COUPE) เพิ่มทางเลือกให้แก่คนรักรถผู้พิสมัยรถจิ๋วระดับพรีเมียม โดยเปิดตัวรถแบบที่ 6 เป็นรถเปิดประทุนนั่ง 2 คนแบบแรกในประวัติศาสตร์ของค่าย ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นกิจการจนถึงปัจจุบันเคยทำแต่รถเปิดประทุน 4 ที่นั่ง

ในข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อเวบไซท์ ค่าย มีนี ระบุว่า รถแบบใหม่ล่าสุดซึ่งติดป้ายชื่อ มีนี โรดสเตอร์ (MINI ROADSTER) มีขนาดตัวถังยาว 3.728-3.758 ม. กว้าง 1.683 ม. และสูง 1.384-1.390 ม. เป็นตัวถัง 2 ประตูเปิดประทุนแบบโรดสเตอร์ ที่ดัดแปลงจากตัวถังของรถ มีนี คอนเวอร์ทิเบิล ซึ่งเป็นรถเปิดประทุน 4 ที่นั่ง โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมาย รวมทั้งลดความสูงของพื้นรถประมาณ 2 ซม. ส่วนประทุนหลังคาซึ่งมีเพียงสีเดียว คือ สีดำ เป็นประทุนแบบอ่อนทำจากผ้าแฟบริคหลายชั้น และบังคับเปิด/ปิดด้วยระบบกึ่งอัตโนมัติโดยที่ผู้ขับไม่จำเป็นต้องลุกออกจากรถเมื่อต้องการเปิด หรือปิดประทุน

ค่าย มีนี บอกด้วยว่า จะนำรถเปิดประทุนแบบใหม่นี้ออกอวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ ซึ่งจะเบิกโรงในวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2012 และต้องรถจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีเดียวกัน รถจึงจะออกโชว์รูมในเมืองผู้ดี และอีกหลายประเทศในยุโรป โดยมีรถให้เลือกใช้รวม 4 โมเดล คือ มีนี คูเพอร์ โรดสเตอร์ (MINI COOPER ROADSTER) ติดตั้งเครื่องยนต์ DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 90 กิโลวัตต์/122 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุด 199 กม./ชม. มีนี คูเพอร์ เอส โรดสเตอร์ (MINI COOPER S ROADSTER) เครื่องยนต์เทอร์โบฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 227 กม./ชม. มีนี จอห์น คูเพอร์ เวิร์คส์ โรดสเตอร์ (MINI JOHN COOPER WORKS ROADSTER) เครื่องยนต์เทอร์โบฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี 155 กิโลวัตต์/211 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 237 กม./ชม. และ มีนี คูเพอร์ เอสดี โรดสเตอร์ (MINI COOPER SD ROADSTER) เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลคอมมอนเรล DOHC 4 สูบเรียง 1,995 ซีซี 105 กิโลวัตต์/143 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 212 กม./ชม.

ทุกโมเดลติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ โดยมีระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เป็นออพชันพิเศษให้เลือกใช้ โดยเพิ่มค่าตัวนิดหน่อย ค่าย มีนี ยังไม่ได้ประกาศสนนราคาของรถแบบใหม่นี้ แต่แหล่งข่าววงในให้ข้อมูลว่า ในตลาดเมืองผู้ดีค่าตัวจะเริ่มต้นที่ระดับ 18,000 ปอนด์ หรือเท่ากับประมาณ 0.9 ล้านบาทไทย

 

พานาเมรา โมเดลใหม่
เปิดผ้าคลุมหน้าแล้ว
ต้นปีงูออกโชว์รูมแน่นอน

เยอรมนี/สหรัฐอเมริกา-ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองเบียร์ ใช้เวทีในงานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุด เปิดตัวรถหรู โพร์เช พานาเมรา (PORSCHE PANAMERA) โมเดลใหม่ พร้อมประกาศยืนยัน ต้นปีงูใหญ่ออกจำหน่ายแน่นอน ในเดือนคู่ ที่มีจำนวนวันแค่ 29

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทซึ่งเพิ่งเริ่มเอาดีกับการผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้ง และรถเก๋งระดับหรูได้ไม่กี่ปี ตั้งชื่อรถโมเดลใหม่นี้ว่า โพร์เช พานาเมรา จีทีเอส (PORSCHE PANAMERA GTS) เพื่อเป็นการสืบสานตำนานของรถดังรุ่นปี 1963 คือ โพร์เช 904 คาร์เรรา จีทีเอส (PORSCHE 904 CARRERA GTS) ซึ่งปัจจุบันเป็นรถหายาก และเป็นที่หมายปองของบรรดานักสะสม รหัส GTS ในรถเก่า และรถใหม่ 2 รุ่นนี้ ย่อมาจาก GRAN TURISMO SPORT ซึ่งบ่งบอกให้ลูกค้าขาประจำของค่ายนี้รู้ว่า ใช้วิ่งฉุยฉายตามท้องถนนก็เหมาะ ใช้ขับในสนามแข่งก็แจ่มแจ๋ว

หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของรถโมเดลใหม่นี้ ดูอย่างผิวเผินเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างจากรถชื่อเดียวกันโมเดลอื่นๆ แต่เมื่อพินิจพิจารณากันอย่างถ้วนถี่ ก็จะพบว่า มีรายละเอียดในหลายๆ จุดที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็เปลี่ยนไปไม่มากจนยากจะสังเกตเห็นได้ หากไม่ใช่ผู้ที่คุ้นเคยกับรถแบบนี้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสาระสำคัญของรถโมเดลนี้ ไม่ได้อยู่ที่รูปทรงองค์เอวและรายละเอียดของตัวถังทั้งภายนอกและภายใน หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเครื่องยนต์กลไก และระบบการทำงานต่างๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้ง่ายๆ เพียงด้วยการมอง

โพร์เช พานาเมรา จีทีเอส ยังคงใช้เครื่องยนต์บลอคเดียวกับที่เคยเห็นกันมาแล้วในรถอีก 2 โมเดล คือ โพร์เช พานาเมรา 4 (PORSCHE PANAMERA 4) กับ โพร์เช พานาเมรา 4 เอส (PORSCHE PANAMERA 4S) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปลายปี 2009 คือ เครื่องหายใจอากาศธรรมดา ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ ความจุ 4,806 ซีซี แต่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษจนกำลังสูงสุดพุ่งขึ้นเป็น 316 กิโลวัตต์/430 แรงม้า ที่ 6,700 รตน. คือ เพิ่มขึ้นถึง 22 กิโลวัตต์/30 แรงม้า ในขณะที่แรงบิดสูงสุดเพิ่มจาก 500 นิวตัน-เมตร/51.0 กก.-ม. เป็น 520 นิวตัน-เมตร/53.1 กก.-ม. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลัง ยังคงใช้เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ เช่นเดิม เป็นระบบเกียร์ที่ค่ายนี้ตั้งชื่อในภาษาเยอรมันไว้ยาวเหยียดว่า PORSCHE DOPPELKUPPLUNGSGETRIEBE และเรียกโดยย่อว่า PDK

นอกจากการเปลี่ยนด้านเครื่องยนต์ดังกล่าวแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายจุดที่ทำให้รถโมเดลใหม่นี้แตกต่างจากรถโมเดลอื่นๆ ตัวอย่าง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบห้ามล้อ การลดความสูงของตัวถัง 10 มม. การปรับแต่งระบบรองรับและติดตั้งระบบบริหารจัดการ PASM (PORSCHE ACTIVE SUSPENSION MANAGEMENT)

สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 288 กม./ชม. มีกำหนดออกจำหน่ายในเมืองเบียร์เดือนกุมภาพันธ์ 2012 โดยติดป้ายค่าตัว 116,716 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 4.90 ล้านบาทไทย เป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ไว้แล้ว

 

เอาดี เอ 4 ผัดหน้าตาปาก
ฉลองชัยยอดขาย 10 ล้านคัน
ขนาดตัวถังเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เยอรมนี-ค่าย “สี่ห่วง” อาศัยช่วงเวลาที่บางประเทศกำลังสู้รบตบมือกับปัญหาน้ำนองน้ำเน่า เปิดตัวรถ เอาดี เอ 4 (AUDI A4) ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” พร้อมประกาศยืนยันว่า เครื่องยนต์ใหม่ที่นำมาใช้ในรถรุ่นนี้ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่าเครื่องยนต์ชุดเก่าถึงร้อยละ 11 โดยเฉลี่ย

เอาดี เอ 4 (AUDI A4) ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดทั่วโลกขณะนี้ เป็นรถรุ่นที่ 4 เริ่มจำหน่ายในเมืองแม่ คือ เยอรมนีเมื่อเดือนธันวาคม 2007 การปรับปรุงแบบ “ยกหน้า” ครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของตัวถัง และเครื่องยนต์กลไก โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ แก้ไขจุดอ่อนที่มีอยู่บ้างของรถรุ่นปัจจุบัน และเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งโดยปกติมักจะลดลงตามจำนวนปีที่อยู่ในตลาดนานขึ้น

ในส่วนของตัวถังภายนอก มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากมายที่มองเห็นได้ชัด เมื่อนำรถรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มาจอดประกบกัน ตัวอย่างเช่น แผงกระจังหน้ารูปสีเหลี่ยมคางหมู มีมุมบนที่ป้านกว่าเดิม ฝากระโปรงหน้าโค้งกว่าเดิม โลโก “สี่ห่วง” เน้นลักษณะ 3 มิติชัดเจนกว่าเดิม กันชนทั้งหน้าและหลังออกแบบใหม่หมด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่น่าจะสะดุดตาสะดุดใจที่สุด คือ ดวงโคมไฟหน้าที่ออกแบบขึ้นใหม่ มีรูปลักษณ์ที่ดูพลิ้วไหวเหมือนเปลวไฟ ไม่ดูทื่อๆเหมือนเดิม การเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวถังภายนอกดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ขนาดตัวถังของรถรุ่นใหม่นี้ เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยวัดได้เป็นมิลลิเมตรเท่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า มีขนาดโตเท่าเดิม

ภายในห้องโดยสารที่นั่งได้รวม 5 คน ก็มีการปรับปรุงรายละเอียดในหลายๆ จุดเพื่อเสริมสร้างความรู้สึกใหม่ๆ รวมทั้งการเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของปุ่มบังคับควบคุมต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน และการปรับปรุง/เพิ่มเติมวัสดุหุ้มและตกแต่งให้หลากหลาย และเปิดโอกาสให้มีการเลือกได้มากขึ้น

ที่น่าสนใจและน่าจะกระตุ้นยอดขายได้ดีกว่าการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวถังทั้งภายนอกและภายในดังที่กล่าวข้างต้น คือ การเปลี่ยนแปลงด้านเครื่องยนต์ จุดที่น่าสนใจที่สุด และน่าจะถูกใจคนรักรถผู้พิสมัยสีเขียว คือ คำยืนยันของค่าย “สี่ห่วง” ที่ระบุว่า โดยเฉลี่ยเครื่องยนต์ที่ใช้ในรถรุ่น “ยกหน้า” ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่าเครื่องยนต์ในรถรุ่นเดิมถึงร้อยละ 11

กล่าวโดยรวม เอาดี เอ 4 รุ่น “ยกหน้า” มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 10 ขนาด แยกเป็นเครื่องเบนซินติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ 4 ขนาด กับเครื่องดีเซลติดเทอร์โบชาร์เจอร์ 6 ขนาด และทุกขนาดล้วนใช้ระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง (DIRECT-INJECTION SYSTEM)

นับแต่รถรุ่นแรกที่ออกจำหน่ายเมื่อปี 1972 โดยติดป้ายชื่อ เอาดี 80 (AUDI 80) จนถึงรุ่นปัจจุบันที่ออกจำหน่ายเมื่อปี 2007 โดยติดป้ายชื่อ เอาดี เอ 4 (AUDI A4) ค่าย “สี่ห่วง” ผลิตรถเก๋งขนาดเล็กอนุกรมนี้ออกขายในตลาดทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 10 ล้านคัน รถคันที่ 10 ล้าน หลุดออกจากสายการผลิตของโรงงานในเมืองอิงโกลสตัดท์ (INGOLSTADT) เมื่อเดือนตุลาคมปีกระต่าย เป็นรถ เอาดี เอส 4 (AUDI S4) ติดตั้งเครื่องยนต์ซูเพอร์ชาร์จฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 2,995 ซีซี 245 กิโลวัตต์/333 แรงม้า ตัวถังสีแดง MISANO RED ห้องโดยสารหุ้มเบาะด้วยหนังแท้สีดำสลับสีขาว

 

ยักษ์ใหญ่เมืองมะกัน
เปิดตัวรถธงคันใหม่
สะใจทั้งไฮโซไฮเทค

สหรัฐอเมริกา-ยักษ์ใหญ่ เจเนอรัล มอเตอร์ส คัมพานี (GENERAL MOTORS COMPANY) ใช้งานแสดงรถยนต์ในเมืองแม่เป็นเวทีเปิดตัวรถธงคันใหม่ ที่อัดแน่นไปด้วยสรรพเทคโนโลยีที่พึงคาดหวังได้จากรถพันธุ์อเมริกันยุคโลกาภิวัตน์ แต่ต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2012 รถจึงจะออกโชว์รูมในเมืองมะกัน

หลังจากเป็นข่าวในสื่อต่างๆ มานานกว่า 1 ปี ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นในเมืองเอกของสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เจเนอรัล มอเตอร์ส คัมพานี ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ซึ่งมีรัฐบาลอเมริกันเป็นผู้ถือหุ้นมากกว่าครึ่ง สามารถเรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ใช้รถได้อย่างล้นหลาม โดยนำตัวจริงเสียงจริงของรถธงคันใหม่ ซึ่งติดป้ายชื่อ แคดิลแลค เอกซ์ทีเอส (CADILLAC XTS) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก พร้อมประกาศสรรพคุณว่า เป็นรถตลาดที่ก้าวล้ำนำสมัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของค่าย แคดิลแลค

แคดิลแลค เอกซ์ทีเอส เป็นรถเก๋งขนาดใหญ่ อย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า FULL-SIZE SEDAN ตัวถังยาว 5.131 ม. กว้าง 1.851 ม. และสูง 1.501 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กันชนหน้าจรดกันชนหลัง มีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวที่ให้ความรู้สึกในพละกำลังที่น่าเกรงขาม ความหรูหราสง่างาม และบ่งบอกการเป็นรถสายพันธุ์อเมริกันยุคใหม่ในทุกๆ ตารางนิ้ว
“แคดิลแลค เอกซ์ทีเอส คือ สูตรผสมใหม่ของความหรูหรามีระดับ ที่ขับดันโดยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำนำสมัย” ดอน บัทเลอร์ (DON BUTLER) รองประธานด้านการตลาดของค่าย แคดิลแลค กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวในงาน “เอกซ์ทีเอส คือ ประจักษ์พยานยืนยันในปรัชญาที่มีวิวัฒนาการมาโดยตลอดของเรา นั่นคือ การผสานแนวคิดทางเทคนิคที่เยี่ยมยอดที่สุด เข้ากับการออกแบบอย่างประณีตพิถีพิถันในสไตล์ของ แคดิลแลค”

มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายที่สนับสนุนคำประกาศสรรพคุณว่าเป็นรถตลาดที่ก้าวล้ำนำสมัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของค่ายดังที่กล่าวข้างต้น ตัวอย่าง คือ ระบบ MAGNETIC RIDE CONTROL อันเป็นระบบควบคุมที่ผู้ผลิตยืนยันว่าทำให้ได้ระบบรองรับ (กันสะเทือน) ที่สนองตอบอย่างฉับไวที่สุดในโลก ระบบ CUE หรือ CADILLAC USER EXPERIENCE อันเป็นระบบข้อมูลสื่อสารที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถอเมริกันคันใดๆ และสารพัดระบบความปลอดภัยทั้งในเชิงแก้ไขและป้องกันที่สามารถบรรยายประสิทธิภาพและรายละเอียดได้หลายหน้ากระดาษ

จะออกจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปี 2012 ในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2013 โดยใช้โรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดออนทาริโอ (ONTARIO) ในแคนาดาเป็นที่ผลิต จะมีให้เลือกใช้เลือกหาทั้งรถขับล้อหน้า และขับทุกล้อด้วยระบบขับ HALDEX อันก้าวล้ำทันสมัย แต่จะมีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียว คือเครื่องฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ ความจุ 3,564 ซีซี ที่คาดหมายในขณะนี้ว่าจะให้กำลังสูงสุด 224 กิโลวัตต์/300 แรงม้า ที่ 6,800 รตน. และให้แรงบิดสูงสุด 358 นิวตัน-เมตร/36.5 กก.-ม. ที่ 5,300 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้า หรือทั้ง 2 คู่แล้วแต่กรณี เป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ HYDRA-MATIC 6T70 แบบขับล้อหน้าคาดว่าจะมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 7.2 กม./ลิตร เมื่อวิ่งในเมือง และลดเหลือ 11.9 กม./ลิตร เมื่อวิ่งบนทางหลวง ส่วนแบบขับทุกล้อตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น 7.2 กม./ลิตร และ 11.5 กม./ลิตร ตามลำดับ

 

บรรยายภาพ

เพิ่งเปิดตัวผ่านสื่อสารพัดชนิด รวมทั้งสื่ออีเลคทรอนิคอย่างเวบไซท์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คือ เปอโฌต์ 208 (PEUGEOT 208) รถยนต์นั่งขนาดซูเพอร์มีนี ที่ฤดูใบไม้ผลิของปี 2012 ค่าย “สิงห์เผ่น” จะออกสู่ตลาดในเมืองน้ำหอม ในฐานะตัวตายตัวแทนของรถรุ่นปัจจุบัน คือ เปอโฌต์ 207 (PEUGEOT 207) ที่อยู่ในสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2006 จะมีตัวถังให้เลือก2 แบบ คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค กับตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค ทั้ง 2 ตัวถังมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.29 เป็นตัวถังที่สั้นกว่ารถรุ่นปัจจุบันถึง 7 ซม. แต่กลับมีห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่า (ผู้โดยสารบนเบาะหลังมีพื้นที่วางขาวางเข่าเพิ่มขึ้นประมาณ 5 ซม.) และมีห้องเก็บของท้ายรถที่จุกว่า (ประมาณ 15 ลิตร) นอกจากหน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถังที่ดูโดดเด่นสะดุดตาและมีจุดที่ชวนให้หันกลับมามองซ้ำสองซ้ำสามอยู่หลายจุดแล้ว คุณลักษณ์ที่น่าจะเป็นจุดขายสำคัญของรถรุ่นใหม่นี้ คือ อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปลายท่อไอเสีย ที่ค่าย “สิงห์เผ่น” ยืนยันว่า ต่ำกว่ารถรุ่นปัจจุบันถึง 34 กรัม/กม. โดยเฉลี่ยนั่นเทียว

 

หน้าตาที่ดูคุ้นๆ นี้ คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งสุดหรูโมเดลใหม่ ที่ในเดือนเมษายนปีงูใหญ่ค่าย “ดาวสามแฉก” จะนำออกสู่โชว์รูมในเมืองเบียร์ โดยติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอมแอล 63 เอเอมจี (MERCEDES-BENZ ML 63 AMG) และติดป้ายค่าตัว 108,885 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 4.58 ล้านบาทไทย เป็นรถโมเดลพิเศษ และโมเดลหัวกะทิที่สำนัก AMG ซึ่งรับผิดชอบการพัฒนารถแรงของค่าย “ดาวสามแฉก” ทำขึ้นเพื่อสนองรสนิยมและดูดเงินก้อนโตจากกระเป๋าของผู้ใช้รถเงินถุงเงินถัง ที่พิสมัยรถแรง และไม่ชอบขับรถที่ไม่มีอะไรพิเศษ รถสุดหรูสุดแรงโมเดลนี้ ติดตั้งเครื่องยนต์ไบเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ ความจุ 5,461 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 386 กิโลวัตต์/525 แรงม้า ที่ 5,250 รตน.และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร/71.4 กก.-ม. ที่ 1,750-5,000 รตน. ถ่ายทอดกำลังสู้ล้อคู่หน้าและคู่หลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT PLUS 7G-TRONIC สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

 

หน้าตาและรูปทรงองค์เอวที่เปลี่ยนไปจนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัดรุ่นใหม่ ที่ยักษ์รองของเมืองมะกันเพิ่งนำออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุด เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในตลาดอเมริกาเหนือรถรุ่นนี้จะออกขายโดยติดป้าย ชื่อ ฟอร์ด เอสเคพ (FORD ESCAPE) แต่ในตลาดใหญ่อีก 2 แห่ง คือ ยุโรปและสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเปลี่ยนไปใช้ชื่อ ฟอร์ด คูกา (FORD KUGA) ในสหรัฐอเมริกาที่รถรุ่นก่อนเคยยึดครองตำแหน่ง “รถกิจกรรมกลางแจ้งขายดีที่สุด” ติดต่อกันมาหลายปี รถรุ่นใหม่นี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร แต่ในตลาดอื่นๆ จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ 1.6 กับ 2.0 ลิตร ทั้ง 2 ขนาดเป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงบลอคใหม่ ที่ออกแบบ และพัฒนาโดยเน้นคุณสมบัติการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและไอพิษต่ำ ส่วนระบบเกียร์ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาดนี้ เป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ SELECTSHIFT AUTOMATIC ที่ปรับปรุงใหม่ โดยเน้นความประหยัดเช่นกัน

 

นี่ก็เป็นรถสายพันธุ์อเมริกันที่เพิ่งเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนปีน้ำล้นเช่นเดียวกัน หน้าตาและรูปทรงองค์เอวดูแล้วเหมือนเป็นรถที่พร้อมจะออกจำหน่ายในตลาด แต่กลับติดป้ายชื่อแผ่นโต บิวอิค ลา กรอสเซ จีแอล คอนเซพท์ (BUICK LA CROSSE GL CONCEPT) ซึ่งบ่งบอกว่ายังมีฐานะเป็นรถแนวคิดไม่ใช่รถตลาด เป็นรถเก๋งขนาดกลางอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า MID-SIZE SEDAN ที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกันไม่ได้ยืนยันว่าแค่ทำให้ดูเล่นหรือตั้งใจจะทำขายจริง แต่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง รูปทรงองค์เอวของตัวถังที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน ดูเป็นรถยุโรป หรือรถเกาหลีที่ออกแบบโดยคนยุโรป แต่หน้าตาปิดบังไม่ได้เลยว่าไม่ใช่รถอเมริกัน ในข้อมูลที่ส่งให้แก่สื่อเพื่อเผยแพร่อีกทอดหนึ่ง ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ทั้งด้านเทคนิคและข้อมูลจำเพาะ กลับไปเน้นในเรื่องสีสันอุปกรณ์ตกแต่งและแนวคิดการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน ที่ชวนยิ้มคือย่อหน้าหนึ่งที่บอกว่า ห้องเก็บของท้ายรถมีลักษณะเหมือนกล่องบรรจุเครื่องเพชรเครื่องพลอย



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา/บริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2555
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Eu0xx
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th