บทความ

A MAN FOR ALL SEASONS


การเมืองไทยถึงเวลาฟอร์มคณะรัฐมนตรี ผมก็มักนึกถึงภาพยนตร์ในอดีตเรื่องหนึ่ง มีชื่อโดนใจคนที่จะได้รับการเลือกเฟ้นมาเป็นรัฐมนตรีร่วมคณะ ชื่อ A MAN FOR ALL SEASONS ซึ่งเป็นเรื่องที่หายาก และเป็นงานที่สำเร็จได้ยาก ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างในปี 1966 นำแสดงโดย พอล สโคฟีลด์ คว้ารางวัลออสการ์ถึง 6 สาขา รวมทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม ซึ่ง 22 ปีต่อมา เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่มาในรูปแบบภาพยนตร์โทรทัศน์ นำแสดงโดย ชาร์ลทัน เฮสตัน

มนุษย์เรานั้น ในที่สุดก็ยากจะชี้ลงไปให้ชัดแจ้งว่าเป็นใคร ? อะไรกันแน่ทำให้เราเป็นใครในโลกนี้ ?
A MAN FOR ALL SEASONS เป็นเรื่องราวของคนๆ หนึ่งที่รู้ว่าเขาเป็นใคร และเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เป็นผลงานที่เต็มไปด้วยศิลปะในความฉลาดหลักแหลมเกินความคาดหมายของแฟนภาพยนตร์ บทภาพยนตร์ซึ่งดัดแปลงจากบทละครอมตะของ รอเบิร์ท บอลท์ ไม่มีข้อตำหนิให้พูดถึง มีแต่ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ มีความไพเราะและวิจิตรในศิลปะของมันเอง ทั้งเรื่องและคนที่เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ มิใช่ใครอื่น เขาคือ รอเบิร์ท บอลท์ เจ้าของบทละครเอกนั้นเอง

ส่วน พอล สโคฟีลด์ ก็ไม่ใช่นักแสดงแปลกหน้าสำหรับภาพยนตร์ เพราะเขาก็คือ พระเอกของละครเรื่องนี้ แสดงติดต่อกันแรมปี กว่าจะถูกดัดแปลงมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ดังนั้น การสวมบท เซอร์ธอมัส มอร์ สำหรับเขา จึงไม่ใช่งานยาก ที่จะแสดงได้เนียนตา ทั้งในบทผู้มีศีลธรรม และผู้ยอมรับการทรมานถึงตาย แต่ไม่ทิ้งอุดมการณ์

ว่ากันว่า ความชั่วร้ายของมนุษย์เราเป็นความมืดมิดห่มคลุมผืนโลก แสงสว่างเพียงเล็กน้อยจากดวงจันทร์เทียบได้กับความสัตย์ซื่อ และจะไม่มีวันดับมืดลง แม้โดยรอบจะมืดมิดสักเท่าใด ยิ่งมืด แสงก็ยิ่งเจิดจ้า เป็นไปตามคำที่ว่า ความดีงามของคนเรานั้น ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมชั่วร้ายอย่างไร ไม่ว่าชีวิตนั้นจะสิ้นลมหายใจ แต่ความดีไม่เคยดับสูญ

แม้คนรอบข้างจะสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ หรือสภาพสังคมจะเลวร้าย แต่สิ่งที่ปรากฏก็จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากความดีงาม ซึ่งความดีงามนั่นแหละ คือ องค์ประกอบทุกส่วนของ เซอร์ธอมัส มอร์ แสงอันเล็กน้อยจากความสัตย์ซื่อ และความดีงามของ ธอมัส มอร์ เป็นแสงส่องทางให้กับคนที่หลงทาง คนที่ถูกอำนาจแห่งความเลวร้าย ความอิจฉาริษยา และความโลภ ปล้นชิงเอาไปแล้ว ซึ่งกระแสเหล่านั้นทำอะไร ธอมัส มอร์ ไม่ได้

เซอร์ธอมัส มอร์ เป็นข้าราชสำนักชั้นสูง ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะโวลซีย์ (แสดงโดย ออร์สัน เวลล์ส์) เป็นสนาบดีสูงสุดฝ่ายยุติธรรมของอังกฤษ (LORD CHANCELLOR OF ENGLAND) แต่อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานก็ถูกปลด เพราะเขาแสดงความไม่เห็นด้วยกับ พระเจ้าเฮนรีที่ 8 (แสดงโดย รอเบิร์ท ชอว์) กรณีหย่าร้าง พระนางแคเธอรีน ออฟ อารากอน เพื่อไปอภิเษกสมรสใหม่กับ พระนางแอนน์ โบลีน (แสดงโดย วาเนสซา เรดเกรฟ) ด้วยเหตุที่อ้างเพียงว่า พระนางแคเธอรีน ไม่สามารถให้กำเนิดราชโอรสเพื่อสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์

เซอร์ธอมัส มอร์ เห็นว่าพระองค์ถูกชักนำไปในทางที่ผิด โดยการประจบสอพลอจากขุนนางที่ชื่อ ธอมัส ครอมเวลล์ (แสดงโดย เลโอ แมคเคิร์น) และผู้รับใช้มักใหญ่ใฝ่สูงทะเยอทะยาน ริชาร์ด ริช (แสดงโดยจอห์น เฮิร์ท) พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงมีพระประสงค์ให้ เซอร์ธอมัส มอร์ ลงนามเห็นด้วยกับการยกฐานะกษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดแห่งศาสนจักรอังกฤษ (SUPREME HEAD OF THE CHURCH IN ENGLAND) แยกตัวออกมาจากความดูแลของพระสันตะปาปา แห่งกรุงโรม เพื่อเป็นการปกป้องอิสรภาพทางความคิด และป้องกันอันตรายอันจะตกมาถึงครอบครัว เซอร์ธอมัส มอร์ ยินดียอมแพ้ให้กับชีวิตทางการเมือง และชีวิตส่วนตัว พยายามที่จะดำรงชีวิตเยี่ยงปุถุชนคนธรรมดาให้มากที่สุด แต่ประชาชนเลือกที่จะอยู่ข้าง เซอร์ธอมัส มอร์ อันเป็นผลกระทบถึงภาพพจน์ไม่สง่างามของ พระเจ้าเฮนรีที่ 8

ภาพยนตร์มิได้ทำหน้าที่บันทึกชีวประวัติของคนใดคนหนึ่ง ข้อความที่ส่งผ่านจอออกมา คือ ความต้องการที่จะยกย่องอุดมคติของผู้ชายคนหนึ่ง หนักแน่นต่อความคิดของตนเอง ยืนหยัดอยู่บนความสัตย์ซื่อและจงรักภักดีต่อ พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ประเทศอังกฤษในขณะนั้นอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นขุนนางกับสามัญชนเห็นได้ชัดเจน สภาพระส่ำระสายของศาสนจักร บีบบังคับให้อังกฤษแยกตัวจากการปกครองทางศาสนาจากกรุงโรม เป็นผลให้พระสันตะปาปา ไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นต้องตัดขาด พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ออกจากนิกายคาธอลิค
ภาพยนตร์ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ ความโดดเด่นไปอยู่ที่ เซอร์ธอมัส มอร์ โดยเฉพาะฉากสุดท้ายเมื่อ เซอร์ธอมัส มอร์ ยืนให้การต่อขุนนางในศาล เขากลับใช้ความเงียบสงบเพื่อหยุดการคัดค้านของเหล่าขุนนางที่เกลียดชังและริษยา ผลสุดท้ายแล้ว เซอร์ธอมัส มอร์ ก็ต้องโทษประหารชีวิต

ฟเรด ซินเนแมนน์ เป็นผู้กำกับการแสดง และแน่ละ เขาก็ได้รับรางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม ด้วยเช่นกัน



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน กันยายน ปี 2554
คอลัมน์ : ใส่สีใส่สัน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/K7xdi
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th