บทความ

ดูแลยางให้ถูกวิธี TYRE CARE TIPS


ยาง ชิ้นส่วนเดียวของรถยนต์ที่สัมผัสกับพื้นถนน และเป็นส่วนสึกหรอเร็วกว่าอะไหล่ชนิดอื่นๆ การดูแลรักษายางอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้ใช้รถควรปฏิบัติ

 

ก้าวสู่ปีที่ 36 “ฟอร์มูลา”เสนอความรู้เรื่องการดูแลรักษายางรถยนต์ที่ถูกวิธี เพื่อคงประสิทธิภาพของยางตลอดอายุการใช้งาน สร้างความปลอดภัยให้ชีวิต และประหยัดค่าใช้จ่าย

 

เมื่อรถยนต์เคลื่อนที่ ยางจะทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักรถ และน้ำหนักบรรทุก ลดแรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน รวมถึงทำหน้าที่ส่งแรงม้าจากเครื่องยนต์สู่พื้นผิวถนน พร้อมช่วยยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง

 

ยางรถยนต์ จะให้ประสิทธิภาพสูงสุดแก่เราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการใช้และการดูแลบำรุงรักษา วิธีการดูแลรักษายางรถยนต์อย่างถูกต้องนั้น มีหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนล้วนเกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น ซึ่งสามารถสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้

 

ตรวจสอบหน้าสัมผัสของยาง

หน้าสัมผัสของยางรถยนต์กับพื้นถนน ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเพียงฝ่ามือ แต่ความนุ่มสบายในการขับขี่ และสมรรถนะในการประหยัดน้ำมัน รวมถึงความปลอดภัย ทำให้หน้าสัมผัสของยางเพียงน้อยนิดนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนน และรับน้ำหนักทั้งหมดของรถยนต์

ความสำคัญของหน้าสัมผัสจึงถูกยกเป็นขั้นตอนแรกที่ต้องดูแลให้ทั่วถึง โดยสามารถสังเกตการสึกหรอของยาง และความลึกของร่องดอก

การตรวจความลึกของร่องดอกยางเป็นตัวช่วยในเรื่องความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี เพราะดอกมีความสำคัญในการรีดน้ำ และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเหินน้ำ ร่องดอกยางยังมีความสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมรถและระยะเบรค

ความลึกของร่องดอกยางต้องมีมากกว่า 3 มม. หากน้อยกว่านี้ คงถึงเวลาที่จะหายางชุดใหม่มาประจำการแทนยางเดิม

 

แรงดันลมยาง

การตรวจสอบความดันลมยาง ควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งต้องรวมถึงยางอะไหล่ โดยตรวจสอบก่อนการใช้งาน ขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หากตรวจแรงดันลมยางขณะที่ใช้งาน ซึ่งมีความร้อนสะสมภายในเนื้อยาง จะต้องเพิ่มความดันลมอีกประมาณ 3-5 ปอนด์ จากตัวเลขความดันลมยางที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดไว้ สามารถตรวจสอบได้จาก คู่มือประจำรถ ป้ายด้านข้างประตู ที่เก็บของฝั่งผู้โดยสาร และ ด้านในฝาถังน้ำมัน

ลมยางที่ถูกต้องจะช่วยลดการสึกหรอก่อนเวลา รวมทั้งลดความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโครงสร้างภายในของยาง และยังลดความเสี่ยงในการควบคุมรถ ปกติลมยางจะลดลงประมาณ 2-3 ปอนด์/เดือน ดังนั้นการหมั่นตรวจสอบลมยางทุกเดือน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับโครงสร้างของยาง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้อายุการใช้งานสั้นลงและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

หากคิดว่ายุ่งยาก ปัจจุบันมีอุปกรณ์เรียกว่า TIRE PRESSURE MONITOR หรือ เครื่องวัดลมยางอัตโนมัติ ทำหน้าที่ตรวจเชคแรงดันลงยาง ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถหรูแทบทุกรุ่น โดยเฉพาะรถยุโรป แม้กระทั่งรถญี่ปุ่นบางยี่ห้อก็สามารถสั่งซื้อได้จากบริษัทผู้ผลิต หรือจะลองสอบถามตัวแทนหรือศูนย์บริการยางรถยนต์ดูก็ได้

สำหรับการเติมไนโตรเจนที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ถือว่าเป็นการรักษาโครงสร้างของยางด้วยเช่นกัน เพราะจะช่วยรักษาแรงดันลม ให้ความนุ่มนวลและยังลดเสียงดังจากยางที่กระทบกับพื้นถนน แต่ข้อเสีย คือ ต้องควักกระเป๋าเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ถือว่าคุ้มค่า

 

ถ่วงล้อ

การถ่วงล้อ ทำได้โดยใช้ตะกั่วติดด้านในขอบล้อ ปัจจุบันมีการประเมินผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ยางสึกหรอและป้องกันระบบสั่นสะเทือน รวมถึงอะไหล่เกี่ยวเนื่องอีกหลายรายการ หากล้อขาดสมดุลไม่ว่าจะเป็นล้อใดก็ตามแต่ จะทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน และมีอาการสั่นที่ล้อ ทั้งยังเพิ่มแรงกดบริเวณข้อต่อของชิ้นส่วนอะไหล่อีกหลายชนิด ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นสึกหรอก่อนเวลาอันควร

 

ตั้งศูนย์ล้อ

เมื่อการขับเคลื่อนทำให้ยางรถยนต์กระทบกับวัตถุบนพื้นผิวถนน เช่น หลุม รอยต่อของถนน จนเกิดความผิดปกติบริเวณร่องหรือดอกยาง ทำให้ชำรุดเสียหาย

การตั้งศูนย์ล้อเป็นการแก้ไขที่ตรงประเด็น เพราะหากแนวและองศาของล้อและเพลา รวมถึงระบบช่วงล่างได้รับการกระทบกระเทือน จะทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากเดิม ซึ่งจะทำให้การควบคุมรถทำได้ยากและไม่ปลอดภัย รวมถึงป้องกันการสึกหรอที่ผิดปกติของยางรถยนต์ การตั้งศูนย์ล้อด้วยช่างผู้ชำนาญการและมีเครื่องมือทันสมัย จึงช่วยแก้ไขปัญหาการสึกหรอของยางรถยนต์อีกวิธีหนึ่ง

 

สลับยาง

การสลับยาง เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้การสึกหรอของยางเท่ากันทั้ง 4 ล้อ สามารถเชคได้จากคู่มือประจำรถ ว่าต้องสลับยางทุกกี่กิโลเมตร และหากยกให้เป็นหน้าที่ของช่างผู้ชำนาญ ก็จะได้ความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยกว่าที่จะลองผิดลองถูกกับการสลับยางด้วยตัวเอง และควรจะทำทุก 10,000 กม. เพื่อให้ยางสึกหรอเสมอกันทุกเส้น

 

วาล์วเติมลม

วาล์วเติมลม มี 2 รูปแบบ คือ แบบอลูมิเนียม กับแบบยางพารา คุณสมบัติของวาล์วทั้ง 2 รูปแบบ แตกต่างกันชัดเจน แบบอลูมิเนียม จะมีความแข็งแรง ทนทาน เป็นอุปกรณ์เสริมที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย และแบบยางพารา จะเป็นวาล์วที่ติดมากับยางรถยนต์ คุณสมบัติจะด้อยกว่าวาล์วแบบอลูมิเนียม แต่ก็ไม่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

วาล์วเติมลมแบบยาง จะเสื่อมสภาพตามการใช้งาน เช่น ก้านวาล์วที่แตกลายงา หรือ พับงอตามแรงเหวี่ยงของล้อ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียแรงดันลม

ฝาปิดวาล์วก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นชิ้นส่วนหลัก ในการกักเก็บลมยางป้องกันฝุ่น และสิ่งสกปรก

ฉะนั้นจึงต้องหมั่นตรวจสอบวาล์วและฝาปิดให้อยู่ในสภาพปกติ เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้ กักเก็บและรักษาแรงดันลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์ให้ยาวนานขึ้น

 

สัญลักษณ์ต่างๆ บนยางรถยนต์

สัญลักษณ์ต่างๆ ที่จารึกไว้ด้านข้างหรือที่แก้มยางไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร หรือตัวเลข มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง และเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ผลิตยางต้องระบุให้ชัดเจน
ตัวอักษร หรือ ตัวเลข ที่ระบุนั้นมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร รายละเอียดต่างๆ มีดังต่อไปนี้

1. ความกว้างของหน้ายาง (หน่วยเป็นมิลลิเมตร)
2. ซีรีส์ที่แสดงค่าความสูงของยาง คิดเป็นเปอร์เซนต์จากความกว้างของหน้ายาง
3. R คือ RADIAL CONSTRUCTION บ่งบอกถึงโครงสร้างของยาง ที่เป็นแบบ เรเดียล
4. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ มีหน่วยเป็น นิ้ว
5. 85 คือ ดัชนีการรับน้ำหนักของยางแต่ละเส้น

ดัชนีการรับน้ำหนัก คือ ตัวเลขที่ใช้แทนค่าความสามารถในการรับน้ำหนักสูงสุดของยาง 1 เส้น วัดตามหน่วยเป็นกิโลกรัม ตามแรงดันลมยางมาตรฐาน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบการรับน้ำหนักของยางแต่ละเส้นดังตารางต่อไปนี้

 

ดัชนีตัวเลข กิโลกรัม (กก.)
80 450
81 462
82 475
83 487
84 500
85 515
86 530
87 545
88 560
89 580
90 600
91 615
92 630
93 650
94 670
95 690
96 710
97 730
98 750
99 775
100 800
101 825
102 850
103 875
104 900
105 925
106 950
107 975
108 1000
109 1030
110 1060
111 1090
112 1120
113 1150
114 1180
115 1215
116 1250
117 1285
118 1320
119 1360
120 1400
121 1450
122 1500

 

6. W คือ สัญลักษณ์ของความเร็วที่ยางเส้นนั้นสามารถรองรับได้ มีรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้

 

สัญลักษณ์ (ตัวอักษร) ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.)
N 140
P 150
Q 160
R 170
S 180
T 190
H 210
V 240
W 270
Y 300
ZR เกิน 240

 

7. ปีที่ผลิต ยางแต่ละเส้นจะถูกระบุปีและสัปดาห์ในการผลิต สามารถสังเกตได้จาก ตัวเลข 2 ตัวแรก เป็นปีที่ผลิต 2 ตัวหลังเป็นสัปดาห์ที่ผลิต ตามค่านิยมของผู้บริโภค จะมีความเข้าใจว่ายางเก่านั้น มีประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า จริงๆแล้วบริษัทผู้ผลิตนั้นเคลมอายุการใช้งานของยางแต่ละเส้นไว้ถึง 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ผลิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาของตัวแทนจำหน่าย

 

วิธีการปรับขนาดล้อและยาง

การปรับขนาดล้อและยางได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ซึ่งสมรรถนะและความสวยงาม

การเปลี่ยนขนาดล้อและยาง เพื่อได้รูปลักษณ์ที่สวยงามและสมรรถนะในการยึดเกาะที่ดีขึ้น จำเป็นต้องคำนึงถึง การรับน้ำหนักที่จะต้องมากขึ้นหรือเท่ากับขนาดเดิม และ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยางจะต้องใกล้เคียงกับขนาดเดิมมากที่สุด

ปัญหาที่จะพบมากที่สุด คือ ขนาดยางที่เล็กเกินไปทำให้การรับน้ำหนักลดลง และ สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น จนเป็นสาเหตุให้มาตรวัดความเร็วแสดงผลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ขนาดยางที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่เกินไป นอกจากจะทำให้มาตรวัดเร็วแสดงผลคลาดเคลื่อน ยังทำให้ยางเสียดสีกับชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ พวงมาลัยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพราะหน้ายางที่สัมผัสกับพื้นถนนนั้นมากกว่าเดิม

ดังนั้น การเปลี่ยนขนาดยางและล้อ ต้องมีความรู้ความเข้าใจ หรือต้องปรึกษากับร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายเพื่อให้ได้ขนาดยางที่เหมาะสมที่สุด

 

ขอขอบคุณ

ทรัพย์สมบูรณ์ยางยนต์

CG 0-400 สาขารามอินทรากม. 2

บริษัท บอสส์บ้านใหม่ จำกัด (สำนักงานใหญ่)



------------------------------
เรื่องโดย : ณัฐเทพ เผ่าจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2554
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/BCHkx
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th