บทความ

มัทธีอัส พฟัลซ์


บีเอมดับเบิลยู มุ่งมั่นชิงตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถหรูบ้านเราให้ได้ในอนาคต “ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ แม่ทัพคนใหม่ มัทธีอัส พฟัลช์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

“

ฟอร์มูลา : จากสถานการณ์ของอุตสาหกรรมโดยรวมปี 2553 กับครึ่งปี 2554 คุณมองว่า สถานการณ์ในครึ่งปีหลังนี้จะเป็นอย่างไร ?

พฟัลซ์ : ผมมองว่าทิศทางของอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม มีความสดใส เนื่องจากมองจากสภาพของตลาดโดยรวม หรือในกลุ่มพรีเมียม และของ บีเอมดับเบิลยู มีการเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นอย่างชัดเจน คือ บีเอมดับเบิลยู ใน 2 ปีที่ผ่านมา เติบโตจาก 26 เป็น 28 % ส่วนในปีนี้จากยอดขายในช่วง 5 เดือนแรกเติบโตเกินกว่า 20 % เพราะถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบจากภัยพิบัติ หรืออุทกภัย ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับตลาดแม้แต่น้อย อีกทั้งผู้ซื้อ ยังมีความต้องการอย่างเห็นได้ชัด

 

ฟอร์มูลา : คุณคาดว่ายอดจำหน่ายของรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียมจะมีปริมาณเท่าใด ?

พฟัลซ์ : ปีนี้ตลาดน่าจะมีปริมาณมากกว่า 10,000 คัน แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคตด้วยว่าจะส่งผลกระทบกับตลาดหรือไม่

 

ฟอร์มูลา : คุณมองว่าจะมีสถานการณ์ใดที่จะส่งผลกระทบกับยอดจำหน่าย ?

พฟัลซ์ : ผลกระทบที่จะส่งผลต่อยอดจำหน่ายของรถยนต์นั้น มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งบางอย่างเหนือความควบคุม เช่น สถานการณ์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุม หรือ กำหนดได้ว่าจะเกิดอะไร ลูกค้า ในแง่ของอุปสงค์ที่จะยึดมั่นในบแรนด์ หรือผลิตภัณฑ์ ราคาน้ำมัน ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคในกลุ่มพรีเมียม สนใจเรื่องราคาน้ำมัน คือ ความประหยัด เรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นผลดีกับ บีเอม ฯ เนื่องจากมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วน บีเอมดับเบิลยู ในช่วงครึ่งปีหลัง จะสดใสกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มขึ้นอีก เช่น เอกซ์ 3 ช่วงต้นปีขายหมดตั้งแต่ 1-2 เดือนแรก ในไตรมาส 2 ไม่มีทำตลาด

 

ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าจนถึงปัจจุบัน บีเอมดับเบิลยู มีจุดแข็งและจุดอ่อนในด้านใดบ้าง ?

พฟัลซ์ : ความแข็งแกร่งแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1. บแรนด์ ยืนยันจากบทวิจัยของผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นในบแรนด์ และเทคโนโลยี ที่ขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ในใจผู้บริโภค 2. ผลิตภัณฑ์ มุ่งมั่นส่งเสริมความแตกต่าง เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี สมรรถนะดีขึ้น ประหยัดน้ำมัน คลายไอเสียน้อยลง และ 3. เทคโนโลยี ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน บีเอมดับเบิลยู มีวิสัยทัศน์มองเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ได้นำเสนอเทคโนโลยีเหล่านี้ตั้งแต่ปี 2550 แต่ต้องใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาและนำมาใช้ในปี 2543-2544 ทำให้ก้าวล้ำหน้ากว่ายี่ห้ออื่นๆ ในตลาดหากมองในแง่ของลูกค้า มีความเอาใจใส่ต่อลูกค้าที่ได้นำพโรแกรม BMW SERVICE INCLUSIVE หรือ BSI และ MINI SERVICE INCLUSIVE เป็นพโรแกรมขยายเวลา เรื่องการบำรุงรักษา ซ่อมแซม บีเอมดับเบิลยู 5 ปี 100,000 กม. ส่วน มีนี 5 ปี 50,000 กม. แต่ในทางตรงกันข้าม ส่วนของคนที่สนใจรถ บีเอมดับเบิลยู แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ยังไม่เข้าใจถึงพโรแกรมอย่างแท้จริง ดังนั้นต้องทำให้คนที่ไม่ได้ใช้ และไม่มีประสบการณ์ตรง เข้าใจและรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้จากพโรแกรม จึงต้องทำการสื่อสารและการตลาดเรื่องนี้ให้มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งต้องเดินหน้า สื่อสารกับลูกค้าโดยตรง การทำวิจัย ให้รู้ว่าลูกค้ารู้จักว่าเทคโนโลยี มีคุณสมบัติอย่างไร คือ อะไร รู้จักสมรรถนะของรถ เพิ่มความประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษ แต่หากลงลึกรายละเอียด ต้องสื่อสารกับลูกค้าให้ชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่าง เครื่องยนต์ 520D เป็นรถซาลูนที่มีกี่แรงม้า สมรรถนะเป็นอย่างไร แต่การประหยัดน้ำมัน คือ 19.3 กม./ลิตร ซึ่งการประหยัดน้ำมันนั้นใกล้เคียงกับรถอีโคคาร์ ซึ่งอีโคคาร์ 20 แต่ไม่ได้เฉลี่ย ต้องสื่อสารให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และให้เห็นเป็นรูปธรรม

 

ฟอร์มูลา : คุณมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ?

พฟัลซ์ : ผนวกรวมเรื่องต่างๆ เข้าไปในกิจกรรมกับลูกค้า การตลาดชัดเจน ตรงประเด็น ตัวอย่างเช่น การจัดแสดงรถยนต์ สร้างคอนเซพท์ เจาะลึกถึงเทคโนโลยีที่มีอยู่ของรถในแต่ละคัน ให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อีกส่วนหนึ่ง แคมเปญการตลาดจะต้องสื่อสารให้ลูกค้าได้รับรู้ ซึ่งเป็นเครื่องมือการสร้างความแตกต่างที่ไม่ได้เน้นเรื่องราคา แต่มุ่งเน้นเรื่องแคมเปญ BSI

 

ฟอร์มูลา : แผนงานปี 2554 และในอนาคตคุณวางนโยบายและทิศทางไว้อย่างไรบ้าง ?

พฟัลซ์ : การวางนโยบายและทิศทางของ บีเอมดับเบิลยู จะใช้ลูกค้าและสิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นตัวกำหนดแผน ซึ่งที่ผ่านมาในด้านผลิตภัณฑ์ได้ดำเนินการไปบ้างแล้วในบางส่วน ซึ่งเห็นได้จากที่ผ่านมา บีเอมดับเบิลยู ได้ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ที่ดีที่สุดมาให้ลูกค้า รวมถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง อีกส่วนหนึ่ง คือ การปรับปรุงเครือข่ายผู้จำหน่าย ซึ่งจะปรับโฉมใหม่ทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการบริการรูปลักษณ์ใหม่ในส่วนต่างๆ เพื่อให้ทันสมัย รวมถึงการขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพและครอบคลุมความต้องการของลูกค้า

 

ฟอร์มูลา : ปัจจุบันมีผู้แทนจำหน่ายเท่าไร และจะเพิ่มอีกกี่แห่ง ?

พฟัลซ์ : บีเอมดับเบิลยู มีโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 17 แห่ง ส่วน มีนี จะมีโชว์รูมและศูนย์บริการ 1 แห่ง แต่จะมีแซทเทลไลท์ เชียงใหม่ โคราช ภูเก็ต ส่วนจักรยานยนต์ จะมีโชว์รูมและศูนย์บริการอยู่ที่พระราม 3 และส่วนบริการ ที่วิภาวดี เชียงใหม่ และภูเก็ต นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู อีกประมาณ 3 แห่ง คือ รองเมือง พระราม 3 และภูเก็ต

 

ฟอร์มูลา : ในส่วนของการปรับปรุงโชว์รูมจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ?

พฟัลซ์ : ในแต่ละแห่งมีการปรับปรุงที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องขนาดของพื้นที่ สิ่งที่ต้องแก้ไข การตกแต่งเพิ่มไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถคาดการณ์เรื่องงบประมาณได้ โดยเงินลงทุนทั้งหมดตัวแทนจำหน่ายจะเป็นผู้ลงทุนเอง

ฟอร์มูลา : รถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ คิดว่าจะมีกี่รุ่น ?

 

พฟัลซ์ : ที่ผ่านมาปีนี้บริษัท ฯ ได้แนะนำรถรุ่นใหม่หลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น เอกซ์ 1 ซีรีส์ 6 เปิดประทุนเอกซ์ 3 และปลายปีจะมี ซีรีส์ 6 คูเป สำหรับรุ่นนี้เป็นรถที่น่าสนใจและราคาไม่แพง คือ ต่ำกว่า 9ล้านบาท

 

ฟอร์มูลา : คุณตั้งเป้ายอดขายไว้เท่าใด เติบโตเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

พฟัลซ์ : ปีนี้ยอดขายจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอย่างแน่นอน เห็นได้จากยอดขายครึ่งปีแรกที่เติบโตเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมียอดจองรถที่กำลังส่งลูกค้าอีกเป็นจำนวนมาก คาดว่าปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 % โดยปีที่แล้วมียอดขายรวม 3,018 คัน

 

ฟอร์มูลา : ในส่วนของการผลิตจะมีการลงทุนเพิ่มอีกหรือไม่ ?

พฟัลซ์ : ที่ผ่านมาได้ลงทุนเรื่องการขยายไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตรุ่นที่ 5 ในส่วนของ เอกซ์ 1 และเอกซ์ 3 ถือเป็นการลงทุนต่อเนื่อง

 

ฟอร์มูลา : ในตลาดรถหรูมีแนวโน้มเรื่องสงครามราคาหรือไม่ ?

พฟัลซ์ : เรื่องสงครามราคาของยี่ห้ออื่น บีเอมดับเบิลยู ไม่ขอกล่าวถึง แต่ในส่วนของ บีเอมดับเบิลยูไม่ได้สนใจที่จะเข้าไปสร้างตรงจุดนี้ ส่วนหนึ่งมองที่เรื่องของผลิตภัณฑ์และความคุ้มค่า สะท้อนให้เห็นว่ายอดจองของลูกค้าที่สั่งจองรถนั้น ต้องการได้รถเร็วมากกว่าที่จะสนใจเรื่องราคา อีกส่วนหนึ่งใช้ลูกค้าเป็นตัวตั้ง จับตาดู ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซง แต่ระมัดระวังตัว ในการทำอะไรไม่ให้กระทบกับราคาของรถมือสอง บีเอมดับเบิลยู ซึ่งปัจจจุบันราคาขยับขึ้นมาอย่างมาก เนื่องจากคนที่ซื้อเห็นว่ารถของเราได้รับการดูแลอย่างดีจากศูนย์บริการ เนื่องจากมีพโรแกรม บีเอสไอ เจ้าของรถมั่นใจ อีกส่วนหนึ่งเน้นความคุ้มค่า แต่ไม่ได้เน้นเรื่องของการลดราคา

 

ฟอร์มูลา : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับผู้นำเข้าอิสระ ?

พฟัลซ์ : เป็นความเสี่ยง อาจมีผลกระทบกับลูกค้าในระยะยาว เพราะ บริษัท ฯ มองลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ เป็นห่วงว่าคนที่ซื้อเพราะว่าได้รถราคาถูก แต่ในแง่ของสเปคทางเทคนิครถมีความแตกต่างโดยเฉพาะมาตรฐานน้ำมัน ใช้ไประยะหนึ่งก็อาจจะสร้างปัญหาเกิดขึ้นได้ อีกส่วนหนึ่งเรื่องภาพลักษณ์ รถใหม่มีปัญหาเสียกลางทาง คนผ่านไปก็เห็น คนทั่วไปจะไม่รู้ว่ารถนั้นซื้อจากที่ไหน หรือ ใช้น้ำมันที่ผิดประเภท แต่พอเห็นก็จะคิดว่ารถใหม่ ยี่ห้อนี้ทำไมเสียอยู่ตรงนี้ ส่วนในระยะยาว ผ่านจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งก็จะสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะ บีเอมดับเบิลยู เท่านั้น โดยรวมต้องการให้มีการจัดระเบียบในเรื่องมาตรฐานให้ดีขึ้นกว่านี้

 

ฟอร์มูลา : บีเอมดับเบิลยู มีนโยบายที่จะจำกัดได้หรือไม่ ?

พฟัลซ์ : บีเอมดับเบิลยู ห่วงในแง่ของลูกค้ามากกว่า จึงมีหน้าที่ที่ให้ข้อมูลในเรื่องความแตกต่างด้านเทคนิค ความเสี่ยง หรือปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือ สิ่งที่ทำได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในความควบคุมที่จะสามารถทำอะไรได้ เพราะในเรื่องของระบบต้องมีคนเข้ามาจัดระเบียบดูแล ซึ่งจุดนี้ไม่ใช่อำนาจของ บีเอมดับเบิลยู

 

ฟอร์มูลา : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องภาษีรถยนต์ของไทย ?

พฟัลซ์ : เรื่องของโครงสร้างภาษีใหม่นั้นยังไม่มีความชัดเจนมาก จึงยังไม่มีความคิดเห็น แต่ในเรื่องของทิศทางและหลักการ บริษัท ฯ เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนให้มุ่งเน้นในเรื่อง การประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์ความปลอดภัย มองว่าผู้บริโภคผู้ใช้รถจะได้รับประโยชน์ ใช้รถที่มีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น และมีมลพิษลดลง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้รถ ใช้ถนน ก็จะได้รับอากาศที่ดีขึ้น ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง จากการผลิต หรือการประกอบเพิ่มไปในเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งผู้ผลิตต้องเร่งพัฒนาให้มีเทคโนโลยีทึ่ดีกว่า

 

ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายการทำงานไว้อย่างไร ?

พฟัลซ์ : บีเอมดับเบิลยู เป็นผู้นำในตลาดรถระดับพรีเมียมระดับโลกมาเป็นเวลานาน แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จจนเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องรีบเร่งเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง แต่ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาอย่างแข็งแกร่ง โดยไม่ลืมที่จะเน้นคุณภาพและการบริการลูกค้า ซึ่งในส่วนต่างๆ ที่ได้ดำเนินการและวางแผนไปบ้างแล้ว โดยใช้ลูกค้าเป็นตัวตั้ง ซึ่งการทำได้หรือไม่ และทำได้เมื่อไร ลูกค้าจะเป็นผู้ตัดสิน ส่วนหนึ่งที่สุดแล้วลูกค้าจะเป็นคนตัดสิน หนึ่งสเตพก่อนกาเรป็นที่หนึ่งนั้น จะต้องทำให้ลูกค้ามีความสุขในการใช้รถ บีเอมดับเบิลยูที่มีนโยบาย ขั้นตอน ระบบ ระเบียบ ผ่าน คอลล์ เซนเตอร์ ซึ่งเป็นระบบที่ลูกค้าจะได้สื่อสารโดยตรงและจะนำข้อมูลนี้ไปพัฒนาได้อย่างดีเยี่ยม หรือจะผ่านตัวแทนจำหน่ายก็ได้



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2554
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Fd0Tz
อัพเดทล่าสุด
18 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
3.
524,000
4.
599,000
5.
3,599,000
7.
2,090,000
8.
2,229,000
9.
779,000
10.
3,590,000
12.
1,316,000
13.
1,749,000
15.
3,299,000
16.
5,399,000
17.
6,799,000
18.
3,249,000
19.
4,980,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th