บทความ

เคลือบแก้วให้รถ ทเรนด์ใหม่ ของคนรักรถเข้าไส้ !


หากคุณคิดว่าการล้างสี เคลือบแวกซ์ ก็เพียงพอแล้ว สำหรับความเงางามของสีรถ ปัจจุบันความคิดนี้อาจผิด เพราะมีน้ำยาเคลือบสีตัวใหม่ ที่บ้านเรานิยมเรียกว่า “เคลือบแก้ว” จะดีกว่าเคลือบแวกซ์แค่ไหน อย่างไร เกาะกระแสฉบับนี้มีคำตอบ

 

เคลือบแก้ว คืออะไร ?

คนใช้รถทุกคน ย่อมรู้จักการล้างสี เคลือบด้วยแวกซ์ กันดีอยู่แล้ว เพราะช่วยปกป้องผิวรถจากแสงแดด รวมถึงริ้วรอยต่างๆ ให้กระจ่างใสแล้ว ยังช่วยให้รถของคุณมีความเงางามขึ้นอีกด้วย แต่คุณสมบัติเหล่านี้มักไม่ทนนาน โดนฝนครั้ง 2 ครั้งก็หายหมด หรือไม่ก็อยู่ได้ประมาณเดือนเดียว เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดในบ้านเรานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการคิดค้นกระบวนการทางเคมีขึ้นในประเทศญี่ปุ่น จนได้สาร SIO2 หรือ LIQUID GLASS COATING ขึ้นมา เป็นสารเคลือบแข็งที่มีซิลิคาเป็นส่วนประกอบหลักในการทำปฏิกิริยากับไอน้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ สารที่ว่านี้จะจับตัวเป็นแผ่นผลึกแก้ว (QUARTZ) เคลือบอยู่ชั้นบนสุดของ

ผิวสีรถ เป็นสารที่มีความคงทนถึง 1 ปี โดยไม่ต้องเคลือบซ้ำ ในบ้านเรามักนิยมเรียกว่า “เคลือบแก้ว” เนื่องจากมีความเงางามที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายกระจกนั่นเอง

 

แตกต่างจากเคลือบแวกซ์ อย่างไร ?

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนถ้าเคลือบสีด้วย LIQUID GLASS COATING คือ ผุ่นจะไม่ค่อยเกาะรถ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำมันเหมือนแวกซ์ (WAX) แต่สิ่งที่ถือเป็นจุดขาย คือ เรื่องความคงทน เพราะสามารถอยู่ติดผิวรถได้นานเป็นปีสบายๆ เนื่องจากเป็นสารเคลือบแข็ง ชั้นของเนื้อสีจึงมีความแข็งแรง สามารถปกป้องสีรถจากแสงแดด หยดน้ำ และคราบสกปรก รวมถึงริ้วรอยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ดีอีกด้วย และอีกหนึ่งคุณสมบัติที่แตกต่างอยากชัดเจน คือ “น้ำไม่เกาะ” เนื้อสีสามารถดีดน้ำได้หมดในทันที ทำให้เพิ่มทัศนวิสัยที่ดีเวลาฝนตก แถมยังง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย

 

วิธีการเคลือบแก้วเป็นอย่างไร ?

การเคลือบแก้วนั้น ถ้าเป็นรถใหม่ป้ายแดงใช้เวลาประมาณ 4-5 ชม. แต่ถ้าเป็นรถที่ใช้งานมาแล้ว อาจใช้เวลาถึง 8-10 ชม. เนื่องจากก่อนการเคลือบนั้น จะต้องมีการเตรียมผิว โดยการขัดล้าง พวกเศษละอองสี คราบยางมะตอย รวมถึงเศษฝุ่นต่างๆ ด้วยน้ำยาพิเศษให้หลุดออกหมดเสียก่อน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ หลังจากนั้นเป็นการลงน้ำยาขัดสี ตามขั้นตอนปกติทั่วไป เพื่อให้ผิวรถเรียบเนียน จากนั้นต้องล้างน้ำยาขัดสีออกให้หมด โดยใช้น้ำยาสเปรย์ฉีดเป็นฝอยๆ แล้วเช็ดออก หลังจากนั้นทิ้งไว้ให้น้ำยาเซทตัวประมาณ 15 นาที ทีนี้ก็ถึงขั้นตอน COATING ชั้นที่ 1 เพื่อลองพื้น โดยใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นน้อย พ่นก่อนรอบแรก จากนั้นนำน้ำยา COATING ที่มีความเข้มข้นสูง พ่นซ้ำอีกครั้ง ในทุกจุดที่อยู่นอกรถ เช่น ล้อ กระจก พลาสติคต่างๆ ที่ปัดน้ำฝน ขอบยางต่างๆ รวมถึงสติคเกอร์ติดรถก็ยังต้องพ่น ทิ้งไว้ประมาณ 40 นาที แล้วจึงนำรถไปอบร้อนอีกประมาณ 45 นาที เป็นอันเสร็จ

 

ราคา และการรับประกัน

ราคาในการเคลือบแก้ว จะคิดค่าใช้จ่ายเป็นคอร์ส และแตกต่างกันไปตามชนิดของรถ ถ้าเป็นรถเก๋งไม่ว่าจะขนาดไหน ราคาจะอยู่ที่ 10,000 บาท ถ้าเป็นรถ เอสยูวี รถตู้ หรือรถกระบะ ราคาอยู่ที่ 12,000 บาททุกรุ่น ในคอร์สนี้ รถทุกคันจะต้องกลับมาเคลือบใหม่อีกครั้งในทุกๆ 4-5 เดือน (2 ครั้ง/ปี) แบบคอร์ส รับประกัน 1 ปี ถ้ารถเกิดเฉี่ยวชนระหว่างการรับประกัน ให้นำใบเคลมมา ทางร้านจะพ่นในส่วนที่เปลี่ยนใหม่ให้ฟรี ส่วนถ้าใครอยากทดลองดู สามารถเคลือบเป็นครั้งๆ ไปก็ได้ ค่าใช้จ่ายครั้งละ 5,000 บาท แต่แบบนี้ ไม่มีการประกันเฉี่ยวชน

 

ขอขอบคุณ ร้านหูกระจง www.hukrajongcarcare.com เอื้อเพื้อข้อมูล



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2554
คอลัมน์ : เกาะกระแส
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/1gXIh
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
6,799,000
2.
3,249,000
4.
53,500,000
6.
3,600,000
7.
4,539,000
8.
13,339,000
9.
2,999,000
10.
1,749,000
11.
1,800,000
13.
499,000
14.
979,000
15.
990,000
16.
4,090,000
17.
1,699,000
18.
3,299,000
19.
5,399,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

รถแต่งทเรนด์ใหม่ โดนใจ วัยจี๊ด !
JUMPSTART POWERBANK
ไฟวิ่ง พลังเสียง
เครื่องเตือนกล้องจับความเร็ว