บทความ

นัทล้อเรื่องใหญ่ ที่ทุกคนมองผ่าน


ต่อไปนี้ถ้ารถของคุณต้องหยุดรอไฟเขียว และมีรถพิคอัพ รถบรรทุก ทั้ง 6 และ 10 ล้อ รวมทั้งรถโดยสารประจำทาง หยุดอยู่ข้างๆ ผมอยากให้ลองมองไปที่นัท (NUT) ล้อ หรือในชื่อที่คุ้นเคยกันว่า นอท ส่วนชื่อที่ถูกแปลอย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีใครต้องการเรียก คือ แป้นเกลียว จะเห็นว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ครบ เพราะถูกขันด้วยแรงบิดเกินกำหนดไปอย่างมาก จนถึงขั้น สลักเกลียวตัวผู้ขาดด้วนไป และเนื่องจากเป็นรถใช้งานทางพาณิชย์ คือ คนขับไม่ใช่เจ้าของ และเจ้าของรถก็ไม่ได้ขับ จึงไม่มีใครใส่ใจ คิดจะซ่อมแซมให้มันกลับสู่สภาพดีดังเดิม

 

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ชิ้นส่วนนี้เป็นส่วนที่มีอายุยืนยาวในระดับที่น่าจะพูดได้ว่า ไม่มีจุดสิ้นสุด ถ้าถูกขันด้วยแรงบิดที่ถูกต้อง ถึงไม่ถูกต้อง แต่ไม่เกินไปมากมาย ก็จะยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นได้อยู่ดีแหละครับ แม้จะขันด้วยแรงบิดเกิน 2 เท่าของค่าที่กำหนด ก็ยังไม่ขาด ผมเห็นต่อด้ามกันยาวท่วมหัว แล้วโหนทั้งตัวกับนัทรถประจำทาง มันถึงได้ขาดด้วนอย่างที่เราเห็นกัน สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก กลัวว่ามันจะไม่แน่นพอครับ

 

กับรถส่วนตัวของพวกเรา ก็ไม่มีความแตกต่างครับ เพียงแต่ว่าไม่ต้องถึงขั้นต่อด้าม แค่ความยาวของเครื่องมือที่ใช้ ก็สามารถขันจนแรงบิดเกินค่าที่ผู้ผลิตรถเขากำหนดได้หลายเท่าตัวแล้ว เพราะผู้ผลิตเครื่องมือเขาเลือกความยาวของด้ามขัน ให้เพียงพอกับแรงบิดที่ต้องใช้ โดยใช้แรงดึงหรือดันด้วยมือ และแขนของผู้ขันเท่านั้น

 

แต่ช่างซ่อมรถไทย ใช้วิธีขย่ม โดยปล่อยน้ำหนักตัวเกือบทั้งตัว กดลงไปที่ปลายด้าม บางรายก็ถึงขั้นใช้เท้าเหยีบบแล้วขย่มทั้งตัว ถึงจะถูกทารุณอย่างสุดโหดขนาดนี้ เกลียวก็ยังไม่ชำรุดครับ และสลักเกลียวก็ไม่ขาดด้วย เพราะคุณภาพของเหล็กยุคนี้สูงมาก ประกอบกับในช่วงท้ายที่แรงบิดสูงมาก จากการขย่มแรงอัดที่หน้าสัมผัสของนัท หรือสลักเกลียวตัวผู้ (BOLT) กับเบ้ารอบรูของกระทะล้อ ก็จะมีค่ามหาศาล หลายตัน (1,000 กก.) ต่อนัท หรือ โบลท์แต่และตัว หน้าสัมผัสจะบดขยี้กันจนเป็นแผล ช่วยสร้างความฝืดต้านแรงขย่มสุดโหดนี้ แม้จะไม่ขาดคามือตอนขัน แต่อาจจะขาดทีหลังได้ครับ เพราะขณะใช้งาน กระทะล้อจะรับความร้อนที่ถูกถ่ายเทมาทางเนื้อโลหะจากจานเบรค และถ้าเป็นล้อแมก ทำจากอลูมิเนียม ซึ่งเป็นโลหะที่มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อถูกความร้อน สูงกว่าเหล็กมากพอสมควร เมื่ออลูมิเนียมที่เป็นส่วนของกระทะล้อ พองตัวมากกว่าการยืดของเหล็ก ส่วนที่เป็นสลักเกลียวแรงอัดนี้ จะเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเปอร์เซนต์ครับ ส่วนใหญ่แล้วก็ยังไม่ถึงกับขาด ด้วยคุณภาพของเนื้อเหล็กยุคนี้

 

นอกจากจะถูกขันด้วยการขย่มทั้งตัว หรือใช้เท้าเหยีบบปลายด้ามเครื่องมือแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ทัดเทียมกัน หรือไม่ก็เลวร้ายกว่า ซึ่งก็คือการใช้เครื่องมือนิวแมทิคทำงานด้วยอากาศอัดจากปั๊มลม ในชื่อที่ช่างนิยมเรียกว่า “บลอคลม” เครื่องมือนี้เหมาะกับงานเกี่ยวกับรถยนต์ เฉพาะตอนรื้อ หรือตอนถอดเท่านั้นครับ เพราะทุ่นแรง และรวดเร็ว ช่วยให้ประหยัดเวลาได้มาก แต่ความเที่ยงตรงและแม่นยำ ยังไม่เพียงพอ จึงไม่เหมาะกับการใช้งานตอนขันกลับ หรืองานประกอบชิ้นส่วนที่ต้องการค่าแรงบิดที่แม่นยำ อาจมีคนสงสัยว่า ถ้าจริงอย่างที่ผมกล่าวแล้ว ทำไมทีมช่างรถแข่งชั้นเยี่ยมทั้งหลาย จึงใช้เครื่องมือนี้ในการถอด และใส่ล้อนี้เป็นกรณีพิเศษครับ โดยเฉพาะสำหรับรถแข่ง เอฟ วัน ที่เวลาแต่ละวินาที ในการเปลี่ยนล้อ มีผลต่อชัยชนะแต่ละตำแหน่ง และมีผลต่อผลประโยชน์หรือรายได้ ในระดับหลายพันหรืออาจถึงหมื่นล้านบาท

 

เครื่องมือลมสำหรับขันเกลียวนี้ ผู้ใช้สามารถปรับให้ได้แรงบิดตามที่ต้องการได้ เมื่อถึงค่าที่ตั้งไว้ ชุดส่งแรงบิดจะถลำฟรีได้ ผู้ใช้เพียงแค่เลิกกดปุ่ม หรือเลิก “เหนี่ยวไก” หลังจากได้ยินเสียงถลำฟรีเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ถ้ายังกดแช่อยู่ ถึงจะถลำฟรีได้ แต่มันก็จะเพิ่มแรงบิดในลักษณะ “กระแทก” ต่อไปอีกระดับหนึ่งมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ยังกดปุ่ม หรือเหนี่ยวไกอยู่ ช่างของทีมแข่งจะปรับตั้งค่าแรงบิดอย่างละเอียด สำหรับการขันยึดล้อ ซึ่งใช้ขนาดใหญ่ตัวเดียวที่ดุมล้อ โดยเลือกระยะเวลาช่วงฟรีให้พอเหมาะ ไม่นานเกินไป เช่น สัก 2 วินาที เป็นช่วงที่เราได้ยินเสียง “แต๊ก” เป็นจังหวะต่อเนื่อง ให้ได้ค่าแรงบิดที่สูงกว่าค่าที่กำหนดไว้ระดับหนึ่ง เพื่อความปลอดภัย ว่าจะไม่มีการคลายได้อย่างแน่นอน

 

แต่จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อช่างตามอู่ซ่อมรถ และโดยเฉพาะตามร้านยาง นำเครื่องมือนี้มาทั้งถอด และใส่ล้อรถของพวกเรา ตอนถอดนั้นไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นครับ แต่ถ้าใช้ในตอนใส่ล้อด้วย ความเดือดร้อนของพวกเรา อาจหนักหนาสาหัสระดับนรกบนดินเลยทีเดียวครับ เริ่มตั้งแต่การตั้งค่าแรงบิด ซึ่งช่างชาวไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่แล้ว คือ ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งแรงยิ่งดี ตั้งค่าเกินอย่างเดียวก็แย่แล้ว แต่นักเปลี่ยนล้อ ยาง ตามร้านยางเหล่านี้ ยังรู้สึกว่า อาจจะไม่แน่นพอ แม้แรงบิดจะถึงค่าที่ตั้งไว้ จนได้ยินเสียงลั่นหลายครั้งแล้วก็ยังไม่เลิกครับ

 

ทุกจังหวะเสียงที่ได้ยิน หมายถึง การขันแบบกระแทกซ้ำเพิ่มแรงบิดขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เบ็ดเสร็จแล้ว นัทล้อของเราถูกขันด้วยแรงเกินกว่า 2 เท่า ของค่าที่กำหนด ถ้ายังไม่ขาดจากกัน ก็ยังไม่มีอะไรเสียหายครับ ยกเว้นหน้าสัมผัสที่ผมได้อธิบายไปแล้ว

 

หายนะจะมาถึงเรา ก็ต่อเมื่อยางแบนกลางทาง จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะคลายนัทล้อ ที่ถูกตะบันขันด้วยวิธีที่ว่านี้ให้ออกได้ แม้ขึ้นไปยืนขย่มบนปลายด้ามขันของเครื่องมือถอดล้อประจำรถ ก็ยังไม่หลุดครับ ลองนึกภาพสถานการณ์ที่ว่านี้ บนถนนที่ปราศจากผู้คน และร้านรวงยามค่ำคืนดูสิครับ แล้วจะเข้าใจว่า “นรกบนดิน” ที่ผมเอ่ยไว้แต่แรก ไม่ได้เกินความจริงไปเลย

 

ผมเคยแก้ปัญหารถที่ถูกขันนัทล้อระดับที่ว่านี้มาหลายคันแล้ว บางคันแม้แต่เครื่องมือที่ทนทานชั้นยอด ก็ยังแตกหรือหัก บางคันต่อด้ามเครื่องมือยาวเป็นสองเท่าแล้วก็ยังไม่ออกครับ ต้องใช้เทคนิคพิเศษหลายอย่างเชิงช่าง ซึ่งผมขอไม่กล่าวถึงเพราะไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้รถ บางครั้งอู่ต้องขอเบิกเงินสำหรับซื้อเครื่องมือใหม่ต่อเจ้าของรถ จึงจะกล้าลงมือคลายครับ

 

รถของพวกเราใช้ยาก ซ่อมยาก จนก่อให้เกิดปํญหาใหญ่ระดับนี้เชี่ยวหรือ ? ไม่เลยครับ มันเกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจ มักง่าย และไม่ยอมลงทุนซื้อเครื่องมือที่จำเป็นเท่านั้นเองครับ นัท และโบลท์ (ตัวผู้) สำหรับยึดล้อเข้ากับดุมล้อ ต้องถูกขันด้วยค่าที่ผู้ผลิตรถกำหนด โดยใช้เครื่องมือควบคุมแรงบิด (TORQUE WRENCH) ราคาไม่ถึงหมื่นบาทครับ ใช้ประกอบเครื่องยนต์ และขันชิ้นส่วนของช่วงล่างได้ด้วย อายุใช้งานเกิน 10 ปี ราคาระดับนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับอู่ซ่อมรถ และ “ร้านยาง” ครับ โดยเฉพาะศูนย์บริการเป็นทางการของรถตราต่างๆ ต้องเริ่มเป็นตัวอย่างก่อนใครอื่นเลย

 

นอกจากจะขันด้วยแรงบิดที่ถูกต้องไม่หลวมจนอาจคลาย (ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เพราะช่างไทยขันด้วยแรงเกินมากมาย เมื่อใดที่นัทล้อของเราคลายระหว่างใช้งาน บอกได้แน่นอนเลยครับ ว่าลืมขัน) และไม่แน่นเกิน จนเจ้าของรถต้องเดือดร้อนหนัก

 

ระหว่างนี้ ใครที่นำรถไปปะยางถ่วงล้อ เปลี่ยนยางมา ผมขอแนะนำให้นำรถไปให้ช่างที่ไว้ใจได้ ลองคลายนัทล้อ และขันใหม่ ด้วยแรงบิดที่ถูกต้อง ไม่ต้องยกรถเลยครับ แค่ใช้เบรคมือ แล้วคลาย และขันกลับทีละตัวจนครบ เพื่อให้แน่ใจว่า หากยางแบนกลางทาง โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไกล จะไม่ต้อง “กินข้าวลิง” ถูกปล้น ข่มขืน ทำร้าย หรือถูกฆ่าครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2554
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/a3hDE
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th