บทความ

สังขละบุรี เมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม


เข้าสู่เดือนที่มีอุณหภูมิสูงสุดแห่งปี การเดินทางของนักเดินทางต้องตั้งต้นกันใหม่ หลังจากลมหนาวผ่านพ้นไป อากาศร้อนอบอ้าวก็เข้ามาปกคลุมเต็มพื้นที่ทั่วประเทศ ในช่วงเดือนนี้ยังมีเทศกาลวันสงกรานต์วันหยุดยาวที่หลายคนรอคอย เพื่อกลับบ้านขอพรและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ บ้างอาจใช้ช่วงเวลาของวันนักขัตฤกษ์พาครอบครัวเดินทางท่องเที่ยวคลายร้อน ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศ

 

“สังขละบุรี”เป็นเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ใช้พักหลบร้อนได้เป็นอย่างดี ยังมีเรื่องราวมากมายที่นักเดินทางจะได้สัมผัสถึงความเป็นมาของสถานที่ และโบราณสถานที่จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ รวมถึงชมอารยธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่หลากหลายชนชาติ ทั้งไทย มอญ พม่า และชาวกะเหรี่ยง ซึ่งดำเนินชีวิตกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่เบียดเบียน และใช้ชีวิตแบบพอเพียง

 

การเดินทางในครั้งนี้จึงถือโอกาสเป็นการทดลองขับไปในตัวกับ นิสสัน นาวารา คาลิเบอร์ 4 ประตู ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ โดยออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งเราหวังว่าจะไปถึงที่หมายปลายทางให้ทันในช่วงบ่าย ระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพ ฯ ไปถึง อ. เมือง จ. กาญจนบุรี นั้นประมาณเกือบ 2 ชม. โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง-สุพรรณบุรี) ผ่านแยกบางเลน ให้เลี้ยวซ้ายไปทาง อ. กำแพงแสน แล้วตัดเข้าไปทาง อ. พนมทวน ขับต่อไปเรื่อยๆ จนถึงแยกแก่งเสี้ยน แล้วเลี้ยวขวาไปยัง อ. ไทรโยค ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ถึงทางแยกก่อนเข้าตัว อ. ทองผาภูมิ ให้เลี้ยวขวาแล้วขับรถต่อไปอีก 75 กม. ถึง อ. สังขละบุรี

 

ผู้ขับควรต้องตรวจสอบสภาพรถให้ดีก่อนการเดินทาง และขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเส้นทางที่คดเคี้ยวและลาดชัน โดยเฉพาะช่วง อ. ทองผาภูมิ มุ่งหน้าสู่ อ. สังขละบุรี แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ราบรื่นไปด้วยดีเพราะ นิสสัน นาวารา รุ่นใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์รหัส YD-174 คอมมอนเรล ที่มีขนาดความจุเพียง 2.5 ลิตร สร้างแรงม้าได้สูงถึง 174 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ และระบบรองรับหน้าแบบอิสระ ปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง กับระบบรองรับหลังที่เป็นแบบแหนบแผ่นซ้อน พร้อมชอคอับ ทำให้การเดินทางถึงแม้ว่าจะขึ้นเขาที่มีเส้นทางคดเคี้ยวและลาดชันขนาดไหนก็ไม่เป็นปัญหา

 

 

แพมิตรสัมพันธ์
อาหารอร่อย พักผ่อนนอนแพ

พอเข้าเขต อ. สังขละบุรี หาซื้อเสบียงสำหรับประกอบอาหารประทังชีวิต แล้วจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ที่พักชื่อ “แพมิตรสัมพันธ์” ที่ตั้งของแพแห่งนี้อยู่ใต้สะพานมอญริมแม่น้ำซองกาเลีย หรือที่มีชื่อเรียกว่า “สามประสบ”ซึ่งมีที่มาจากสายน้ำ 3 สายมารวมตัวกัน ได้แก่ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ระหว่างทางเดินลงแพ เห็นแม่ครัวกำลังทำลูกชิ้นปลากรายจึงได้สั่งมา 1 ชุดเพื่อรับประทานก่อนที่จะลากแพไว้กลางสายน้ำเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อน เมนูอาหารที่ขึ้นชื่อต้องยกให้กับเมนูปลาเขื่อนที่ประกอบอาหารได้หลายหลาก ทั้งต้ม ผัด แกง และทอด อิ่มและอร่อยตามที่คิดไว้จริงๆ แถมราคาก็ไม่สูงมากนัก

จากนั้นก็ถึงเวลาลากแพไปไว้กลางน้ำเพื่อเป็นจุดพักผ่อนที่เงียบสงบ โดยมีนายตั้ม ชายหนุ่มอายุ 17 ปี ทำหน้าที่เป็นคนขับเรือ จากริมน้ำลากแพไปผูกไว้กลางน้ำใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แพถูกลากไปผูกด้านหลังของเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในวัดวังก์วิเวการาม ของหลวงพ่ออุตตมะ หลังจากนั้นจึงนั่งพูดคุยถึงพโรแกรมในวันรุ่งขึ้น ซึ่งนายตั้มทำหน้าที่ให้ข้อมูลถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอย่างครบถ้วน ก่อนที่จะนัดแนะถึงเวลาออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

 

สะพานมอญ
สะพานไม้แห่งศรัทธา

เช้าตรู่กลางสายน้ำซองกาเรีย เสียงเครื่องเรือดังใกล้เข้ามาท่ามกลางลำน้ำที่มีหมอกปกคลุมอยู่หนาแน่น ซึ่งเป็นเวลาที่ผมและคณะได้นัดกับคนขับเรือเพื่อเดินทางไปยังสะพานมอญ หรือสะพานอุตตมานุสรณ์ สะพานประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้สร้างขึ้นด้วยท่อนซุงจากต้นไม้ที่จมอยู่ใต้น้ำ ในสมัยที่เริ่มสร้าง หลวงพ่ออุตตมะได้ระดมแรงกายจากชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยง และชาวมอญที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นกว่า 1,000 คน ดำน้ำลงไปตัดซากไม้ตายอยู่ใต้น้ำ ก่อนนำมาสร้างเป็นสะพานที่ได้ถูกระบุไว้ว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 850 เมตร เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรทั้งชาวไทย และชาวมอญ บนสะพานไม้แห่งนี้ยังเป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นแม่น้ำทั้ง 3 สาย ได้อย่างชัดเจน ก่อนที่จะเดินข้ามฝั่งไปยังหมู่บ้านมอญ ที่มีทั้งเสื้อผ้า พลอย ไพลิน และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้านที่วางจำหน่ายเป็นของที่ระลึก แล้วจึงหากาแฟและปาท่องโก๋รองท้องกันแบบง่ายๆ สำหรับมื้อเช้าในหมู่บ้านมอญ และสนทนาถึงจุดหมายที่ต้องเดินทางไปต่อ

 

 

เมืองบาดาล UNSEEN เลื่องชื่อ ในวันน้ำลด (เมืองผุด)

อิ่มหนำจากมื้อเช้าจึงเดินทางมาลงเรือต่อไปยังเมืองบาดาล ระยะเวลาในการเดินทางด้วยเรือประมาณ 45 นาที จากสะพานมอญ หากเป็นช่วงน้ำหลาก จะเห็นเพียงแค่ยอดของโบสถ์ แต่หากเป็นหน้าแล้ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ทั่วพื้นที่

วัดวังก์วิเวการาม (วัดเก่า) ที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่นี้ ถูกสร้างขึ้นในปี 2499 ต่อมาในปี 2506 ภาครัฐได้อนุมัติให้สร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือเขื่อนเขาแหลม ทำให้หลวงพ่ออุตตมะขนย้ายพระพุทธรูปหยกขาว ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวสังขละบุรีนับถือ และพระพุทธรูปทุกองค์ในโบสถ์พร้อมเสาทุกต้น รวมถึงสิ่งของที่มีค่าต่างๆ นำมาไว้ในโบสถ์ที่ก่อสร้างใหม่ ซึ่งอยู่บนเนินเขา ปัจจุบันถูกขนานนามว่า “วิหารแห่งเมืองใต้บาดาล” และได้รวบรวมไว้ใน UNSEEN THAILAND ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาเที่ยวสถานที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ยังช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้ในส่วนของการให้บริการเรือท่องเที่ยว และแพท่องเที่ยว นอกเหนือจากการทำประมง

 

ประตูเมืองมอญ เส้นทางพม่าตีกรุงศรีอยุธยา

เราใช้เวลาเที่ยวชมเมืองบาดาลอีกสักพัก ที่หมายต่อไป คือ ”ประตูเมืองมอญ”เส้นทางยุทธหัตถีในครั้งที่พม่าได้ยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา การเดินทางจากเมืองบาดาลไปยังประตูเมืองนั้น ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ ผ่านด่านตรวจทางน้ำของกรมประมง และคุ้งน้ำน้อยใหญ่ โดยมีหนุ่มน้อยทำหน้าที่บังคับหางเสือเรือด้วยความชำนาญ ผมและคณะชมความงามของทัศนียภาพ 2 ฟากฝั่งไปเรื่อย จนมาหยุดอยู่ ณ สันเขาที่มีสายน้ำตัดผ่าน และมีศาลาซึ่งมีพระพุทธรูปมอญที่ทรุดโทรมตั้งอยู่ริมสายน้ำ เรือลอยลำเข้าริมตลิ่ง จากนั้นก็เดินต่อไปยังยอดเนิน ซึ่งดูไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากแนวเขาที่มีน้ำพัดผ่าน ในอดีตบริเวณนี้คงจะเป็นดินแดนที่สำคัญสำหรับกลยุทธ์ในการทำสงคราม แต่ปัจจุบันนั้นพบเห็นก็แต่ปลาหลากหลายชนิดที่ขึ้นเล่นเป็นวงเพราะความอุดมสมบูรณ์ และไร้ซึ่งศัตรูผู้รุกราน เนื่องจากเป็นพื้นที่คุ้มครองของกรมประมง ห้ามไม่ให้มีการล่าสัตว์

 

วัดวังก์วิเวการาม
สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจของคนพื้นที่

เสร็จสิ้นการเข้าเยี่ยมชมประตูเมืองมอญ ซึ่งสมควรแก่เวลา เรือโดยสารมุ่งหน้ากลับไปยังจุดผูกแพ เพื่อลากกลับเข้าฝั่ง เพราะยังเหลืออีกหนึ่งสถานที่ที่ยังไปไม่ถึง ช่วงบ่ายแก่ๆ แพที่เราพักนั้นได้มาผูกไว้ที่เดิมบริเวณใต้สะพานมอญ เครื่องยนต์ของ นิสสัน นาวารา ได้ถูกสตาร์ทขึ้นอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปยังวัดวังก์วิเวการาม ซึ่งอยู่ห่างจาก อ. สังขละบุรี ประมาณ 6 กม. วัดแห่งนี้ก่อสร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะ พระเกจิชื่อดังแห่งสังขละบุรี เริ่มก่อสร้างในปี 2518 แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 ใช้ศิลปะแบบพม่า มีพระพุทธรูปหยกขาว งาช้างแมมมอธ และเจดีย์พุทธคยาจำลอง สร้างจำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้าน จำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้ ภายในมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสักการะอย่างไม่ขาดสาย

หลังจากได้เยี่ยมชมวัดวังก์วิเวการาม เสร็จเรียบร้อย ช่วงนี้เป็นเวลาพระอาทิตย์อัสดง ความสวยงามของผืนน้ำเหนือเขื่อนเขาแหลม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านไทย-มอญ ในช่วงพลบค่ำของ อ. สังขละบุรี ยังมีมนต์เสน่ห์ที่ตราตรึง ทำให้ช่างภาพใช้เวลาเก็บภาพสวยๆ มาฝากมากมาย หากแฟนๆ คอลัมน์ ”ชีวิตอิสระ” ที่ยังไม่ได้มีพโรแกรมท่องเที่ยวในวันหยุดยาวๆ สังขละบุรีนั้นเป็น สถานที่หนึ่งที่น่าลองไปสัมผัส เพราะมีบรรยากาศดี อีกทั้งสถานที่พัก และอาหารนั้น มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ระยะเวลาในการเดินทางเพียงประมาณ 4-5 ชม. จากกรุงเทพ ฯ ขับรถง่ายๆ สบายๆ มาตามเส้นทางที่ได้แจ้งไว้ ผมหวังว่า เมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม แห่งนี้ จะช่วยให้การพักผ่อนในวันหยุดยาวนั้นสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวผจญภัย ชมวิถีชีวิต และยังอิ่มบุญ กับระยะเวลาประมาณ 3 วัน 2 คืน เพียงเท่านี้ผมว่า…คุ้มเกินคุ้ม

 

ที่พัก

อ. สังขละบุรี นั้นมีที่พักหลากหลายรูปแบบ หากอยากพักในโรงแรม และรีสอร์ทหรู ที่นี่ก็มีไว้คอยบริการเช่นกัน สนนราคานั้นขึ้นอยู่กับทำเลและสถานที่ตามความเหมาะสม แต่หากต้องการสัมผัสธรรมชาติ แนะนำให้หาแพพักที่มีอยู่กลาดเกลื่อนเต็มสายน้ำ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 600-2,500 บาท แล้วแต่ขนาดและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก แต่สำหรับผม แพมิตรสัมพันธ์ นอกจากจะบริการดี และอาหารอร่อย ลุงสงบ จันทร์ฉาย-เจ้าของแพ หรือฉายาว่า พ่อมดแห่งซองกาเลีย ยังเป็นพรานเบ็ดที่ขึ้นชื่อของลำน้ำสายนี้ ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาตกปลา ลองปรึกษาไว้รับรองไม่มีพลาด

ที่กิน

มาเยือนเขื่อนเขาแหลม อาหารที่ขึ้นชื่อคงหนีไม่พ้นปลาสดๆ และพืชผักที่ชาวบ้านปลูกไว้ ราคาสมเหตุสมผล ลองสอบถามราคา หรือเชคจากเมนูได้เลย

ขอขอบคุณ

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อ นิสสัน นาวารา คาลิเบอร์ 4 ประตู ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง



------------------------------
เรื่องโดย : ณัฐเทพ เผ่าจินดา
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน เมษายน ปี 2554
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Cc5md

Follow autoinfo.co.th