บทความ

ซี-คลาสส์ รุ่น


ซี-คลาสส์ รุ่น “ยกหน้า”
ออกขายแล้วในเมืองเบียร์
ประหยัดเชื้อเพลิงกว่าเดิม

เยอรมนี-ค่าย “ดาวสามแฉก” เปิดตัวรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ รุ่น FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ทั้งตัวถังซีดานและตรวจการณ์ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ มากกว่า 2,000 รายการ เปิดให้ลูกค้าในเยอรมนีสั่งจองแล้ว โดยมีรถให้เลือกใช้มากกว่า 10 โมเดล ทั้งเครื่องเบนซินและดีเซล ซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำกว่ารถรุ่นก่อน

เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ C-CLASS) รุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 3 เริ่มจำหน่ายในเมืองเบียร์ เมื่อเดือนมีนาคม 2007 และจำหน่ายในตลาดทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 1 ล้านคัน การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในลักษณะ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ดังกล่าวข้างต้น เป็นกลยุทธ์การตลาดที่กระทำเป็นปกติ เพื่อรักษายอดขายของรถรุ่นนี้ ก่อนการปรากฏตัวของรถรุ่นที่ 4 ซึ่งมีกำหนดออกตลาดในปี 2013

ความเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวถังภายนอกมีอยู่มากมายหลายจุด จุดที่น่าจะสังเกตเห็นได้ง่าย คือ แผงกระจังหน้าและดวงโคมไฟหน้าที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด กันชนหน้าที่รูปทรงแตกต่างจากเดิม ฝากระโปรงหน้าที่เปลี่ยนจากเหล็กกล้าเป็นอลูมิเนียม และกระทะล้ออัลลอยลวดลายใหม่ เมื่อก้าวเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร ก็มีความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เห็นได้ชัด ตัวอย่าง คือ พวงมาลัยแบบใหม่ แผงหน้าปัดอุปกรณ์ที่ดูคล้ายกับรถอนุกรมพี่ คือ อี-คลาสส์ (E-CLASS) และการใช้วัสดุซึ่งมีคุณภาพสูงกว่ารถรุ่นเดิม กล่าวโดยรวม ค่าย “ดาวสามแฉก” ยืนยันว่า เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ รุ่น “ยกหน้า” มีชิ้นส่วนใหม่ๆ นับได้มากกว่า 2,000 ชิ้น

มีกำหนดออกตลาดเดือนมีนาคมปีกระต่าย แต่เปิดให้ลูกค้าในเมืองเบียร์สั่งจองแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา มีทั้งแบบขับล้อหลัง และขับทุกล้อ และแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 2 ระดับ กำกับด้วยรหัส ELEGANCE กับ AVANTGARDE เฉพาะตัวถังซีดาน ซึ่งค่าตัวย่อมเยากว่า มีรถให้เลือกใช้อย่างจุใจรวม 11 โมเดล คือ

C 180 BLUEEFFICIENCY
C 200 BLUEEFFICIENCY
C 250 BLUEEFFICIENCY
C 350 BLUEEFFICIENCY
C 350 4MATIC BLUEEFFICIENCY
C 180 CDI BLUEEFFICIENCY
C 200 CDI BLUEEFFICIENCY
C 220 CDI BLUEEFFICIENCY
C 250 CDI BLUEEFFICIENCY
C 250 CDI 4MATIC BLUEEFICIENCY
C 300 CDI 4MATIC BLUEEFFICIENCY

แต่ตัวถังตรวจการณ์มีรถเพียง 10 โมเดล คือ ไม่มีรุ่น C 350 4MATIC BLUEEFFICIENCY รถทุกโมเดลดังกล่าวนี้ ติดตั้งระบบ ECO START/STOP FUNCTION เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน อุปกรณ์ประหยัดเชื้อเพลิงที่ว่านี้ ทำให้รถรุ่นที่ประหยัดที่สุด คือ C 220 CDI BLUEEFFICIENCY ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 2,143 ซีซี 170 แรงม้า มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยเพียง 4.4 ลิตร/100 กม.หรือ 22.7 กม./ลิตร เท่านั้นเอง เมื่อติดตั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

ป้ายค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ของรถที่ซื้อขายกันในเยอรมนี ตัวถังซีดานอยู่ระหว่าง 32,695-48,909 ยูโร หรือเท่ากับประมาณ 1.37-2.05 ล้านบาทไทย ส่วนตัวถังตรวจการณ์ซึ่งแพงกว่ากันนิดหน่อยอยู่ระหว่าง 34,362-49,206 ยูโร หรือประมาณ 1.44-2.07 ล้านบาท

 

เผยโฉมม้าลำพองตัวใหม่
แฟร์รารี เอฟเอฟ ขับทุกล้อ
เร็วสุดสุดทั้งตีนต้น/ตีนปลาย

อิตาลี-ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองมะกะโรนี แหวกจารีตที่ยึดถือมานมนาน นำเสนอรถสปอร์ท “ม้าลำพอง” แบบใหม่ล่าสุด เป็นรถขับทุกล้อแบบแรกของค่าย เพียบไปด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำนำสมัย สะใจผู้ยึดความเร็วเป็นสรณะ

ค่าย “ม้าลำพอง” ตั้งชื่อรถสปอร์ทแบบดังกล่าวว่า แฟร์รารี เอฟเอฟ (FERRARI FF) โดยให้อรรถาธิบายว่า FF ย่อมาจาก FERRARI FOUR (FOUR SEATS & FOUR-WHEEL DRIVE) นั่นคือ เป็นรถ แฟร์รารี ที่นั่งได้รวม 4 คน และใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเป็นรูปแบบที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถสปอร์ท “ม้าลำพอง” แบบใดๆ ทั้งในปัจจุบัน และในอดีต

ที่ไม่ต่างจากรถสปอร์ท “ม้าลำพอง” รุ่นอื่นๆ ทุกรุ่นที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ก็คือ ตัวถังของ แฟร์รารี เอฟเอฟ เป็นผลงานรังสรรค์ของสำนัก ปินินฟารีนา (PININFARINA) ที่ร่วมงานกับค่ายนี้มานมนาน เป็นตัวถังยาว 4.907 ม. กว้าง 1.953 ม. และสูง 1.379 ม. ซึ่งรูปทรงองค์เอวส่วนหน้าเห็นที่ไหนใครๆ ก็รู้ว่านี่คือรถ แฟร์รารี แต่ที่เป็นอื่นไป นั่นก็คือ บั้นท้าย เป็นบั้นท้ายที่เห็นแล้วคนรักรถสปอร์ทคงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ว่าจะได้พบได้เห็นในรถติดเครื่องหมาย “ม้าลำพอง” อย่างไรก็ตาม การออกแบบส่วนท้ายในลักษณะนี้ ทำให้รถสปอร์ทขับทุกล้อแบบแรกในประวัติศาสตร์ของ แฟร์รารี มีห้องเก็บของท้ายรถที่จุถึง 450 ลิตร และสามารถขยายเป็น 800 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง

เป็นรถสปอร์ทขับเคลื่อนทุกล้อ ด้วยระบบขับทุกล้อที่ค่าย “ม้าลำพอง” ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ และจดทะเบียนสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นระบบที่ผู้พัฒนาบอกว่า มีน้ำหนักตัวเบากว่าระบบที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในขณะนี้ถึงร้อยละ 50 และมีการกระจายน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบ (ร้อยละ 53 ลงสู่เพลาหลัง) เมื่อผสานการทำงานกับระบบควบคุมอีเลคทรอนิคไฮเทค ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกล้อ ซึ่งให้สมรรถนะอันเป็นสถิติใหม่ในทุกๆ สภาพการขับขี่ นอกจากระบบขับทุกล้อวิลิศมาหราดังที่ว่านี้แล้ว อุปกรณ์ไฮเทคอีก 2 รายการ ที่จะพบได้ในม้าลำพองตัวใหม่ คือ ระบบดูดซับแรงสะเทือนที่เรียกชื่อในภาษาอังกฤษว่า MAGNETORHEOLOGICAL DAMPING SYSTEM กับห้ามล้อคาร์บอน-เซรามิค (CARBON-CERAMIC BRAKE) ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่สดๆ ร้อนๆ โดย บเรมโบ (BREMBO) บริษัทผู้ผลิตระบบห้ามล้อเลื่องชื่อของเมืองมะกะโรนี

เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ฝากระโปรง เป็นเครื่องฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 12 สูบ 65 องศา ความจุ 6,262 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงสุด 660 แรงม้า ที่ 8,000 รตน. และแรงบิดสูงสุด 683 นิวตัน-เมตร (69.7 กก.-ม.) ที่ 6,000 รตน. เนื่องจากมีน้ำหนักตัวเปล่าเพียง 1,790 กก. ม้าลำพองตัวนี้ จึงมีค่า WEIGHT TO POWER RATIO หรือ อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลัง ที่เยี่ยมยอดไร้เทียมทาน คือ แค่ 2.7 กก./แรงม้า เท่านั้นเอง เป็นตัวเลขที่ทำให้สามารถวิ่งทะยานไปข้างหน้า ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยใช้เวลาแค่ 3.7 วินาที และความเร็วสูงสุดระดับ 335 กม./ชม. นั่นเทียว ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งไม่ใช่จุดขายของรถประเภทนี้ เห็นแล้วคนรักสิ่งแวดล้อมคงจะส่ายหน้า คือ 15.4 ลิตร/100 กม.(6.5 กม./ลิตร) และ 360 กรัม/กม. ตามลำดับ

ในเวลาใกล้เคียงกับการเปิดตัวรถแบบใหม่ล่าสุดดังกล่าวข้างต้น ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองมะกะโรนีก็เปิดเผยผลประกอบการในรอบปีเสือดุที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยระบุว่า เฉพาะในสหรัฐอเมริกา และแคนาดาซึ่งเป็นตลาดหลักของรถสปอร์ท “ม้าลำพอง” ยอดขายพุ่งสู่ระดับ 1,750 คัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 20 จากตัวเลขในรอบปี 2009 ส่วนในตลาดใหม่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน (ไม่รวมฮ่องกง) ยอดขายอยู่ที่ระดับ 300 คัน คือ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 จากที่เคยทำได้ในรอบปีก่อนหน้านั้น เป็นตัวเลขสูงสุดนับแต่มีการส่งรถ “ม้าลำพอง” เข้าไปขายในเมืองมังกร

 

โฟล์คสวาเกน สุดเจ๋ง
ทำรถไฮบริดสุดประหยัด
100 กม. ใช้ดีเซลไม่ถึงลิตร

เยอรมนี-ยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์อวดเทคโนโลยีประหยัดเชื้อเพลิง ทำรถแนวคิดประตูปีกนก ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยระบบไฮบริด มีน้ำหนักตัวเบาหวิวแค่ 795 กก. สามารถวิ่งได้เร็วถึง 160 กม./ชม. โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยแค่ 0.9 ลิตร/100 กม. อวดตัวไปแล้วที่งานมหกรรมยานยนต์ กาตาร์ (QATAR MOTOR SHOW) ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 มกราคม 2011 โดยติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน เอกซ์แอล 1 (VOLKSWAGEN XL1)

รถแนวคิดประหยัดเชื้อเพลิงคันดังกล่าว นับเป็นขั้นตอนที่ 3 ของกลยุทธ์ที่มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า VOLKSWAGEN’S 1-LITRE CAR STRATEGY อันเป็นกลยุทธ์ที่ยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์กำหนดขึ้นเมื่อต้นสหัสวรรษ ตามวิสัยทัศน์ของ ดร. แฟร์ดินานด์ พีค (DR. FERDINAND PIECH) ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของค่าย โฟล์คสวาเกน โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การผลิตรถที่มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแค่ 1.0 ลิตร/100 กม. นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เป้าหมายดังกล่าวนี้ คือ สิ่งที่เป็นไปได้

เป็นรถนั่งได้ 2 คน ที่มีคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์เยี่ยมยอดมาก คือ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศแค่ 0.186 แถมมีน้ำหนักตัวเบาหวิวแค่ 795 กก. โดยที่ 227 กก. เป็นน้ำหนักของอุปกรณ์ก่อเกิดพลังซึ่งรวมทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ที่เรียกโดยรวมในภาษาอังกฤษว่า DRIVE UNIT 153 กก. เป็นน้ำหนักรวมของกลไกการขับ ซึ่งรวมทั้งระบบรองรับห้ามล้อและระบบพวงมาลัย ที่เรียกโดยรวมในภาษาอังกฤษว่า RUNNING GEAR 80 กก. เป็นน้ำหนักรวมของอุปกรณ์อื่นๆ รวมทั้งเก้าอี้ที่นั่ง และ 105 กก. เป็นน้ำหนักของระบบไฟฟ้า ส่วนที่เหลืออีก 230 กก. เป็นน้ำหนักของชิ้นส่วนตัวถัง ซึ่งเกือบทั้งหมดทำจากพลาสติคเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า CARBON FIBRE REINFORCED POLYMER (CFRP) เมื่อกล่าวโดยสรุป ในรถแนวคิดคันนี้ มีชิ้นส่วนอยู่เพียงร้อยละ 23.2 หรือ 184 กก. เท่านั้น ที่ทำจากเหล็กหรือเหล็กกล้า

เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังด้วยระบบไฮบริดอย่างที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า PLUG-IN HYBRID โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 2 สูบเรียง 800 ซีซี 48 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 20 กิโลวัตต์/27 แรงม้า และใช้แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) ที่สามารถประจุไฟด้วยไฟบ้าน เมื่อใช้พลังของมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวจะวิ่งได้ไกล 35 กม. และจะเพิ่มเป็นประมาณ 550 กม. เมื่อใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า และเติมเชื้อเพลิงเต็มถังซึ่งจุเพียง 10 ลิตร ในกรณีหลังนี้ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ คือ 160 กม./ชม. ในขณะที่อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็น่าพอใจมาก คือ แค่ 24 กรัม/กม. เท่านั้นเอง

เป็นรถไฮบริดที่ผู้รังสรรค์ยืนยันว่า ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังไฟอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถไฮบริดแบบใดๆ โดยยกตัวอย่างว่า เมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 100 กม./ชม. รถจะใช้กำลังเครื่องยนต์เพียง 8.4 แรงม้า คือ ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรถ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ (VOLKSWAGEN GOLF) ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 1.6 ลิตร 105 แรงม้า ที่ต้องใช้ถึง 17.9 แรงม้า และเมื่อวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็จะใช้พลังไฟจากแบทเตอรีไม่ถึง 0.1 หน่วย หรือ 0.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อระยะทาง 1 กม.



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา/บริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2554
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Oj8AQ

Follow autoinfo.co.th