บทความ

ป้ายบอกทาง


การเดินทางโดยรถยนต์ในบ้านเราขณะนี้ ถือว่า “พอแล่กไล้” หรือพอใช้ได้นั่นแหละ หากเปรียบเทียบกับเมืองภารตะ ของเราถือว่าเลิศนักหนา นักท่องเที่ยวไทยไปที่นั่น ร้องจ๊ากไปตามๆ กัน ไปใกล้ๆ ไม่กี่กิโลเมตร นั่งในรถยนต์จนรากงอก หรือหลับบนรถไปด้วย โดยคนจัดทัวร์ฉวยโอกาสประหยัดค่าโรงแรม แถมโขยกเขยกฝุ่นเยอะอีกต่างหาก แต่พี่ไทยก็ใจสู้ แห่ไปเที่ยวอินเดียเป็นว่าเล่น พระสงฆ์องค์เจ้าท่านถนัดกว่าเพื่อน พากันเป็นไกด์ให้ญาติโยมเฉยเลย สาธุ

 

ข้อติในการใช้ถนนในเมืองไทย คือ “ป้ายบอกทางและสถานที่” แม้จะพัฒนาขึ้นมาพอสมควร มีการใช้งบติดป้ายสีเขียวๆ ขนาดใหญ่โตในที่ต่างๆ บนทางหลวงก็จริง แต่ยังขาดความรอบคอบ ขาดความละเอียดอ่อน หรือที่นักวิชาการบอกว่า “ขาดวิสัยทัศน์” อะไรนั่นแหละ

 

เป็นไปได้เหมือนกัน อยู่ในสภาพที่เรียกว่า “นาคให้น้ำหลายตัว” ไล่ไปตั้งแต่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท เทศบาล อบจ. อบต. ย่านเมืองกรุงก็มีหน่วยงานอีกต่างหาก ผลที่ตามมา คือ “ไม่สะเด็ดน้ำ” หมายถึงมีป้ายใหญ่ๆ ชี้ให้เห็นทางไปจังหวัดนั่นนี่อยู่หรอก แต่พอจะเข้าด้ายเข้าเข็ม โดยเฉพาะเมื่อถึงทางแยกทางเลี้ยวจริงๆ เอาเชียว ตกหล่น ไม่มีป้ายบอกเป็นที่แน่ชัดว่า แยกหรือเลี้ยว นั้นไปที่ไหน อำเภอไหน ที่สำคัญ คือ “จังหวัดไหน” กันแน่ คนไม่ชินทางเงอะงะสิทีนี้ ขับไปผิดเส้นทาง หรือหลงทางยังพอทน คลำหรือถามทางจนได้นั่นแหละ ที่เป็นปัญหา คือ อาจเกิดอุบัติเหตุขณะที่ขับรถแบบลังๆ เลๆ รถสวนมาหรือตามมาอาจซัดเข้าให้ นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอๆ

 

ยกตัวอย่างบ้างก็ได้ วิ่งมาจากสระบุรีตามถนนมิตรภาพเพื่อไปจังหวัดชัยภูมิ งานนี้ไม่ต้องเข้าโคราชก็ได้ มีทางแยกซ้าย ใกล้ถึงเมืองย่าโม แยกนี้ไม่ใช่กระจิ๊บกระจ๊อยเหมือนทางเข้าดงไหนสักแห่ง แต่ไปจังหวัดขนาดเขื่อง สามารถเดินทางต่อไปจังหวัดอื่นๆ เช่น อุดรธานี เลย หนองบัวลำภู หนองคาย เป็นต้น เป็นไงรู้ไหม ใกล้จะถึงทางแยกขวา แม่ง…ตระหนี่ป้ายขึ้นมาดื้อๆ ไม่บอกให้ชัดเจนว่า ไปจังหวัดชัยภูมิเลี้ยวไปทางนี้นะ ฟืนไฟก็จำกัดจำเขี่ย คนขับเงอะงะทั้งนั้น ถ้าไม่คุ้น

 

ตัวอย่างทำนองนี้ มีอยู่ทั่วประเทศก็ว่าได้ อีกแห่ง คือ เส้นทางจากเมืองน้ำดำหรือกาฬสินธิ์ ผ่านมหาสารคาม ไปขอนแก่น ไปโคราช สระบุรี กรุงเทพ ฯ โน่นเลย ทางดีมาก เกือบจะเป็น 4 เลนทั้งหมด การก่อสร้างคงคอร์รัพชันแค่พอหอมปากหอมคอ ไอ้ที่ไม่มีการชักเปอร์เซนต์ อมวัดทั้งวัดมาสาบานจ้างก็ไม่เชื่อ ผิวจราจรจึงโอเค คนกรุงไปเจอทางโล่งแบบนั้น คงอยากย้ายบ้านออกจากกทม. เป็นแน่

 

แต่ป้ายบอกทางไม่สะเด็ดน้ำเช่นกัน ตรงทางแยกส่วนใหญ่ หรือที่สำคัญๆ มีป้ายให้รู้ว่าไปอำเภอนั่นนี่ซะเป็นพื้น เออ…ถ้าเป็นคนแถวนั้น มันก็ไม่มีปัญหา คนต่างถิ่นอยากรู้ว่า เส้นทางนั้นมันแยกไปจังหวัดไหนล่ะนี่ งง สิพี่ ต้องเดา ต้องหลงทาง ต้องถามทางกันทุลักทุเล

 

ไอ้ที่ร้ายกาจ เชื่อว่าหลายจังหวัดมีวาระซ่อนเร้น ไม่พยายามติดป้ายบอกทางไปจังหวัดอื่นๆ ซึ่งอยู่ถัดไป หรือใกล้เคียงให้ชัดเจน อย่างดีบอกแค่ทางไประดับอำเภอ “เพื่อให้คนเดินทางนำรถผ่าเข้าจังหวัดของตนให้จงได้ มุ่งหวังในเชิงเศรษฐกิจว่างั้นเหอะ” ที่ทุเรศ คือ หลงเข้าไปแล้ว หาป้ายทางออกไปจังหวัดที่อยู่ถัดไป หรือใกล้เคียงไม่เจอ ไม่ยอมติดป้ายให้ชัดเจน ต้องคลำต้องถามทางเป็นวรรคเป็นเวร ได้คนมีน้ำใจก็โอเค เจอที่ไม่เอาไหน ก็เสียอารมณ์ ผมไม่อยากระบุชื่อจังหวัด ซึ่งปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้มานานหลายปี เดี๋ยวจะหาว่าประจาน

 

นักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตยแล้ว ได้ดูแลถนนหนทาง ลองตั้งโจทก์แก่เจ้าหน้าที่ในกรม ฯ ที่รับผิดชอบ ให้เขาสำรวจถนนทุกสายว่า มีป้ายบอกทางชัดเจน ต่อเนื่อง สะเด็ดน้ำหรือไม่ แล้วกรุณาจัดการเสีย จะเป็นกุศลผลบุญแก่ท่านไม่น้อย เพราะทุกวันนี้คนขับรถจำนวนมากมายต่างพากัน “ด่าแม่” พวกท่านเรื่องป้ายบอกทางตลอดเวลา ไม่ต้องอื่นไกล ผมก็ด่า คุณขวัญชัย โต้โผใหญ่ “ฟอร์มูลา” ก็ด่า อ้าว…ลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับนะตัวเอง

 

ไหนๆ ได้ทำหน้าที่แทนพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย (แฮ่ะ…แฮ่ะ…ไม่ได้หาเสียง) แถลงข้อข้องใจเรื่องป้ายบอกทางที่ชาวบ้านพากันอัดอั้นตันใจมาแล้ว ขอตบท้ายด้วยคดีที่เกี่ยวกับทางซะเลยเดิมที่ “นางบุญเพียบ” เธอค้าความจ้างทนายสู้คดีเพราะโดน “นายฉะนั้น” ยื่นฟ้องเรื่องทางจำเป็น จะไม่ยอมให้ นางบุญเพียบ ใช้ทางผ่านที่ดินของตน แต่เรื่องทำท่าจะจบแบบหนังสั้น นายฉะนั้น ไม่เล่นบทชักเย่อ มีการตกลงประนีประนอมยอมความในศาล เล่นเอาผู้พิพากษายิ้มออก ไม่ต้องเมื่อยก้นกบนั่งพิจารณาหลายยก ตัดสินคดีไปตามที่คู่กรณีตกลง โดย นายฉะนั้น ยอมให้ นางบุญเพียบ ใช้ทางผ่านที่ดินของตนเช่นเคย

 

ยังไงไม่รู้ หลังจากนั้นไม่นานนัก นางบุญเพียบ หน้าหงิกอีกจนได้ เมื่อเจอประตูเหล็กใส่กุญแจปิดกั้นทาง นำรถยนต์ผ่านเข้า/ออกไม่ได้อีกนั่นแหละ ไปเจรจากับ นายฉะนั้น ไม่ได้เรื่อง จึงต้องจ่ายสตางค์ให้ทนายไปยื่นคำร้องต่อศาล ขอออกคำบังคับให้ นายฉะนั้น เปิดทางตามที่เคยตกลงกันไว้ นายฉะนั้น คงเลี่ยงไม่ได้ ยอมให้ นางบุญเพียบ ใช้กุญแจประตูเหล็กดอกเดียวกับที่ นายฉะนั้น ใช้ และติดตั้งกริ่งหรืออ๊อดเพื่อสะดวกในการใช้ทาง

 

เอาอีกจนได้ต่อมาไม่ถึงปี วันหนึ่ง นางบุญเพียบ แลเห็นเสาปูนปักโด่ขวางทาง นำรถยนต์เข้า/ออกไม่ได้อย่างเคย ต้องพึ่งทนายอีกเป็นคำรบ 3 ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับ นายฉะนั้น ถอนเสาปูนโดยด่วน เซ็งมากแล้วเจ้าคะ

 

ศาลชั้นต้นจึงซักไซ้ไล่เลียง ได้ความว่า นายฉะนั้น ไม่ได้ปักเสาปูนกั้นทาง แต่เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ติดกันทะลึ่งปักเสาปูนในที่ของเขา แต่กลายเป็นกั้นทางที่ นางบุญเพียบ ใช้เข้า/ออกซะนี่ จึงยกคำร้อง ไม่ออกหมายบังคับ นายฉะนั้น ให้ทำอะไร ถือว่า นายฉะนั้น ไม่เกี่ยว

 

นางบุญเพียบ ไม่รู้ หรือทนายแนะไม่ทราบได้ ไปยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลบังคับ นายฉะนั้น แต่ไม่สำเร็จ

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกคำร้องของ นางบุญเพียบ อย่างเดิมนางบุญเพียบ ร้องอยู่คนเดียว เรานี่กรรมมันเพียบซะมากกว่า เรื่องไม่จบไม่สิ้นสักที ต้องเดินหน้ายื่นฎีกาตามที่ทนายวางหมาก ตั้งใจพึ่งศาลฎีกาว่างั้นเถอะ ศาลฎีกา ดูคดีนี้อยู่ไม่นาน แล้วแจงว่า

 

การที่คนอื่นซึ่งเป็นบุคคลภายนอก นำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็ก เป็นเรื่องที่ นางบุญเพียบ ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บุคคลภายนอกต่างหาก เมื่อ นายฉะนั้น ไม่ได้ทำผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกคำร้องของ นางบุญเพียบ ศาลฎีกาเอาด้วย จึงพิพากษายืน

 

มองได้เหมือนกันว่า นายฉะนั้น อาจขยิบตาให้คนอื่นมาปักเสาปูน นางบุญเพียบ จึงเหล่ใส่ ต้องการให้ศาลเชคบิลล์ นายฉะนั้น ให้จงได้ แต่ถ้าไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเป็นแผนของ นายฉะนั้น ยืมมือคนอื่นมาจัดการปิดกั้นทางรถยนต์ไม่ให้ นางบุญเพียบ ใช้ตามปกติ ตามที่ตกลงไว้ในศาล นางบุญเพียบ ก็ต้องขยันเพิ่มขึ้น ไปฟ้องร้องคนที่เอาเสาปูนมาปัก

 

อันที่จริงไม่น่าเสียเวลาอุทธรณ์ฎีกาเสียด้วยซ้ำ หันไปเล่นงานให้ตรงตัวคนที่ปักเสาปูน ก็จบเรื่องไปนานแล้ว น่าจะเป็นผลงานของทนายเหมือนกัน พา นางบุญเพียบ วกวนอยู่บนศาลจนหายอยาก เราๆ ท่านๆ ถ้าจะค้าความต้องระวังไว้ด้วย จะได้ไม่เซ็งแล้วเซ็งอีกจนเป็ดหมดเล้า

 

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7232/2552



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2554
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ve1vR

Follow autoinfo.co.th