บทความ

จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ


จำนวนชมรมผู้ใช้รถเฉพาะรุ่น หรือเฉพาะตราต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตามความรู้สึกส่วนตัวของผม สาเหตุที่ผมทราบ และมั่นใจว่าเป็นเช่นนั้น เป็นเพราะผมเห็นประโยชน์ของการมีชมรมเหล่านี้ แต่ต้องใช้มันให้ถูกทางครับ มิฉะนั้นเราก็จะได้ผลเสียมากกว่าผลดี ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ การทะเลาะเบาะแว้ง บาดหมาง ซึ่งอาจส่งผลไปถึงรถตรานั้นได้ พูดง่ายๆ ก็คืออาจทำให้บางคนมีทัศนคติด้านลบ ต่อรถตรานั้นๆ ถึงกับเลิกใช้ไปเลยก็ได้

 

ชมรมผู้ใช้รถเฉพาะตรา หรือเฉพาะรุ่นควรมีคุณสมบัติอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกอย่างยั่งยืน สองคำหลังนี้แหละครับที่มีความหมายมาก เพราะการสร้างอะไรให้สวยงามนั้นง่ายมาก แต่การรักษามันไว้ให้คงอยู่ในสภาพนั้นอย่างยั่งยืนยากยิ่งนักครับ เช่น หากเราอยากมีสวนดอกไม้สวยงาม หรือปลาทะเลสวยงามในตู้ เพียงแค่มีเงินพอ และจ้างคนเก่งมาสร้างให้ ก็สมประสงค์แล้ว แต่การรักษามันให้คงสภาพหลังรับมอบนั้น ยากมากครับ ถ้าไม่รู้วิธี แค่ไม่กี่สัปดาห์ มันก็จะทรุดโทรมไปหมด ชมรมเหล่านี้ก็เข้าข่ายเดียวกัน

 

ต่อไปนี้ผมขอใช้คำว่า “ชมรม” สั้นๆ แทนชมรมผู้ใช้รถนะครับ ชมรมที่ดีต้องเกิดขึ้นจากความตั้งใจดีครับ ผู้ร่วมก่อตั้งต้องเป็นผู้ชื่นชมรถตราหรือรุ่นนั้นๆ ต้องการให้มีผู้รู้จักข้อดีของรถเหล่านี้มากขึ้น ต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้รถเหล่านี้ในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การซ่อม การซื้ออะไหล่ การได้รู้จักแบ่งปั่นความรู้และประโยชน์ครับ เพราะไม่มีใครรอบรู้ไปทุกเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรถตราเดียว หรือรุ่นเดียวก็ตาม โดยเฉพาะตัวประธานชมรม ที่ได้เป็นโดยการอาสาสมัครเข้ารับการคัดเลือก หรือจะถูกกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งขอให้เป็นก็ตาม ต้องเป็นผู้ที่มีเจตนาดีที่ว่านี้ ในระดับที่เข้มข้นครับ ส่วนใครจะยอมเป็นหรืออยากเป็น เพราะอย่างมีชื่อเสียง รู้สึกภาคภูมิใจ พ่วงอยู่ด้วย ก็ไม่แปลกครับ เพราะพวกเราก็เป็นปุถุชน ประธานชมรมจะต้องเสียสละทั้งแรงกลายแรงใจ และอาจจะรวมไปถึงทรัพย์ส่วนหนึ่งด้วย ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งสำหรับหาผลประโยชน์ครับ

 

การดำเนินการต่างๆ ของชมรม ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องปกติครับ เงินนี้จะต้องมาจากค่าสมัครเป็นสมาชิกแรกเข้า และค่าธรรมเนียมประจำปี จะเก็บเฉพาะค่าแรกเข้านั้นไม่พอแน่ เพราะค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตลอดเวลา ส่วนหนึ่งอาจจะได้รับการสนับสนุนจากบริษัทรถตรานั้น ถ้าได้ถือเป็นของแถม ที่ช่วยให้ลดค่าธรรมเนียมของสมาชิกลงได้ ตัวประธานต้องไม่มีรายได้หรือผลประโยชน์แอบแฝง ส่วนผู้ปฏิบัติการ สมควรได้รับค่าตอบแทนครับ ผมเห็นบางชมรม ตัวประธานมีผลประโยชน์ แต่ผู้ปฏิบัติการถูกขอร้องให้เสียสละ วิธีนี้ไม่มีวันเป็นไปได้อย่างยั่งยืนครับ

 

ในการประชุม ชุมนุม หรือพบปะกันในรูปแบบใดก็ตาม ต้องไม่ให้ความสำคัญต่ออาชีพส่วนตัวของสมาชิก ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ห้ามพูดถึงฐานะ ห้ามอวดความร่ำรวย สิ่งนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญของคนไทยครับ เป็นสิ่งเลวร้ายที่บ่อนทำลายชมรมทั้งหลายมามากมายแล้ว คนไทยเป็นโรคบ้าคนรวย หลับหูหลับตายกย่องคนรวย โดยไม่สนใจประวัติสมาชิกในชมรมที่สมควรได้รับการยกย่อง ควรเป็นผู้ที่มีหลักฐานว่าใช้รถตรานี้ รุ่นนี้ มาอย่างยาวนาน ไม่แปรเปลี่ยน หรือผู้ที่เสียสละ ให้ความรู้ ช่วยเหลือสมาชิกอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนครับ

 

ปัญหาถัดไปคือการขายสินค้า ต้องมีการกำหนดกฎระเบียบให้ชัดเจน ว่าผู้จะเข้ามาขายของให้สมาชิกในชมรม ต้องมีคุณสมบัติเช่นใด และต้องปฏิบัติตนอย่างไร ประเภทสินค้าที่อนุญาตให้นำมาประกาศขาย ที่จริงแล้วถ้าปฏิบัติให้ถูกต้อง การขายสินค้าให้แก่สมาชิก เป็นสิ่งมีประโยชน์ครับ

 

การช่วยเหลือกันในฟอรัม โดยเฉพาะการตอบปัญหา ถ้าไม่แน่ใจว่ารู้จริง อย่าไปตอบครับ การตอบที่ผิด เป็นการสร้างบาปมากกว่าบุญ สำหรับผู้ถาม หรือผู้ต้องการหาความรู้ การไม่ได้รับคำตอบ หรือการไม่รู้ต่อไป ยังดีกว่าการได้คำตอบที่ผิด โดยหลงเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ

 

อีกเรื่องหนึ่ง คือ ภาษาที่ใช้ พวกเราเป็นคนไทยกันทั้งนั้น สมาชิกทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดก็คือคนไทย ควรใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกันครับ มีบางกลุ่ม และบางคนที่ภูมิใจในการใช้ภาษาอังกฤษในฟอรัม ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีโอกาสไปศึกษาในประเทศที่ใช้ภาษานี้ ตั้งแต่อายุยังไม่มาก กับพวกที่ดัดจริต

 

สมัยนี้การเขียนภาษาอังกฤษเรื่องพื้นๆ ได้ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือน่าภาคภูมิใจอีกต่อไปแล้ว ไม่มีใครตื่นเต้น หรือรู้สึกว่าเห็นแล้วเท่ (แปลว่าอะไร ผมก็ไม่ทราบแน่) ถ้าจะให้เป็นอย่างที่ว่า ต้องระดับแต่งเนื้อเพลง แต่งโคลงกลอนมีระดับ หรือไม่ก็เขียนหนังสือระดับพิมพ์ขายในตลาดสากลได้ครับ ผมได้ฟังจากผู้บ่นลับหลังเท่านั้น ไม่มีใครกล้าร้องเรียนหรือเสนอความเห็นให้เปลี่ยนแปลง เพราะจะกลายเป็นผู้อ่อนด้อยทางการศึกษาไปทันที อย่าอ้างเลยครับว่า เพื่อให้ชาวต่างชาติรับรู้ หรือเข้าร่วมได้ด้วย นี่คือชมรมของชาวไทย ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของชาวไทยผู้ใช้รถ ชาวต่างชาติที่อ่านภาษาไทยไม่ออก เขาไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมอยู่แล้ว มีฟอรัมในระดับสากลที่ใช้ภาษาอังกฤษอยู่มากมาย และให้ความรู้ที่ถูกต้องเกือบทั้งหมดด้วย สรุปแล้วพวกที่หลงตัวคุยกันด้วยภาษาอังกฤษในฟอรัม ก็เลยต้องคุยกันเองอยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้นเอง

 

ขอฝากผู้ที่กำลังจะก่อตั้งชมรมผู้ใช้รถ หรือผู้ที่ต้องการปรับปรุง ให้ช่วยคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี่ด้วยครับ มันเป็นสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอด ความยิ่งยืนของชมรม ถ้าปราศจากการปฏิบัติเช่นว่านี้ ไม่มีทางที่ชมรมจะอยู่ได้ครับ ถึงจะอยู่ได้ ก็คงเพียงชื่อที่อยากจะยังฝืนเรียกกันอยู่เท่านั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีความเป็นชมรมที่แท้จริงอยู่อีกต่อไป

 

ผมเชื่อว่าใครที่ช่างสังเกต จะเห็นความเปลี่ยนแปลงบนถนนของ กทม. ได้หลายอย่างด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ มารยาทของคนขับรถประจำทาง ที่เลวทรามลงอย่างมาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีอยู่ยุคหนึ่งที่มีกฎหมายจราจรห้ามรถประจำทางแล่นในลู่ขวาสุด หรืออาจจะเป็นลู่กลางด้วย ถ้าเป็นถนนฝั่งละ 3 ลู่ แล้วอยู่ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุกฎหมายนี้ก็ถูกยกเลิกไป ตั้งแต่นั้นมาพวกเราผู้ใช้รถส่วนบุคคล ก็เริ่มถูกคนขับรถเหล่านี่เอาเปรียบ ระราน โดยอาศัยขนาดของมัน ที่มักทำให้พวกเราส่วนใหญ่กลัวมัน คนพวกนี้จะใช้วิธีเบียด หรือตัดหน้าด้วยความย่ามใจ ว่าคนขับรถเก๋งล้วนกลัวมัน

 

และก็ได้ผลเสียด้วยครับ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เรา รวมกับความรู้สึกที่ว่า นอกจากรถของเราจะเป็นฝ่ายยับเยินข้างเดียว แม้จะเป็นฝ่ายถูก แต่การมีปัญหากับฝ่ายกฎหมายของบริษัทรถ หรือบริษัทประกันภัยของรถเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือง่าย

 

แต่ในระยะประมาณปีเศษที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน คนขับรถประจำทางเหล่านี้ ล้วนเอาอย่างมารยาทสุดทรามของบรรดาคนขับ “มีนีบัส” ที่เปลี่ยนลู่อยู่ตลอดเวลา จากซ้ายสุดไปขวาสุด หรือกลับกันการจราจรซึ่งติดขัดอยู่แล้ว ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก ผมลองขับตามเพื่อสังเกตการขับของคนพวกนี้หลายครั้ง เกือบทุกคันออกจากป้ายที่การคร่อมเลนแบ่งลู่ซ้ายกับลู่กลาง มันขี้เกียจเข้าไปจอดในลู่ซ้ายครับ แล้วไม่มีใครทำอะไรมันได้ด้วยผู้โดยสารต้องเดินลงมาเกือบถึงลู่กลางถ้าต้องการไปกับมัน จากนั้นมันก็จะเบนรถเข้าเลนขวาสุด และระหว่างทางไปสู่ป้าย ฯ หน้า ถ้ามันเชื่อว่าลู่ซ้ายจะคล่องตัวกว่าหน่อย มันก็จะเบียดรถอื่นกลับมาลู่ซ้าย และระหว่างที่ยังไม่ถึงลู่ซ้ายดี ถ้ามันเปลี่ยนใจเพราะเชื่อว่าลู่ขวาสุดจะดีกว่า มันก็จะเบียดรถอื่นกลับมายังลู่ขวาสุด จนเกือบถึงป้าย ฯ ก็จะเบียดกลับมาจอดคร่อมระหว่างลู่กลางและลู่ซ้าย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างป้ายถัดไป เท่านั้นนะครับและมันจะทำเช่นนี้ทุกป้ายในช่วงการจราจรติดขัด และเลียนแบบกันทุกคันทั้ง “รถร่วม” และ “ไม่ได้ร่วม”

 

ถึงเวลาที่ผู้รับผิดชอบ ระดับสูงของการจราจรในกทม. จะพิจารณาหยุดยั้งพฤติกรรมเลวทรามของคนพวกนี้ ที่แพร่ระบาดไปทั้งกทม. สมควรอย่างยิ่งที่จะนำกฎหมายจราจรเดิมเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาพิจารณาใหม่แล้วครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2554
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/WVyaA

Follow autoinfo.co.th