บทความ

สมบัติของคนไทย


สิ่งหนึ่งอันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงชาติประเทศของตน น่าจะได้แก่วัฒนธรรม ระเบียบแบบแผนแห่งวิถีชีวิตคนในชาติ อันเป็นสัญลักษณ์ของตนเอง และสมควรหวงแหนเพื่อการดำรงคงอยู่ตลอดไปแก่คนทุกรุ่น

 

พระยาอนุมานราชธน มีคำอธิบาย คำว่า “วัฒนธรรม” คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือผลิตขึ้น เพื่อความเจริญงอกงามของวิถีชีวิตมนุษย์ในส่วนรวม ซึ่งสามารถถ่ายทอดกันได้ เลียนแบบกันได้ และเอาอย่างกันได้

 

ขณะที่พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 ให้ความหมายดังนี้ “วัฒนธรรม” หมายถึง ลักษณะที่แสดงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบ ความกลมเกลียว ก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน เป็นการชี้ชวน เชิญชวน วิงวอนให้ประชาชนร่วมกัน ทำให้เกิดความเจริญงอกงาม มีความดีงามขึ้น

 

ไม่ใช่เพียงแต่รับมรดกกันมา แต่จะต้องรักษาของเดิมที่ดี แก้ไขดัดแปลงของเดิมที่ควรแก้ หรือดัดแปลงวางมาตรฐานความดีความงามขึ้นใหม่ แล้วส่งเสริมให้เป็น ลักษณะที่ดีประจำชาติสืบต่อไปจนถึงอนุชนรุ่นหลังๆ

 

รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ คำเดิมเป็นภาษาอังกฤษ คือ “CULTURE” นั้น ในตอนแรก “พระมหาหรุ่น” แห่งวัดมหาธาตุแปลคำนี้ว่า “ภูมิธรรม” แต่กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเห็นว่า คำว่า “ภูมิธรรม” มีความหมายค่อนข้างมั่นคงอยู่กับที่ พระองค์ท่านทรงมีความประสงค์ให้คำนี้มีความหมายในลักษณะเคลื่อนไหว สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงทรงแปลใหม่เป็น “วัฒนธรรม” ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับ ว่ากันไปแล้ว วัฒนธรรมย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขและกาลเวลา อย่างที่เราเข้าใจกันว่าเป็นโลกาภิวัฒน์

 

เมื่อไรก็ตาม หากมีการประดิษฐ์หรือค้นพบสิ่งใหม่ วิธีใหม่ ที่ใช้แก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของสังคมได้ดีกว่า ย่อมทำให้สมาชิกของสังคมเกิดความนิยม และในที่สุดอาจเลิกใช้วัฒนธรรมเดิม การจะรักษาวัฒนธรรมเดิมไว้จึงต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือ พัฒนาวัฒนธรรมนั้นให้เหมาะสมเป็นที่ยอมรับในส่วนรวมตามยุคสมัย

 

วิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมทุกด้าน ตั้งแต่การกิน การอยู่ การแต่งกาย การทำงาน การพักผ่อน การสื่อความ การแสดงอารมณ์ วิถีการจราจรและการขนส่ง วิถึทางของการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะ การแสดงออกซึ่งความสุขทางใจ ไปจนถึงหลักเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต สิ่งเหล่านี้ มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะเดียวกันของดั้งเดิมบางสิ่งบางอย่างก็ต้องดำรงไว้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นคนในชาติประเทศนั้น

 

เป็นต้นว่า วิธีการแสดงความเคารพด้วยการพนมมือไหว้ คนไทยเราก็มีแบบอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของคนไทย แตกต่างจากการพนมมือไหว้ของคนในชาติประเทศอื่น
ดังเช่นการยิ้มให้กันและกันอย่างบริสุทธิ์ ทั้งโลกก็เห็นว่า วิธีการยิ้มของคนไทยเรานั้น สุดยอดแห่งยิ้มที่คนทั่วโลกต้องการได้รับ

 

จนประเทศของเราได้รับการยกย่องเป็นดินแดนแห่ง “สยามเมืองยิ้ม” การกราบไหว้แสดงความเคารพในสิ่งอันควรเคารพ คนไทยเราก็มีประเพณีแต่โบราณกาล มิใช่เป็นเพียงสักแต่ยกมือไหว้แล้วก้มลงกราบ การไหว้และกราบนั้นควรสังเกตจากพระสงฆ์ สามเณร ผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนและฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น

 

การกราบไหว้ที่ถูกต้อง เป็นสิ่งงดงามแก่ผู้พบเห็นและจะสร้างความรู้สึกให้เกิดความเลื่อมใสนับถือ สามารถเข้าถึงจิตใจผู้ที่พบเห็นให้เกิดความอ่อนโยน มองเห็นธรรมในพระพุทธศาสนา การไหว้และการกราบมีแบบอย่างที่เล่าขานกันมาเป็นรุ่นๆ เช่น การประนมมือไหว้อย่างถูกต้อง ก็ต้องให้ฝ่ามือทั้งสองประกบเข้าหากัน นิ้วมือทั้งหมดเรียบไม่กางออก หัวแม่มือทั้งสองเรียงเสมอยกขึ้นชิดและเสมอหน้าอก กายและศีรษะตรง นี่คือการนั่งประนมมือไหว้สิ่งอันควรแก่การเคารพ

 

การประนมมือที่ไม่ควรกระทำ เพราะเป็นวิธีไม่ถูกต้องก็ได้แก่ การประนมมือต่ำกว่าหน้าอกแล้วยื่นออกไปข้างหน้า หรือการประนมมือด้วยท่าแบกขวานบนไหล่ ด้วยการประนมมือสูงเกินขนาดแล้วเบี่ยงออกไปทางไหล่ข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ก็เป็นการประนมมือแบบกำมือ นิ้วมือประสานกำไว้เหมือนจะคาดคั้นมิให้มันหลุดไปได้ เป็นการประนมมือที่ไม่ถูกต้อง ดูไม่งดงาม

 

สำหรับในการกราบหลังการยกมือไหว้นั้น เวลาจะกราบลงต้องประนมมือเรียบอย่าให้กางออก และไม่ต้องยกมือให้สูงเกินไป ยกขึ้นเสมอระดับหน้าผาก สุดปลายนิ้วจรดไรผมแล้วกราบลงพร้อมกันทั้งสองมือ

 

การกราบที่เรียกกันว่า “กราบเบญจางคประดิษฐ์” วิธีอันถูกต้องและงดงามก็คือ เข่าทั้งสอง ฝ่ามือทั้งสอง และหน้าผากต้องจรดพื้น ข้อศอกกับเข่าจรดกัน แยกมือออกห่างขณะจรดพื้นให้ว่างพอหน้าผากจะลงไปแตะพื้นได้ พร้อมกับนิ้วทั้งสิบมีความเรียบเสมอกัน

 

นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างจารีตหนึ่งของคนไทยเราที่แสดงออกทางด้านศาสนา แต่วัฒนธรรมที่ว่ามาแต่ต้นเรื่องนั้น มิใช่จะเป็นเพียงวิธีการกราบไหว้ ยังรวมไปถึง สำนวนบางประโยคที่เกิดจากวิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตเป็นประจำของเรา

 

เป็นต้นว่า “กรวดน้ำคว่ำขัน” นี่ก็น่าจะเป็นความที่เกิดมาจากวิถีชีวิตคนไทยกับพระพุทธศาสนาอีกเช่นกัน เพราะพุทธศาสนิกชนทั้งหลายย่อมรู้จักว่าการกรวดน้ำหมายถึงอะไร
และประโยคที่ว่า “กรวดน้ำคว่ำขัน” หมายถึงการตัดขาด ไม่คบค้าสมาคมกันอีกต่อไป เช่นพูดว่า “ไอ้เพื่อนตัวแสบ มันโกงเงินข้าไปเป็นแสนๆ เดี๋ยวนี้ข้ากรวดน้ำคว่ำขันมันไปแล้ว” หรือการที่ใครก็ตามพูดออกมาว่า “เอะอะก็มาลงที่ผมนี่แหละ ผมเป็นกระโถนท้องพระโรงหรือไง ?” นี่ก็เป็นสำนวนของชาติไทยเราแท้ๆ อันเป็นชาติประเทศที่มีสถาบันสูงสุดคือ พระมหากษัตริย์ และมีท้องพระโรง

 

ประโยคที่ว่า “กินน้ำเห็นปลิง” ผมเข้าใจว่าเป็นสำนวนไทยที่ไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนัก นึกเท่าไรก็มองภาพไม่ออกว่าความประโยคนี้หมายถึงอะไร

 

คนสมัยนี้ด้วยแล้ว จะกินน้ำสักแก้วก็มักเรียกหาน้ำดื่มในขวด ไม่ค่อยจะได้พบเห็นคนที่ก้มลงไปวักน้ำในสายน้ำสาธารณะขึ้นมารับประทาน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะกินน้ำแล้วมองเห็นปลิงอยู่ในน้ำก็คงยากมากๆ

 

อย่างไรก็ตาม ความประโยคนี้ก็หมายถึง อาการตะขิดตะขวงใจเมื่อจะจำเป็นต้องทำอะไรสักสิ่งหนึ่งเช่น คำเปรยที่ว่า

 

“จะให้ฉันเลือกมันเป็นศิษย์เก่าดีเด่นได้ยังไง ฉันรู้สึกเหมือนกินน้ำเห็นปลิง ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วว่า มันอาศัยตำแหน่งหน้าที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงเท่าไรต่อเท่าไรแล้ว”

 

อีกสำนวนหนึ่ง ผมได้ยินจากคุณแม่ของผมเองมาตั้งแต่เล็กท่านคุยกันจนผมจำได้“อยู่บ้านท่าน อย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควาย ให้ลูกท่านเล่น”

 

นี่ก็ตรงกับวิถีชีวิตคนไทยเราอย่างมาก ครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง มีรายได้ต่ำเพราะบิดามีอาชีพเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีบุตรและธิดารวม 6 คน การเลี้ยงดูก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งบุตรไปอาศัยบ้านคนอื่นที่เคารพกันอยู่ เพื่อการศึกษา

 

เมื่อต้องไปอยู่บ้านคนอื่น ประเพณีอันดีงามของคนไทยเราอย่างหนึ่งก็คือ ต้องไม่อยู่นิ่งว่างเปล่าไปวันๆ ควรทำตนให้เป็นประโยชน์แก่บ้านที่เราอาศัย

 

ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยมาแต่โบราณกาล เรามีงานบุญงานกุศลอย่างใดระดับใดก็มักบอกบุญไปยังทุกบ้านในละแวกเดียวกัน เพราะรู้จักคุ้นเคยไปมาหาสู่กันอยู่บ่อย ซึ่งเดี๋ยวนี้ วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไปมาก ความเกื้อกูลระหว่างกันก็หายไป ในกรุงเทพ ฯ เองก็ดูเหมือนหลายหมู่บ้านจัดสรร ทั้งรั้วกั้นติดกันก็ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามด้วยซ้ำนี่เพียงเป็นการกล่าวถึงแค่ วัฒนธรรมบางเรื่อง ยังไม่ตีรวนไปถึงการประพันธ์เพลงหรือการร้องเพลงด้วยวิธีล้ำสมัยครับ



------------------------------
เรื่องโดย : “สยาม เมืองยิ้ม”
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2554
คอลัมน์ : ระหว่างเพื่อน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/s692A

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
26 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th