บทความ

หนีร้อนมาล่องแก่ง ทั้งโหด ทั้งมัน ที่ลำน้ำว้า


ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ช่วงเวลาที่เหงื่อไหลไคลย้อยกับสภาพอากาศที่เริ่มอบอ้าว การเดินทางสำหรับนักเที่ยวที่ชอบหาที่พักคลายร้อนจึงเริ่มขึ้น สำหรับจังหวัดซึ่งมีพื้นที่ติดทะเลมักเป็นคำตอบที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของการเดินทางหลบหนีอากาศร้อน คำตอบที่พบรองลงมาคงหนีไม่พ้นการเดินทางเที่ยวน้ำตก ซึ่งเป็นการคลายร้อนได้เช่นเดียวกัน หากแต่ต้องรอลุ้นว่าปริมาณน้ำนั้นมีเพียงพอต่อความต้องการของนักเดินทางหรือไม่ สาเหตุนี้คงต้องรอให้ธรรมชาติเป็นผู้สรุป“ชีวิตอิสระ” ฉบับนี้มีที่เที่ยว และกิจกรรมสุดฮิพแนะนำให้ผู้อ่านได้เป็นทางเลือกไว้เที่ยวคลายร้อนและยังได้ตระการตากับวิวทิวทัศน์ 2 ข้างทาง ระหว่างทางไปลำน้ำว้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ ”แก่งน้ำว้า” สถานที่ล่องแก่งที่มีความยากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่จริม จ. น่าน

การเดินทางในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนยานพาหนะเป็นรถ ฮอนดา ซีอาร์-วี 2.4 ไอ-วีเทค จากบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด โดยใช้ทางหลวงสายเอเชีย เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงสาย 117 จนถึง จ. พิษณุโลก แล้วจึงเลือกใช้ทางหลวงสาย 11 ผ่าน จ. อุตรดิตถ์ จ. แพร่ ไปจนถึง จ. น่าน รวมระยะทางเกือบๆ 670 กม. แล้วจึงตัดเข้าทางหลวงสาย 101 เลี้ยวขวาไปทาง อ. แม่จริม เพื่อไปสิ้นสุดการเดินทางที่อุทยานแห่งชาติแม่จริม ในเขต อ. แม่จริม จ. น่าน

สภาพเส้นทางที่ผ่านมา ผู้ขับขี่จะสนุกกับการขับรถผ่านทางโค้งหลายร้อยโค้ง ซึ่งมีความลาดชัน แต่ด้วยการเป็นถนนหลวงที่ได้รับการลาดยางอย่างดี ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างเรียบง่ายกับสมรรถนะที่เหลือๆจากเครื่องยนต์ 2.4 ไอ-วีเทค พร้อมอุปกรณ์นำทางผ่านดาวเทียมที่ติดตั้งมา ทำให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้สบายๆ ไม่ต้องกลัวหลง จะมีก็บางช่วงบางตอนที่กรมทางหลวงได้ซ่อมแซม แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการเดินทางแต่อย่างใด ในส่วนของผู้โดยสารได้เพลินตากับธรรมชาติ 2 ข้างทางที่งดงามเหนือที่จะบรรยาย

อุทยานแห่งชาติแม่จริม
จุดแรกเริ่มของความมัน

หลังเดินทางออกจากกรุงเทพ ฯ ผมใช้เวลาประมาณ 8 ชม. เศษ ก็มาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม ซึ่งเป็นจุดเริ่มแรกของการเดินทางล่องแก่งน้ำว้า (ตอนล่าง) แต่ด้วยความเหนื่อยล้า จึงขอใช้เวลาพักค้างแรมเพื่อเติมพลัง ก่อนจะเดินทางผจญภัยบนสายน้ำอันแสนหฤโหด ทางอุทยาน ฯ มีที่พักทั้งรูปแบบของการแคมพิง ซึ่งจัดเตรียมพื้นที่ไว้ริมสายน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้เคล้าคลอกับบรรยากาศ พร้อมฟังเสียงน้ำกระทบโขดหิน เพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30 บาท/คน ในกรณีที่นำเทนท์มาเอง และหากจะค้างแรมในบ้านพัก ก็จะมีสนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 800 บาท ไปจนถึง 1,800 บาท ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ สามารถเข้าพักเป็นหมู่คณะได้ถึง 10 คน โดยมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งน้ำ-ไฟฟ้า-เครื่องทำน้ำอุ่น และยังมีอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวสำหรับประกอบอาหารอีกด้วย แต่ถ้าจะพึ่งพาบริการของทางอุทยาน ฯ ในเรื่องของอาหาร ก็มีให้บริการในแบบบุฟเฟท์ตั้งแต่มื้อเช้าจวบจนมื้อเย็น โดยมีค่าบริการไม่เกิน 100 บาท/มื้อ

หลังจากเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยกว่า 8 ชม. ผมและทีมงานได้นัดแนะในเรื่องของการถ่ายภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางอุทยาน ฯ คอยให้ข้อมูลถึงจุดที่ช่างภาพต้องดักรอเพื่อถ่ายภาพ รวมถึงอธิบายกรณีผู้เข้าร่วมในการล่องแก่งน้ำว้าว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ก่อนแยกย้ายพักผ่อนเพื่อเตรียมร่างกายรอรับกับความสนุก มัน และน่าสะพรึงกลัวของ “ลำน้ำว้า” ในวันถัดไป

เตรียมความพร้อม ทั้งร่างกาย และอุปกรณ์

เช้าตรู่กับบรรยากาศที่ปะปนไปด้วยหมอกคละคลุ้งเต็มสายน้ำและผืนป่า ถึงแม้เป็นช่วงปลายของฤดูหนาว แต่ก็ยังมีความเย็นหลงเหลือให้ได้สัมผัส หลังจากล้างหน้าล้างตาและเติมพลังด้วยข้าวต้มหมูสับร้อนๆ พร้อมทบทวนข้อมูลที่เกิดจากการสนทนาในยามค่ำคืนที่ผ่านมา ต่างฝ่ายก็ต่างแยกย้ายทำหน้าที่รับผิดชอบ ผมในฐานะผู้ร่วมเดินทางก็ได้มายังจุดลงแพยางซึ่งอยู่ติดกับลานกางเทนท์ด้านในอุทยาน ฯ เจ้าหน้าที่ประจำแพทั้ง 2 คนต่างสำรวจความพร้อมของอุปกรณ์ โดยเริ่มตั้งแต่สูบลมเรือยาง รวมถึงสำรวจความพร้อมของไม้พาย และเชคอุปกรณ์ความปลอดภัยทั้งเสื้อชูชีพ หมวกกันนอค เพื่อเป็นความไม่ประมาท เพราะอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ไม่นานนักคณะเดินทางเข้าร่วมพิสูจน์ได้มาถึงยังจุดนัดหมาย เจ้าหน้าที่คุมเรือยางทั้ง 2 คนต่างให้ข้อมูลถึงการเดินทางล่องแก่ง ว่าควรต้องทำตัวอย่างไร รวมถึงอธิบายในส่วนของการพายเรือยางเพื่อลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง ระยะเวลาที่จะใช้ทั้งหมดประมาณ 2 ชม. หากต้องการสิ้นสุดการเดินทางที่ปางช้าง อยู่ห่างจากจุดลงแพยางประมาณ 8 กม. แต่หากยังไม่สะใจ จะเพิ่มเส้นทางจาก 8 กม. เป็น 12 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. ซึ่งไปสิ้นสุดที่บ้านหาดไร่ ขั้นตอนนี้เป็นการตกลงระหว่างผู้นำและผู้ติดตาม ถ้าเป็นในช่วงหน้าฝนความยากลำบากของการเดินทางก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะกระแสน้ำที่ไหลแรง จะต้องยกเลิกจุดหมายปลายทางที่ปางช้าง สืบเนื่องจากกระแสน้ำและความสูงของน้ำที่ท่วมจนมิดปางช้างนั่นเอง

ล่องแก่งน้ำว้า
การผจญภัยบนสายน้ำแบบสุดขั้ว

การเดินทางได้เริ่มต้นตั้งแต่จุดลงแพด้านในอุทยาน ฯ ก่อนที่จะผ่านเกาะแก่งและโขดหินถึง 9 แก่ง ซึ่งแก่งแรกมีชื่อเรียกว่า “แก่งปง” ลักษณะเป็นแก่งหินเล็กๆ ที่ไม่น่ามีพิษสงมากนัก แต่ก็สามารถเรียกเสียงร้องที่บ่งบอกถึงความหวาดเสียวได้จากทุกคนที่เข้าร่วม ก่อนจะผ่าน “แก่งหลวง” จุดถ่ายภาพที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง เพราะโขดหินที่ลดหลั่นกันเป็นระดับชั้นถึง 3 ชั้น และเดินทางต่อไปยัง “แก่งสบแปง” เป็นแก่งที่มีสายน้ำ 3 สายไหลมารวมกัน มีความยาวประมาณ 100 ม. แก่งนี้ต้องอาศัยประสบการณ์จากเจ้าหน้าที่คุมหัวเรือและท้ายเรือยาง เพราะเป็นแก่งที่ฟันฝ่าได้ลำบากมากที่สุด หากเป็นช่วงฤดูฝนความยากจะเพิ่มดีกรีไปถึงระดับ 4 ดาว แต่ช่วงเวลาที่ผมได้สัมผัสก็สร้างความเสียวสะท้านให้กับชาวคณะจนหวีดร้องกันเสียงหลง แก่งต่อไป คือ “แก่งสาลี่” และ “แก่งต้นไทร” ซึ่งเมื่อปี 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชชนนี ได้เสด็จมาประทับ จากนั้นจะไปยัง “แก่งสวนหิน” และหยุดพักเล่นน้ำพร้อมกระโดดหน้าผาบริเวณผาวัดใจ เพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำหน้าที่ฝีพายร่วม พายจ้ำมากว่าครึ่งทาง หลังจากพักผ่อนจนหนำใจ เรือยางก็มุ่งหน้าต่อไปยัง “แก่งน้ำวน” หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “แก่งตัวเอส” มีรูปแบบเหมือนตัวเอสในภาษาอังกฤษ กว่าจะหลุดจากแก่งนี้ได้ เรือยางกระเด็นกระดอนไปกระแทกกับโขดหิน แต่ก็ผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล แถมยังเป็นวังน้ำวน จึงต้องออกแรงพายเพิ่มขึ้นเพื่อให้หลุดจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว จากนั้นไปยัง ”แก่งสามเส้า” และ “แก่งนกยูง” ซึ่งเป็นจุดที่นกยูงชุกชุม สามารถพบเห็นได้ง่าย ก่อนจะสิ้นสุดการล่องแก่งที่ปางช้าง เพื่อขึ้นรถกลับไปยังที่ทำการอุทยาน ฯ เปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อนตามอัธยาศัย ซึ่งถือว่าสิ้นสุดการผจญภัย

สำหรับการเดินทางผจญภัยแบบสุดขั้วบนลำน้ำว้าของผมในครั้งนี้ ได้ทั้งชมวิวทิวทัศน์ของภาคเหนือฝั่งตะวันออก ซึ่งมีภูเขาน้อย-ใหญ่มากมาย ทั้งยังได้รับความสนุกในอรรถรสใหม่ๆ รวมถึงความสามัคคี และยังเพลิดเพลินกับอุปสรรคกลางสายน้ำที่ฟันผ่าโขดหิน และเกาะแก่งนับร้อย เพื่อเป็นการเอาชนะสายน้ำเชี่ยวกรากที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา ถ้ามีเวลาว่างประมาณ 3 วัน 2 คืน “ล่องแก่งน้ำว้า” เป็นกิจกรรมสุดฮิพ ซึ่งหากนักเดินทางยังไม่มีที่เที่ยวในช่วงฤดูร้อน ที่แห่งนี้จะตอบโจทย์ความต้องการได้แน่นอน และสถานที่ท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ จ. น่าน นั้นยังมีอีกมากมาย ถ้ามีโอกาสผมจะรีบนำมาเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านใช้เป็นข้อมูลในการท่องเที่ยว หรือถ้าอยากจะเดินทางตามรอย “ชีวิตอิสระ” ก็ทำได้ไม่ผิดแต่อย่างใด
“ชีวิตอิสระ” ในฉบับหน้าจะพาไปตามหาสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อคลายร้อน ณ แห่งหนตำบลใดนั้น
โปรดคอยติดตาม

ประวัติความเป็นมาของแก่งน้ำว้า (ตอนล่าง)
“แก่งน้ำว้า” (ตอนล่าง) เริ่มมีการสำรวจครั้งแรกเมื่อปี 2538 โดยใช้แพไม้ไผ่ จากคณะสำรวจของนายอภิชา อยู่สมบูรณ์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่จริม พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ต่อมาในปี 2539 เริ่มมีการนำเรือยางมาล่องแก่งจวบจนปัจจุบัน จุดเริ่มต้นอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม ไปสิ้นสุดการเดินทางที่ปางช้าง ระยะทางรวม 8 กม. ใช้เวลา 2 ชม. หากเป็นช่วงฤดูฝนจะไปสิ้นสุดการเดินทางที่บ้านหาดไร่ ระยะทาง 12 กม. ใช้เวลา 3 ชม.

ช่วงเวลาที่เหมาะสม “

ลำน้ำว้า” เป็นสายน้ำที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี หากต้องการดื่มด่ำกับบรรยากาศสามารถเดินทางตั้งแต่เดือน พย.-มีค. ความยากของกระแสน้ำอยู่ระดับ 1-3 แต่หากต้องการสัมผัสประสบการณ์ความมันแบบสุดขั้ว แนะนำให้เดินทางช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิย.-ตค. เพราะกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวทำให้การล่องแก่งมีความยากในระดับ 2-4

ข้อควรระวังในการล่องแก่ง
1. สวมหมวกนิรภัย และเสื้อชูชีพ ทุกครั้งที่ลงเรือ
2. สวมเสื้อผ้าแบบสบายๆ ไม่หนาหรือรัดจนเกินไป
3. ควรมีอุปกรณ์ยังชีพในป่า เช่น เชือก และไฟฉาย เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงได้
4. ในขณะล่องแก่ง ห้ามยื่นอวัยวะส่วนใดออกนอกเรือเป็นอันขาด
5. หากตกจากเรือ ให้หงายตัวลอย ห้ามคว่ำหน้า บังคับให้เท้านำหน้าและให้น้ำพัดไปจนพ้นแก่งแล้ว
ค่อยปีนกลับขึ้นเรืออีกครั้ง หรือว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง
6. ห้ามดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ขณะล่องแก่ง
7. เชื่อฟังข้อปฏิบัติ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ที่พัก
จุดเริ่มต้นของการล่องแก่งน้ำว้า (ตอนล่าง) คือ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่จริม หากต้องการบ้านพักรับรอง ทางอุทยาน ฯ ก็มีจัดเตรียมไว้แต่จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 800–1,800 บาท หรือถ้าต้องการใกล้ชิดธรรมชาติก็จะมีลานกางเทนท์ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว ชนิดที่ว่า แคมพิงริมลำน้ำว้า ในกรณีที่นำเทนท์มาเอง จะคิดค่าบริการ 30 บาท หรือใช้บริการเทนท์ของทางอุทยาน ฯ จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 100-300 บาท/1 คืน

ที่กิน
อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีเมนูอาหารแบบบุฟเฟท์ไว้คอยบริการ โดยคิดค่าบริการประมาณคนละไม่เกิน 100 บาท/1 มื้อ หรือเลือกแบบอาหารชุดจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 160 บาท/คน เมนูอาหารมีให้เลือกแบบครบรส หรือหากจะเตรียมอาหารไปทำกิน โรงครัวของทางอุทยาน ฯ ก็มีอุปกรณ์ทำครัวและภาชนะให้พร้อมสรรพ

ขอขอบคุณ
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อ ฮอนดา ซีอาร์-วี 2.4 ไอ-วีเทค เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง



------------------------------
เรื่องโดย : ณัฐเทพ เผ่าจินดา
ภาพโดย : ราชวัตร แสงจันทรา/กษิดิ์พชร เกษมสวัสดิ์
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2554
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/BgDnm

Follow autoinfo.co.th