บทความ

กำลังเพาเวอร์แอมพ์ และความไว (1)


พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์เทคนิค ในฉบับนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ กำลังเพาเวอร์แอมพ์ และความไว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบเครื่องเสียงติดรถยนต์ เพื่อให้ชุดเครื่องเสียงของคุณ สามารถถ่ายทอดประสิทธิภาพ และคุณภาพเสียงออกมาได้อย่างเต็มที่ อาทิเช่น กำลังขับของเพาเวอร์แอมพ์ที่แท้จริง เมื่อต่อกับโหลด (ซับวูเฟอร์) จะมีกำลังขับจริง (RMS) อยู่ที่เท่าไร หรือการต่อสายซับวูเฟอร์ไปยังเพาเวอร์แอมพ์ ทั้งแบบสเตริโอ ที่โหลด 4 โอห์ม และ 2 โอห์ม เป็นอย่างไร เริ่มกันเลยครับ

ปกติลำโพงรถยนต์จะบอกตัวเลขทั้งด้านการรับกำลังต่อเนื่องที่ระบุเป็นหน่วย RMS และสูงสุด คือ MAX จากโรงงานผู้ผลิตจะเป็นผู้แจ้งให้ผู้บริโภค และผู้ใช้ได้ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดด้านเทคนิคของสินค้านั้นๆ แต่ข้อจำกัดที่แท้จริงของลำโพงนั้นกลับอยู่ที่ วิธีการปรับครอสส์โอเวอร์เป็นอย่างไร หรือรูปทรงตู้ และปรับการขยายให้คาบเกี่ยวกัน (GAIN OVERLAP) ในเพาเวอร์แอมพ์ตามที่เราต้องการ

 

ความเป็นจริง ของกำลังขับเพาเวอร์แอมพ์

อาจจะชัดเจนหรือไม่ก็ได้เท่าที่คนส่วนใหญ่จะคิด ประการแรก และสิ่งที่สำคัญ กำลังขับเพาเวอร์แอมพ์บางส่วนที่ยังออกมาไม่หมด ทำให้เพาเวอร์แอมพ์ไม่สามารถคำรามพลังเสียงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยปกติ แบทเตอรีรถยนต์ มีแรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 12.6 โวลท์ ซึ่งตรวจวัดได้ด้วยโวลท์มิเตอร์ มันก็น่าอุ่นใจถ้ารู้ว่าแบทเตอรีของคุณมีแรงดันไฟอยู่ เช่นที่เรารู้จักกันดีเกี่ยวกับสเปคของแบทเตอรี ที่เรียกว่า COLD CRANKING AMPERES (CCA) คือ ค่ากระแสไฟฟ้าในแบทเตอรีที่สามารถจ่ายได้ใน 30 วินาที ที่อุณหภูมิ -28.8 องศาเซลเซียส โดยแรงดันขั้วแบทเตอรีอยู่ระหว่าง 7.2 โวลท์ (ไม่ต่ำกว่านี้) ซึ่งอุณหภูมิมีผลต่อแรงดันไฟฟ้าระหว่างขั้วลดลง ทั้งนี้เนื่องจากความต้านทานภายในแบทเตอรี มันมีข้อจำกัด ยกตัวอย่าง ถ้าคุณต่อหลอดไฟขนาดเล็กกับแบทเตอรี คุณจะได้กระแส 1 แอมพ์ ที่ไหลผ่านหลอดไฟ และเพียงพอแล้ว คุณสามารถวัดด้วยแอมพ์มิเตอร์ แต่ถ้าต่อหลอดไฟ 15 ดวง ในแบบขนาน คุณจะได้กระแส 15 แอมพ์ จากแบทเตอรี เนื่องจากพลังงาน คือ แรงดันxกระแส และกำลังจะถูกส่งไปตามที่ต้องการ ในขณะที่เพาเวอร์แอมพ์ที่ยังไม่ได้ต่อกับซับวูเฟอร์ คุณคิดว่ามันควรจะมีกำลังขับเท่าไร หรืออาจจะวัดได้ 40 โวลท์ RMS จากขั้วเหล่านั้น ดังนั้นกำลังขับเพาเวอร์แอมพ์จึงขึ้นอยู่กับโหลด ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนซับวูเฟอร์ และวิธีที่จะต่อกับมัน เพื่อความสามารถในด้านกำลังขับที่เพาเวอร์แอมพ์จะทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะแตกต่างกับเพาเวอร์แอมพ์สำหรับใช้ขับทวีเตอร์ และมิดเรนจ์ เนื่องจากเหตุผลหลายๆ ประการ คือ เราไม่ต้องการระดับแรงดันเสียงที่สูง (HIGH PRESSURE LEVELS) สำหรับช่วงความถี่กลาง และสูง แต่ถ้าเป็นช่วงความถี่ทุ้มที่ต่ำลึก สำหรับการแข่งขัน SPL มันดีกว่ากันมาก

 

การต่อซับวูเฟอร์ กับเพาเวอร์แอมพ์

ถ้าหากคุณทำงานในร้านเครื่องเสียงรถยนต์ และมีลูกค้าเข้ามาภายในร้าน ซึ่งต้องการให้คุณติดตั้งซับวูเฟอร์กับเพาเวอร์แอมพ์ ซึ่งเป็นแบบ 2 แชนแนล กำลังขับ 75 วัตต์x2 ที่โหลด 4 โอห์ม สามารถขับเล่นได้ที่โหลด 2 โอห์ม การโหลดเพาเวอร์แอมพ์ที่ 2 โอห์ม สเตริโอ ก็เหมือนกับการต่อ 4 โอห์ม บริดจ์ ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการต่อบริดจ์ คือ การใช้ 2 แชนแนล ให้ทำงานสำหรับโหลดเดียวกัน และในแต่ละแชนแนลจะทำงานเพียงครึ่งหนึ่งของโหลด

ดังนั้นเราควรจะทำอย่างไรที่จะต่อซับวูเฟอร์กับเพาเวอร์แอมพ์ จึงจะได้จำนวนเดซิเบลที่ต้องการ

1. อันดับแรก คือ ความไวของซับวูเฟอร์ มีหน่วยเป็นเดซิเบล (DB) และจำนวนเดซิเบลที่ผลิตได้ เมื่อได้รับกำลังขับที่ 1 วัตต์ (โดยปกติจะใช้เป็น 2.83 โวลท์) วัดในระยะทาง 1 เมตร
2. ทุกครั้งที่ดับเบิลกำลังขับเข้าไปจะได้การขยายที่ 3 ดีบี ในจำนวน 3 ดีบี เป็นที่ยอมรับกันว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับความดังเสียงเพียงเล็กน้อย
3. แต่ละครั้งที่ดับเบิลจำนวนซับวูเฟอร์เข้าไปจะได้ความดังเสียงเพิ่มอีก 6 ดีบี โดยที่ซับวูเฟอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณเหมือนกัน และกำลังขับพร้อมกัน (ดับเบิลกำลังขับให้ซับวูเฟอร์ตัวเดียว) และซับวูเฟอร์ที่ทำงานอยู่ใกล้ชิดซึ่งกันและกัน โดยแยกจากกันด้วย 1/4 ของความยาวคลื่นความถี่ ความไวของซับวูเฟอร์จะขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต นอกจากนี้การวัดจะกระทำในห้องทดสอบที่กำหนดไว้ว่าซับวูเฟอร์ตัวนี้วัดที่ 1 วัตต์ 1 เมตร แต่วัดโดยใช้ตู้ประเภทไหน ตู้ปิด หรือแบนด์พาสส์ รวมถึงสภาพของห้องที่วัดเป็นอย่างไร (เป็นห้องเล็กหรือใหญ่ เพราะไม่ได้วัด และติดตั้งกันจริงๆ ภายในรถยนต์) ซึ่งลักษณะที่เพิ่มเติมเหล่านี้ สามารถทดสอบเพิ่มเติมได้ แต่ผลลัพท์ที่ได้จะแตกต่างกันมาก ตราบใดที่การรับรองมาตรฐานของแต่ละบริษัทผู้ผลิตยังมีความแตกต่างกันอยู่

แต่ก็ยังมีสูตรคำนวณความไว ที่เรียกว่า การอ้างอิงประสิทธิภาพ ที่นักเล่นหรือนักแข่งขันเครื่องเสียงรถยนต์นิยมใช้กัน ดังต่อไปนี้

db SPL@1w/1m = 112+10 log [ 2.7×10-8 (Fs3 Vas) ] Qes

สูตรนี้ใช้วัดจากค่า THIELE SMALL PARAMETERS ของลำโพง เช่น FS หรือความถี่เรโซแนนศ์ของซับวูเฟอร์ในลักษณะ FREE AIR หรือ VAS ลำโพงที่ติดตั้งในตู้ที่มีหน่วยเป็นลูกบาศก์ฟุต และค่าทางไฟฟ้าอื่นๆ เช่น Q ของลำโพง หรือ QES เป็นต้น (อ่านต่อฉบับหน้า)



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2554
คอลัมน์ : เทคนิค
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/DFrk9
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
5,399,000
2.
3,299,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th