บทความ

CHILDREN OF HEAVEN


CHILDREN OF HEAVEN
“สวรรค์น้อยๆ ของคนจนๆ”

เรื่องราวของ 2 พี่น้องหญิงชายที่ยากจนในกรุงเตหะราน คนพี่ชายมีรองเท้าอยู่ 1 คู่ใส่ไปโรงเรียน และคนน้องสาวก็มีรองเท้า 1 คู่ไว้ใส่ไปโรงเรียนเช่นเดียวกัน อนิจจาเรื่องราวคงไม่เกิด หากคนพี่ไม่ได้รับมอบหมายให้เอารองเท้าน้องไปซ่อม และรองเท้าเจ้ากรรมไม่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เท่านั้นก็คงยังไม่พอให้เรื่องเกิด หากโรงเรียนที่ว่าไม่มีกฎเข้มงวดเรื่องการแต่งกาย จะใส่รองเท้าแตะไป แล้วแกล้งบอกว่าเจ็บนิ้วโป้งเท้าอย่างบ้านเราก็ไม่ได้ ทั้ง 2 พี่น้องจึงต้องสลับกันใส่รองเท้า คนน้องใส่ไปเรียนช่วงเช้า เลิกเรียนแล้วก็รีบวิ่งเอารองเท้ามาให้คนพี่ใส่ไปเรียนต่อ พอได้รองเท้าก็ต้องรีบวิ่งไปให้ทันเข้าเรียน อยู่มาวันหนึ่ง น้องสาวก็บังเอิญเดินไปเจอรองเท้าที่หายสาบสูญไป ซึ่งมันไปอยู่กับเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ทั้ง 2 พี่น้องจึงพากันสะกดรอยตามไปที่บ้าน ก็ปรากฏว่าหนูน้อยคนนั้นกลับมีฐานะยากจนกว่า มีพ่อที่ตาบอดประกอบอาชีพเร่ขายของ ซาราห์ และอาลี (ชื่อของ 2 พี่น้องคู่นี้) จึงเลิกล้มความตั้งใจที่จะทวงรองเท้าคืน แล้วจะทำอย่างไร กับปัญหารองเท้าที่กำลังจะก่อเรื่องให้ อาลีโดนเชิญผู้ปกครอง เนื่องจากต้องวิ่งมาเรียน ซึ่งไม่เคยทันสักวันเดียว CHILDREN OF HEAVEN ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากประเทศอิหร่าน ออกฉายในปี 1997 และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับ LIFE IS BEAUTIFUL หนังมองโลกในแง่ดีของพ่อลูกชาวอิตาเลียน ที่ตราตรึงใจใครต่อใคร

หนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยเมื่อต้นปี 2543 ที่โรงภาพยนตร์ลิโด เพียงโรงเดียว และก็เงียบหายไปกับหนังในกระแสเรื่องอื่นๆ แต่หากใครได้ชมก็จะพบเรื่องราวที่สวยงามระหว่างความยากลำบากของการเกิดมาเป็นคนชนชั้นต่ำ พ่อแม่หาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ มีลูกหญิงชายให้คอยดูแล 3-4 คน จนคนพ่อต้องหางานเพิ่มด้วยการปั่นจักรยานบรรทุกลูกชายตัวน้อยเข้าเมือง เพื่อไปเร่รับจ้างทำสวนในย่านบ้านคนรวย ได้เงินมามากบ้างน้อยบ้างก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย คนเป็นลูกนอกจากต้องช่วยพ่อแม่ทำงานแล้ว ยังต้องรับภาระศึกษา หาความรู้ใส่ตัว ไม่วายดันมีปัญหาเรื่องรองเท้า และอย่าได้หวังว่าพ่อแม่จะมีเงินซื้อรองเท้าให้น้องใหม่ โดยเฉพาะหากทราบว่าทำหายก็อาจโดนตีด้วยกันทั้งคู่ โชคดีที่มีการแข่งขันวิ่งมาราธอนประเภทนักเรียนชาย อาลีจึงได้ที ส่งตัวเองเข้าหาครูพละ โชว์การวิ่งแบบทอพฟอร์มด้วยรองเท้าเน่าๆ (ที่สลับกันใส่กับน้อง) เพราะหากวิ่งได้อันดับที่ 3 รางวัลของการแข่งครั้งนี้ก็คือ รองเท้าใหม่เอี่ยม 1 คู่ ซึ่งอาลีคิดว่ายังไงๆ เขาก็ต้องวิ่งเข้าที่ 3 ให้ได้ ไม่ว่าคู่แข่งจะดูพโร เป็นลูกชายของเหล่าไฮโซที่โอ๋ลูก ทเรนลูกด้วยวิธีเจ๋งๆ ก็ตาม

สุดท้ายเป้าหมายของบางคนอาจต้องเป็นที่ 1 เสมอ แต่สำหรับชาลีเด็กน้อยยากจนในเมืองใหญ่ เขาหวังแค่ที่ 3 เพื่อนำรองเท้ากลับไปให้น้อง เพื่อตัวเขาและน้องสาวจะได้กลับมามีชีวิตปกติสุขในความข้นแค้นอีกครั้ง…

 

THE FOX AND THE CHILD
“สุดป่า สองชีวิต หนึ่งมิตรภาพ”

เมื่อครั้งที่เด็กสาวชาวบ้านป่าอายุได้ 10 ขวบ ระหว่างทางกลับจากโรงเรียนพร้อมจักรยานคู่ใจ บนถนนสายเปลี่ยวลดเลี้ยวเป็นทางดินสีแดงใต้ไบไม้แห้ง เธอพบหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งซึ่งมันไม่ได้เอะใจเลยว่า กำลังมีคนเฝ้าสังเกต และค่อยๆ ขยับเข้าใกล้มันทีละนิดๆ เนื่องจากมันกำลังคร่ำเคร่งกับการเฝ้าอยู่ที่หน้ารูของเจ้าหนูตัวน้อย

หนังเริ่มเปิดตัวขึ้นช้าๆ จากจุดนั้น หลังจากที่แสงอาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นขอบสันเขา ไล่เงาแห่งรัตติกาลเนิ่นนาน เผยให้เห็นถึงสรรพชีวิตที่กำลังจะออกหากินอีกครั้ง

หนูน้อยแก้มแดงหน้าตาน่ารักคนนั้น นอกจากเธอจะไม่กลัวหมาจิ้งจอกตัวจ้อยสีแดงหางเป็นพวงตัวนั้นแล้ว เธอยังหวังจะได้พบมันอีกครั้ง หลังจากที่มันสังเกตเห็นเธอแล้วเผ่นหนีเข้าป่าไป เธอรำพึงรำพันกับตัวเองว่า

“ตอนนั้นใจฉันเต้นรัว มันช่างสวยมากๆ และฉันเกือบคิดจะสัมผัสมัน”

ในหน้าร้อนปีนั้น เด็กผู้หญิงอายุ 10 ขวบจึงตั้งประณิธานกับตัวเองว่า เธอจะออกตามหามัน และถ้าเป็นไปได้ เธอจะทำให้มันเป็นหมาจิ้งจอกที่เชื่องให้ได้ นี่เองจึงเป็นที่มาของเรื่องราวสุดป่า สองชีวิต หนึ่งมิตรภาพ ที่จะค่อยๆ เรียบเรียงลำดับภาพที่สวยงามของผืนป่าโปร่งในเขตแดนประเทศฝรั่งเศส ไปพร้อมๆ กับความสัมพันธ์ของคนและสัตว์ป่า ซึ่งหวังว่าจะได้อยู่ร่วมกัน ก่อนที่เหตุและผลของแต่ละคนจะนำพาเราให้เข้าถึงคำว่า “ใจเขาใจเรา”

ต่างคนก็ต่างชีวิต แม้จะมีมิตรภาพเป็นสื่อเชื่อมชี้นำ แต่ทว่าธรรมชาติของแต่ละลมหายใจย่อมไม่สามารถแปรผันไปในค่ำคืนเดียว การออกตามหาหมาจิ้งจอกตัวนั้นจึงเริ่มจากการพลาดพลั้งถึงขั้นใส่เฝือกอยู่นาน ระหว่างนั้นก็ทำการศึกษาหาวิถีของจิ้งจอกไปพลางๆ ผ่านหนังสือเล่มโต แล้วเรื่องราวจึงค่อยเริ่มดำเนินผ่านผืนป่าอันน่ากลัว บางครั้งชวนขวัญผวา ป่าเหมือนกันแต่หากเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน มันก็ดูโหดร้าย และพร้อมจะตายได้เสมอ ภายใต้กฎแห่งป่า…แข็งแรง รู้หลบเท่านั้นถึงจะอยู่รอดปลอดภัย หนังสอดแทรกประเด็นเรื่องการอยู่ร่วมกัน การเผชิญหน้ากับความกลัว และการก้าวผ่านบางเรื่องราวที่ในชั่วขณะเวลาหนึ่ง เราไม่เคยเข้าใจมันได้เลย จนกว่าจะมีเรื่องราวบางเรื่องราว นำพาชีวิตเราให้เข้าไปสู่จุดที่ต้องเรียนรู้และต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ผ่านตัวละครหลัก คือ เด็กหญิงหน้าตาน่ารัก และจิ้งจอกแดงหางพวง

ท่ามกลางฉากหลังและตัวประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ลม แดด หิมะ ท้องฟ้าสีคราม ท้องทุ่งสีเขียวชายป่าสีแดงระเรื่อ หรือภายในถ้ำดำมืดมิด และนานาสรรพชีวิตที่หากินร่วมกัน

สุดท้ายไม่ว่าเรื่องราวระหว่างคนกับสัตว์ป่าในโลกแห่งความจริงจะเป็นอย่างไร หนังก็ได้ให้ข้อสรุปไว้ว่า คนเราจะเข้าใจถึงเงื่อนไขของการอยู่ด้วยกัน มันย่อมไม่สามารถเก็บสิ่งนั้นไว้ด้วยการผูกมัดได้ และท้ายที่สุดก็จงอย่าได้สับสนระหว่าง “ความรัก” กับ “การครอบครอง”

 

ศิลปิน : MUMFORD & SONS
อัลบัม : SIGN NO MORE
แนวดนตรี : FOLK ROCK
“สายลมแห่งท้องทุ่ง”

ตอนนี้ก็คงทราบกันแล้วว่า การประกาศผลรางวัล BRIT AWARDS 2011 เป็นอย่างไรกันบ้าง วงรักในใจจะได้รางวัลติดไม้ติดมือไปมากน้อยสักเท่าไร แต่ตอนที่ผู้เขียนกำลังเขียนถึงอยู่นี้ ทราบได้เพียงแค่ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าชิงเท่านั้น (เพราะผลรางวัลยังไม่ประกาศ) กระนั้นก็ตามเราก็พอจะคัดวงดีๆ มาพูดถึงกันก่อนได้ และหากว่าวงเหล่านี้ไม่ได้รางวัล ก็ขอให้ลองเปรียบเทียบดูกับวงที่ได้ก็แล้วกัน…

ในรายชื่อวงยอดเยี่ยม (BRITISH BEST GROUP) ประจำปีนี้ วงที่มีสิทธิ์เข้าชิง ได้แก่ GORRILAZ, TAKE THAT, BIFFY CLYRO, THE XX และ MUMFORD & SONS

GORRILAZ นั้นเป็นวงชื่อดัง ซึ่งรวมตัวกันแบบเฉพาะกิจเฉพาะกาล จนกลายเป็นวงหลักของศิลปินที่แอบมาร่วมงานกันอย่างลับๆ ไม่เปิดเผยใบหน้าทั้งในมิวสิควีดีโอ และในคอนเสิร์ท (ทราบชื่อจริงเพียงแค่บางคน) แต่พวกเขาใช้ภาพการ์ตูนแอนิเมชันจนเป็นที่เลื่องลือ เพราะฝีไม้ลายมือและการพรีเซนท์ภาพแบบไม่มีใครเหมือน และไม่แคร์ว่าคนดูจะรู้สึกต่อต้าน สุดท้ายพวกเขาก็มีแฟนเพลงคอยติดตามผลงานนับล้านๆ คน

ส่วน TAKE THAT ก็เคยเป็นวงพอพบอยแบนด์ชื่อดังของอังกฤษ และเป็นวงแจ้งเกิดของ ROBBIE WILLIAMS ก่อนที่เขาจะประสบปัญหาเสพยาเกินขนาด ขาดความสุขในการเป็นนักร้องนักแต่งเพลงของวง สุดท้ายก็ลาออกไปทำอัลบัมเดียว ทิ้งวงนี้ให้ห่างหายไปกว่า 10 ปี จึงรวมตัวกัน 4 คนที่เหลือกลับมาสร้างชื่อเสียงแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกครั้ง (ส่วนตัว ROBBIE WILLIAMS นั้นดังติดลมบน คนชมแล้วชมอีกตั้งนานแล้ว)

BIFFY CLYRO และ THE XX ก็เป็นวงที่น่าจับตามอง วงแรกมีผลงานออกมาได้เกือบ 10 ปีแล้ว มีรางวัลโน่นนิดนี่หน่อยติดปลายนวมมาตลอด เพราะมีแนวทางของเพลงที่น่าสนใจ (ขอยกไว้พูดถึงในโอกาสต่อไป) แต่ THE XX นั้นเป็นวงดนตรี 3 ชิ้นจากลอนดอน ที่มีสไตล์ดนตรี และภาพลักษณ์แปลกล้ำ ฟอร์มวงตั้งแต่ปี 2005 ผ่านไปอีก 4 ปีค่อยมีงานชุดแรกออกมา หลังจากนั้นก็คว้ารางวัล BARCLAYCARD MERCURY PRIZE เมื่อช่วงปลายปี

มาถึงวง MUMFORD & SONS โฟล์ครอคยอดเยี่ยมของปี (ที่ผู้เขียนตั้งให้เอง) ก็ได้เข้าชิงในรายการนี้ถึง 3 สาขาด้วยกัน ตั้งแต่ ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, วงยอดเยี่ยม และอัลบัมแห่งปี ซึ่งก็คืออัลบัม SIGN NO MORE MUMFORD & SONS เป็นวงดนตรีจากลอนดอน ใช้เครื่องดนตรีหลัก 4 ชิ้น ได้แก่ กีตาร์ เบสส์ กลอง แมนโดริน พ่วงด้วยเครื่องดนตรีแปลกๆ อื่นๆ อีก อาทิ แบนโจ แอคโคเดียน โดโบร ดับเบิลเบสส์ และ คีย์บอร์ด ภาคดนตรี (ที่ไม่มีเสียงร้อง) ของพวกเขาจึงเป็นเสียงที่มีมิติอบอวลน่าสนใจ แต่กระนั้นก็ยังเป็นเสียงที่เปล่งออกมาในสไตล์ของเพลงพื้นบ้านอังกฤษ วูบแรกที่ลมผ่านหู เราอาจนึกถึงวงดังๆ อย่าง TRAVIS หรือบางคนก็บอกว่านึกถึง OKKERVIL RIVER หลายเพลงสร้างอารมณ์ซึ้งตรึงใจด้วยไลน์กีตาร์สวยๆ ส่วนอีกหลายเพลงก็ให้อารมณ์แบบลูกลาสนิดๆ

ฟังแล้วก็รื่นรมย์ใจ ชวนให้นึกถึงธรรมชาติท้องทุ่งแบบสดดิบ เจือปนด้วยกลิ่นอายของความสนุกเป็นอีกวงหนึ่งซึ่งเราเชียร์ให้พวกเขาได้โด่งดังสมใจ เพราะเราหวังให้เพลงที่ได้ยินแล้วสร้างความแก่คนฟัง กลับคืนสู่ใจคนอีกครั้งนั่นเอง

 

ศิลปิน : OKKERVIL RIVER
อัลบัม : I AM VERY FAR
แนวดนตรี : INDIE FOLK ROCK

อัลบัมชุดที่ 6 ของวงอินดีโฟล์ครอคจากเมืองออสติน รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองสมัยใหม่ท่ามกลางดินแดนทะเลทรายร้อนแล้ง กระนั้นก็ตาม วงนี้ก็ยังคงเป็นวงที่มีสมาชิกปัจจุบันถึง 7 คน แม้จะมีคนที่ออกไปแล้วอีก 7 คนก็ตาม ถามว่าวงที่มีสมาชิกเยอะแบบนี้จะมีอะไรดี ? คงต้องเริ่มจากตอบว่า พวกเขาเป็นวงที่มีเครื่องดนตรีหลากชิ้น หลายอารมณ์ (แน่นอนละ ก็คนมันเยอะนี่) แต่ที่เด็ดกว่านั้น ก็คือ เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่พวกเขาเลือกใช้นั้น มันค่อนข้างถูกกับจริตของคนฟังแบบเราๆ ท่านๆ ซึ่งผมเหมาเอาว่าอายุอานามคงมิใช่น้อยๆ แล้ว แม้มันจะเป็นเพียงแค่ตัวเลขก็เหอะ กีตาร์ เบสส์ กลอง เหล่านี้คงไม่มีอะไรให้พูดถึง แต่ถ้าเป็นอะไรแปลกๆ อย่าง แมนโดริน คอร์เนท แลพสตีลกีตาร์ แบนโจ หรืออะไรอื่นๆ อีกมากมาย ที่พวกเขาผสมมันได้อย่างลงตัวจนกลายเป็นเสียงเพลงของความสนุก (ไม่ใช่เสียงแห่งจิตวิญญาณพื้นบ้าน ที่ฟังดูแล้วชวนง่วง เชย เฉิ่ม) ก็คงจะพอยกมากล่าวอ้างได้ถึงความน่าสนใจในอันดับแรก

สิ่งที่ดีต่อมาของวงนี้ ก็คือ ซาวน์ดเสียงในสไตล์เฉพาะตัว บางครั้งฟังเหมือน NEIL YOUNG เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม ในอัลบัมแรกๆ โดนจับมาปัดฝุ่นบันทึกกันใหม่อีกครั้งในเสียงใสๆ แต่บางครั้งวงนี้ก็ฟังเหมือนวงในยุค ’90 ออกจะอัลเทอร์เนทีฟนิดๆ นี่เอง หลายคนจึงจัดให้พวกเขาอยู่ในกลุ่มเพลงอินดีโฟล์ครอค และเมื่อนับย้อนไปที่ผลงานซึ่งพวกเขาเคยทำกันมาถึง 5 อัลบัมก่อนหน้า และงานเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น EPS, SPLIT ALBUMS, SINGLES และ COMPILATION CONTRIBUTIONS อีกหลาย 10 ชิ้น ก็ต้องนับว่าวงนี้เป็นอีกวงที่น่าจับตามองพอสมควร

แม้จะไม่ใช่ดนตรีที่มีแนวทางอยู่ในกระแสหลัก ที่เน้นเต้น เน้นหน้าตาจุ๋มจิ๋ม แถมยังเป็นวงที่มีแฟนเพลงในไทยน้อยยิ่งกว่าน้อยเหลือเกิน เอาแค่ที่รู้จักและพูดถึงกันในโลกออนไลน์ก็หาได้ยากยิ่งแล้ว

แต่กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นทำเพลงในแบบของตนเอง ไม่หันเหหรือไขว้เขวคิดจะดังทางลัด โดยการเดินต้อยๆ ตามเส้นทางที่นายทุนวางไว้ให้ (ซึ่งบางทีก็พังไม่เป็นท่า โดยเฉพาะกับปัจจุบันที่คนดนตรีมีกำรี้กำไรเพียงแค่กระผีกเดียว)

หลายเพลงในอัลบัมล่าสุดนี้ที่ชื่อ I AM VERY FAR จึงค่อนข้างตรงกับใจของผู้เขียน ที่อยากจะบอกให้ผู้อ่านได้ลองนึกถึงแนวเพลงแบบเก่าๆ ก่อนๆ ที่บางครั้งยังคงซ่อนอยู่ในจิตใจส่วนลึกๆ เป็นมุมเล็กๆ ที่หลายคนยังคงเก็บเอาไว้ และตรึงใจทุกครั้งเมื่อได้สัมผัส

แม้ว่าจะ “ห่างไกล” หรือนึกไม่ค่อยจะถึงเวลาเลือกหาเพลงใหม่ๆ มาฟัง แต่หากได้ฟังแล้วก็เชื่อว่า น่าจะพอได้หวนคิดถึงความทรงจำอันแสนสนุกในครั้งก่อน ไม่มากก็น้อย…



------------------------------
เรื่องโดย : ปัญญ์
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2554
คอลัมน์ : แนะนำเพลง
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/lfwoi

Follow autoinfo.co.th